Bridge Of Spies : ชายผู้หยัดยืน

Home / วิจารณ์หนัง / Bridge Of Spies : ชายผู้หยัดยืน

Bridge of Spies-001

(บทความนี้ มีการเปิดเผยเนื้อหาของหนัง)

แรกเริ่มเดิมที เมื่อเห็นฉากหลังของ Bridge Of Spies อยู่ในช่วงสงครามเย็น ที่กำลังคุกรุ่นระหว่างสหรัฐอเมริกา-สหภาพโซเวียต ผลผลิตจากฮอลลีวูดชื้นนี้จึงอดน่าเป็นห่วงไม่ได้ ว่าจะมีการนำเสนอภาพแนวคิดเอียงกะเท่เร่ เข้าข้างพญาอินทรีจนแทบเป็นขนบ อย่างที่หนังหลายต่อหลายเรื่องพากันล้มครืนเพราะปัญหานี้หรือเปล่า แต่เมื่อหนังอยู่ในบังเหียนของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ที่เก๋าเกมพอที่จะทำการจัดสรรความคิด และถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้อย่างลงตัว หนักแน่น และเปี่ยมมนต์ขลัง สมกับฉายานามที่ทุกคนมอบให้ว่าเป็น พ่อมดแห่งฮอลลีวูด

แม้ Bridge Of Spies สร้างจากเหตุการณ์จริง ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนตัวสายลับโซเวียตกับนักบินอเมริกา ที่ต่างถูกจับได้ในแดนของศัตรู ซึ่งการไม่หาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไปก่อน แล้วไปชมแบบตัวเปล่าๆกลวงๆ อาจนับเป็นทางเลือกที่ดีกว่า นัยหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการสปอยล์ตัวเอง และอีกนัยหนึ่ง เพื่อให้ภาษาภาพยนตร์ของ สปีลเบิร์ก สามารถทำงานได้อย่างเต็มอรรธรสผ่านบรรยากาศที่สมจริง จากการกำกับศิลป์ที่พิถีพิถัน โครงเรื่องที่แข็งแรง บทสนทนาคมคาย ลูกล่อลูกชน ไปจนถึงความตลกขบขันเจือความเป็นเด็ก ทว่าชาญฉลาดยิ่ง นำพาเสียงหัวเราะท่ามกลางความตึงเครียดได้โดยไม่ต้องพึ่งเสียงกลองตึ่งโป๊ะ หรือพ่นคำหยาบคายใส่กันแต่อย่างใด ก่อเกิดเป็นเป็นหนังสงครามที่ย่อยง่าย ร่ำรวยอารมณ์ขัน และมีสติสตังครบถ้วนตลอดเรื่อง

ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง เมื่อ รูดอล์ฟ เอเบล (มาร์ค ไรแลนซ์) ถูกทางการสหรัฐจับคาห้องพัก โดยถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นสายลับโซเวียต นำพาให้มือฉมังอย่าง เจมส์ บี. โดโนแวน (ทอม แฮงค์ส) ได้รับการทาบทามมาเป็นทนายว่าความในชั้นศาลแก่ เอเบล ด้วยเหตุผลจากรัฐบาลในทำนองที่ว่า หาทนายให้เพื่อให้ตรงตามบทกฎหมายไปงั้นๆ แต่ทุกครั้งที่ทั้งคู่พบหน้ากัน บทสนทนาในห้องเงียบก็ได้ปอกเปลือกตัวละครออกอย่างช้าๆ อีกด้านหนึ่ง ฟรานซิส แกรี่ พาวเวอร์ส (ออสติน สโตเวลล์) นักบินกองทัพสหรัฐ ได้ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าโซเวียตในภารกิจสอดแนม แม้เขาจะรอดออกมาได้ แต่ก็ถูกหิ้วไปเข้าซังเตในข้อหาสายลับของศัตรูเช่นเดียวกับเอเบล

Bridge of Spies-004

หนังถ่ายทอดภาพในฝั่งสหรัฐละเอียดกว่ามาก โดยติดตามการแก้ปัญหาของโดโนแวน ที่พยายามช่วยเหลือเอเบลในฐานะของมนุษย์คนหนึ่่่งที่สมควรได้รับมนุษยธรรมอย่างเท่าเทียม แต่เมื่อทางการแทบจะจั่วหัวประกาศวันประหารไว้แบบนั้น ความตั้งใจของโดโนแวนจึงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เป็นการทะลวงเข้าไปกลางดงหนามเสียมากกว่า ยิ่งผ่านกาลเวลามากเท่าไร จากสถานะจำเลยและทนาย ทั้งสองก็กลายเป็นมิตรสหายที่ต่างก็เป็นห่วงสวัสดิภาพกันและกัน โดโนแวนเห็นประโยชน์ต่อการไว้ชีวิตเอเบล และได้ร้องขอต่อศาลเป็นผลสำเร็จ

