Regression : พาดหัวเรื่องผี

Home / วิจารณ์หนัง / Regression : พาดหัวเรื่องผี

regression-003

ชื่อของผู้กำกับ อเลฮันโดร อเมนาบาร์ อาจฟังดูทะแม่งไม่ติดหู แต่หากพูดถึงผลงานลือลั่น ที่ตวัดเก้าอี้คนดูเสียเกือบคว่ำอย่าง The Others คอหนังก็คงร้องอ๋อ! หลังฟอร์มเงียบไปพักใหญ่ การกลับมาพร้อม Regression ในโทนทะมึนหลอกหลอน จึงน่าสนใจมิใช่เล่นๆ ว่าเขาจะมีไม้เด็ดอะไรมาเซอร์ไพรส์อีกหรือเปล่า

Regression เปิดเรื่องด้วยการชี้ช่องให้ผู้ชมติดตาม ในระดับพลังใกล้เคียงพาดหัวข่าว ด้วยคำอธิบายถึงการมีอยู่ของลัทธิบูชาซาตาน ที่รวมตัวกันประกอบพิธีกรรมเหี้ยมโหด ก่อนที่ได้พบกับนักสิบ บรูซ เคนเนอร์ (อีธาน ฮอว์ค) เข้ามาสืบสวนคดีตามที่เด็กหญิงอกสั่นขวัญแขวน แอนเจลา (เอ็มม่า วัตสัน) กล่าวหาว่าพ่อแท้ๆ ของตนทำการล่วงเกิน แต่พ่อดันจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นเลยไม่ได้ซะงั้น บรูซจึงต้องออกแรงค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นให้ได้

หากมองในช่วงแรก Regression สามารถเร้าความสนใจแบบสอบผ่านเฉียดฉิว โดยเฉพาะการเข้ามาของจิตแพทย์ เรนส์ (เดวิด ธิวลิส) ซึ่งทำหน้าที่เป็นดังไมโครโฟนชั้นดี ลงลึกขุดคุ้ยความทรงจำที่อยู่ในหัวของบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับแอนเจลา ให้ออกมาเป็นรูปธรรม ในขณะที่แพทย์ทำการสะกดจิตและตั้งคำถาม ฝ่ายนักสิบก็ทำการบันทึกเสียงไว้ด้วย อาการเลิ่กลั่กอึกอักของตัวละครเหล่านี้ ค่อยๆ ให้ข้อมูล ชวนคาดเดาล่วงหน้า และกระหายใคร่รู้ว่าแท้จริงแล้ว คดีนี้มีต้นสายปลายเหตุอย่างไร หรือจากใครกันแน่

Regression เปิดประเด็นน่าสนใจหลายสิ่งไว้ตามรายทาง หนึ่งในนั้นคือชุดข้อมูลหลักที่คนดูได้รับรู้ คือคำให้การของแอนเจลา ที่ค่อยๆ เผยสิ่งใหม่ออกมาทีละนิด มิหนำซ้ำยังมีอาการมึนงง หลงๆลืมๆ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากผู้เกี่ยวข้องรายอื่น แต่ก็ยังทำเอานักสืบเอาจริงเอาจังอย่างบรูซ ถูกจูงจมูกอย่างว่าง่ายไปตามคำบอกเล่านั้น จนถลำลึกเลยเถิดไปไกลถึงขั้นเห็นภาพหลอนต่างๆ นานา และหวาดระแวงผู้คนรอบข้างไปทั่ว ณ ตอนนี้ คนดูสามารถเห็นพ้องต้องกันได้ว่า บัดนี้หนังไม่ได้ถูกนำโดยบรูซ ที่ตั้งหน้าตั้งตาสืบคดีอีกแล้ว แต่ถูกขับเคลื่อนไปตามคำพูดของแอนเจลา โดยใช้ภาพลักษณ์น่าสงสาร ของความเป็นเด็กไร้เดียงสาที่ถูกกระทำ

Regression สัมผัส…ผวา

ซึ่งบรูซก็ได้ข้อมูลที่รับมาจากแอนเจลา มายัดใส่สมองพยานทั้งหลายแหล่ ด้วยวิธีการตั้งคำถามเชิงชี้นำ ในขณะที่กำลังถูกสะกดจิต และเอาคำให้การจากปากพยานนั้น ไปเชื่อมโยงตีความต่อว่าเป็นฝีมือของลัทธิซาตาน โดยไม่ได้นึกเอะใจอะไรเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่ไม้กางเขนอันเป็นสัญลักษณ์ของการต่อกรกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ถูกใส่มาบ่อยครั้งอย่างจงใจ ก้านเคาะจังหวะของเครื่องสะกดจิต (ที่รูปร่างละม้ายคล้ายกางเขน) ก็ถูกนำมาเปรียบเทียบแบบเบาๆ หลายครั้งเช่นกัน และชวนให้เกิดคำถามว่า โดยแท้จริงแล้ว เครื่องมือสำคัญที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้คืออะไรกันแน่ ระหว่างความเชื่อทางศาสนา หรือการชี้นำทางจิตวิทยา หรือทั้งสองอย่างรวมกัน

แต่ทว่า เมื่อ Regression ปูทางมาเป็นหนังจิตวิทยา เคล้ากลิ่นอายสยองขวัญชั้นดีมาได้ไม่นานนัก ก็ถึงคราวต้องสะดุดล้ม และพังทลายลงอย่างช้าๆ ด้วยความซ้ำซากจำเจ จังหวะเนิบนาบเอื่อยเฉื่อย ซึ่งขัดกันอย่างแรงกับอารมณ์ของตัวละครที่ค่อยๆ เข้าใกล้ความเป็นคนบ้ามากขึ้นทุกขณะ ซึ่งไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นดังตลกร้าย เมื่อถึงฉากที่บรูซโวยวายขึ้นมากลางห้องประชุมว่า ทำไมคดีนี้ถึงไปไม่ถึงไหนสักที (วะ!) ผูัเฝ้ามองอย่างเราๆ ก็คงจะคิดไม่ต่างกัน ก่อนจะล้มคว่ำโครมใหญ่ ในวินาทีกระจ่างแจ้งต่อความจริง ที่ถูกเฉลยราวกับโกงข้อสอบด้วยโพยทื่อๆ

น่าเสียดายหลายสิ่งที่ Regression ยั่วนำลายคนดูไว้ แต่ถูกสรุปปิดท้ายอย่างด้วยการรายงานอย่างเถรตรง และไม่ตอบสนองความคาดหวังอะไรเลยทั้งตัวละครในเรื่องและคนดู จนเหมือนพาดหัวเรื่องผีเสียใหญ่โตครั้งนี้ เนื้อหาจริงๆ ในหน้าในกลับหักมุมล่มไม่เป็นท่าเสียอย่างงั้น

6 / 10 ครับ

lecter Lecter.

—————————————–