เมื่อรู้ข่าวจากโซเวียต ทางรัฐบาลตัดสินใจแลกเปลี่ยนเอเบิล-พาวเวอร์ ที่เยอรมันตะวันออก เพื่อเร่งรีบเอาตัวพาวเวอร์คินมา ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหวเผยข้อมูลแก่ศัตรู โดยถือเป็นการใช้ความลับแลกความลับ แต่ท่าทีของโดโนแวนนั้นต่างออกไป เขาตั้งใจใช้ชีวิตแลกชีวิตเสียมากกว่า และดูเหมือนว่าตอนนี้เจตนารมย์โดโนแวนไม่ได้ทำเพื่อชาติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทำเพื่อเพื่อนของเขาด้วย และนั่นทำให้เอเบลขนานนามทนายของเขา ด้วยชื่อเดียวกับเพื่อนพ่อที่เคยสู้ไม่ถอยว่า “ชายผู้หยัดยืน”

เมื่อหนังพาเราข้ามไปข้ามมาระหว่างเหตุการณ์สองฝั่ง ก็ทำให้ผู้ชมต้องชั่งน้ำหนักความคิดของตนอีกครั้งว่า แท้จริงแล้วเชลยศึกทั้งสองนี้ ใครกันแน่ที่เราควรเห็นใจในโชคชะตา ระหว่างเอเบลที่ถูกตราหน้าว่าผู้ร้าย เป็นภัยของสหรัฐ ก็ทำหน้าที่ของตนเพื่อโซเวียตอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรต้องติติง เขาทำพลาดเพียงแค่ประมาทจนถูกจับได้เท่านั้น ในขณะเดียวกัน พาวเวอร์ ที่ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่ยอมสละชีวิตไปพร้อมเครื่องที่ตก จนถูกศัตรูจับไปขังคุกคับแคบอนาถา เมื่อถึงเวลาสอบสวนเอเบลถูกปฏิบัติด้วยวิถีแห่งสุภาพชน และสุขสบายพอควรตามอัตภาพ แต่พาวเวอร์กลับถูกลากออกมาจากที่นอน และใช้วิธีโหดร้ายทารุณเพื่อให้เขาเผยความลับ ณ ที่นี้ อาจเป็นผลตอบแทนที่สมกันแล้วสำหรับความภักดีต่อชาติ รัฐบาลสหรัฐอาจแขวนป้ายพระเอก และตีตราว่าโซเวียตคือผู้ร้ายของเรื่องไปแล้วหรือเปล่า

สปีลเบิร์ก เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโลกคอมมิวนิสต์และโลกเสรี ให้เราเห็นหลายต่อหลายครั้ง ทั้งในการสอบสวนนักโทษ เจรจาต่อรอง ตัดสินในชั้นศาล จนเมื่อนักศึกษาหนุ่มชาวสหรัฐผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถูกจับกุมในเยอรมันตะวันออก เขตภายใต้การปกครองของโซเวียต ฝ่ายรัฐบาลสหรัฐก็เผยธาตุแท้ออกมาให้โลกรู้ โดยแสดงความฉุนเฉียวรุนแรงต่อความดื้อรั้นของโดโนแวน ที่ต้องการใช้หนึ่งโซเวียตแลกสองอเมริกา โดยมิได้สนใจชีวิตปัญญาชนเพื่อนร่วมชาติแต่อย่างใด เพราะพญาอินทรีสนใจเพียงความลับของประเทศเท่านั้น พวกเขารักชาติยิ่งชีพ และเน้นย้ำให้ผู้ชมหลงรักโดโนแวนมากขึ้นไปอีก เพราะเขาแสดงออกชัดเจนว่ารักชาติพอๆ กับชีพขนาดไหน ทั้งชีวิตของตนเองและผู้อื่นด้วย

Bridge Of Spies ถูกปกคลุมด้วยความขมุกขมัวสีเทาของมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย ใครดีใครชั่ว เราเองก็ยังไม่อาจแน่ใจ

Bridge of Spies-003

มาร์ค ไรแลนซ์ และ ทอม แฮงค์ส มอบการแสดงสุดมหัศจรรย์ ในกรอบของความน้อยแต่ได้มาก ไม่ต้องระเบิดอารมณ์รุนแรงหรือออกลีลาดราม่าเกินงาม ทำให้ผู้ชมได้เห็นตัวละครเอเบลและโดโนแวนเกือบรอบด้าน รู้จักลึกพอที่จะผูกพัน เอาใจช่วยให้ภารกิจครั้งนี้ลุล่วง แต่นั่นคือในทัศนคติของผู้ชมอย่างเราๆ เท่านั้น ใน Bridge Of Spies ได้ฉายให้เห็นท่าทีของอเมริกันชน ที่กลับขั้วคนละด้านโดยสิ้นเชิง ประชาชนต่างรู้ข้อมูลเพียงด้านเดียว จากข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าสายลับโซเวียตไม่โดนประหาร พร้อมกำกับชื่อเสียงเรียงนามและรูปถ่ายของทนายที่ว่าความให้ เมื่อโดโนแวนขึ้นรถไฟที่แน่นขนัด ทุกสายตาก็จ้องมองเขาอย่างโกรธแค้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

เวลานี้นอกจากเอเบลจะกลายเป็นจำเลยของศาลสหรัฐแล้ว โดโนแวนเองก็กลายเป็นจำเลยสังคมไปเสียแล้ว การถูกตัดสินโดยศาลเตี้ยในสังคมสงบสุขสมบูรณ์พร้อมแบบนี้ มันน่าหวาดหวั่นเสียยิ่งกว่าทหารถือปืนแบกปูนไปโบกตึก ที่เดินเกลื่อนเยอรมันตะวันออกในซากปรักหักพังเสียอีก อีกทั้งยังเป็นการยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าในยุคสมัยสงครามเย็น ข่าวสาร คือศาสตราวุธที่ทรงอานุภาพที่สุด ไม่ว่าจะระหว่างภายนอกของมิตรกับศัตรู หรือภายในเขตปลอดภัยของตนเองก็ตาม

หนังขับเคลื่อนด้วยโทนหมองหม่นเจืออารมณ์ขันเล็กๆ อย่างเปี่ยมชั้นเชิง จนเมื่อถึงตอนท้าย หมัดน็อกของ สปีลเบิร์ก ใน Bridge Of Spies ก็ถูกปล่อยใส่ผู้ชมอย่างพอเหมาะพอเจาะ และทำให้การเปรียบต่างครั้งที่ผ่านๆมา ราวกับถูกขมวดปมมาเพื่อคลายออกในการเปรียบครั้งสุดท้ายนี้ ผ่านวิธีต้อนรับกลับบ้านของนักบินและสายลับ พาวเวอร์ที่บกพร่องทางหน้าที่ กลับได้รับการสวมกอดอย่างอบอุ่น ทว่าเอเบลที่สมบูรณ์แบบ ถูกอัญเชิญไปนั่งเบาะหลังอย่างเย็นชา โดยไม่รู้ชะตากรรมในภายภาคหน้า ผลตอบแทนรูปแบบนี้มันเหมาะสมแล้วจริงหรือ

บทสรุปนี้ หากมองในมุมกว้างระดับผู้กุมอำนาจของทั้งสองฝ่าย หนังแสดงออกชัดเจนแล้วว่าได้เลือกให้ใครเป็นพระเอก-ใครเป็นผู้ร้าย ใครขี่ม้าขาว-ใครขี่ม้าโครงกระดูก แต่หากมองที่ปัจเจกบุคคล ก็คงยากจะชี้ชัดถูกผิด ทั้งเอเบลและพาวเวอร์ ต่างก็ทำได้แค่หน้าที่ของตน เป็นเพียงฟันเฟืองชิ้นเล็กๆ ที่เวียนวนไปในวงล้อของสงครามเย็นอันร้อนระอุอย่างไม่มีทางฝืนได้

หลังการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้นไป ผู้ชมก็ไม่มีโอกาสได้เห็นอนาคตทั้งสองเส้นทางอีก คงเหลือแต่เพียง โดโนแวน ชายผู้หมุนกงล้อเปลี่ยนชะตา ผู้เห็นค่าของทั้งมิตรภาพและหน้าที่ เห็นค่าของทั้งชีวีและประเทศชาติ กลายเป็น “ชายผู้หยัดยืน” ที่อยู่รอดปลอดภัย มาจนถึงวันที่ได้เห็นรอยยิ้มของศาลเตี้ยบนรถไฟ

9.5 / 10 ครับ

lecter Lecter.

—————————————————–