The Nightmare : หลับไม่ตื่น

Home / วิจารณ์หนัง / The Nightmare : หลับไม่ตื่น

The Nightmare คืนผีอำ

หากกล่าวโดยคร่าวๆ ทางวิทยาศาสตร์ได้มีการวิจัยถึงสาเหตุของอาการผีอำหรือ Sleep Paralysis ออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า เกิดจากการทำงานที่ไม่ประสานกันของระบบประสาทในสมอง ขณะที่เรากำลังเข้าสู่ภาวะหลับลึก (REM Sleep) จนกระตุ้นให้หลั่งสารที่ก่อเกิดความกลัว รวมไปถึงภาพหลอนต่างๆ นานาขึ้น ซึ่งผู้กำกับ ร็อดนี่ย์ แอชเชอร์ ได้รังสรรค์สารคดี The Nightmare ที่ว่าด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะ ออกมาในสไตล์จัดจ้าน แปลกใหม่ แต่ทว่ากลับขาดซึ่งส่วนสำคัญบางอย่างอันพึงมีไป และในฐานะที่ผู้เขียนเป็นเนิร์ดวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง จึงขออนุญาตมองปรากฏการณ์ชวนหลอนและหนังสารคดีเรื่องนี้ ด้วยสายตาและมุมมองแบบวิทย์ๆ ละกันนะครับ

The Nightmare ใช้กลวิธีสัมภาษณ์อาสาสมัครผู้มีประสบการณ์ร่วมของการตกอยู่ในภาวะผีอำ โดยตัดสลับไปมาในแต่ละคน แทรกด้วยการจำลองภาพหลอน ที่เจ้าตัวประสบพบเจอในยามค่ำคืนที่แตกต่างกันไป ซึ่งในส่วนของการจำลองภาพนี่เองที่เป็นส่วนสำคัญให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจ โดยการใช้มุมกล้อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความมืดสลัว ดนตรีประกอบหลอกหลอน บีบอารมณ์คนดูให้อยู่ในความกลัวชวนกระอักกระอ่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำฝันร้ายซึ่งดูเป็นสิ่งนามธรรมให้กลายมาเป็นรูปธรรมชัดเจนในหนังสารคดีแบบนี้ นับเป็นวิธีการใหม่ๆ ที่ชวนลิ้มลอง โดยเฉพาะการไม่ระบุชี้ชัดว่าบรรดาสิ่งลี้ลับทั้งหลายที่ปรากฏเพียงการเป็นภาพเบลอๆ หรือเงาดำร่างมนุษย์ ที่พบเจอยามหลับนั้นคืออะไรกันแน่ ก็ชี้ชวนให้เกิดความขนลุกขนพองได้ระดับหนึ่่ง

แต่นั่นคือความดีของหนัง ในฐานะกลวิธีสร้างภาพสยองสไตล์หนังสยองขวัญแบบแยกเป็นฉากๆ ไปอย่างเอกเทศ หากมอง The Nightmare ในองค์รวมแล้วจะพบว่ารอยโหว่ของข้อบกพร่องหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการใช้เสียง Voice Over คำบอกเล่าของอาสาสมัครที่คลอไปตลอดฉากภาพจำลองสยองข้างต้น และทำลายความน่ากลัวเสียราบคาบ จนภาพของปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติชวนช็อค มีสถานะไม่ต่างจากเรื่องเล่ารอบกองไฟหรือเรื่องผีตามรายการวิทยุในโมงยามดึกดื่น ที่ต้องอาศัยจินตนาการส่วนตัวของคนฟัง (หรือคนดูที่ฟังเรื่องเล่าในหนังเรื่องนี้) เป็นตัวช่วยให้เกิดภาพเตลิดเปิดเปิง และตื่นกลัวคิดเป็นตุเป็นตะกันไปเองเพียงเท่านั้น

แม้หนังจะแบ่งออกเป็นส่วนๆ อย่างชัดเจน ให้คนดูเข้าใจ ไล่เรียงมาตั้งแต่การแนะนำตัว ประสบการณ์ผีอำที่พบ ภาวะที่รุนแรงขึ้น การแก้ไข จนไปถึงบทสรุป แต่กลับใช้ภาพลักษณะเดิมๆ ความหมายเดิมๆ มาฉายซ้ำไปมา จนออกอาการคล้ายย้ำคิดย้ำทำ หลับๆ ตื่นๆ อยู่อย่างนั้นไม่เดินหน้าไปทางไหน ส่งผลให้เส้นเรื่องทั้งหมดราบเรียบเป็นเส้นตรง และขมวดกลับเป็นวงกลมที่หาจุดจบไม่ได้ ทำให้ The Nightmare อาจสภาพกลายเป็นสารคดียาก่อนนอน หากบริโภคเกินขนาดก็อาจหลับใหลไปโดยไม่รู้ตัว

The Nightmare Henry Fuseli

ภาพ The Nightmare โดย Henry Fuseli จิตรกรชาวสวิซ

ภาพวาดของปีศาจที่นั่งทับอกมนุษย์อย่าง The Nightmare ของ Henry Fuseli และภาพปีศาจฝันร้ายในหลายความเชื่อ ถูกแทรกมาในหนังหลายครั้งอย่างมีนัยยะ ตอกย้ำความเชื่อตำนานปรัมปราในน้ำเสียงของหนังให้ชัดแจ้งขึ้นไปอีกระดับ โดยเฉพาะคำให้การของหญิงสาวรายหนึ่ง ที่บอกว่ามีปีศาจมามีเพศสัมพันธ์กับเธอ โดยเธอขยับตัวไม่ได้และมิอาจขัดขืน ก็ช่างตรงกันกับตำนานของปีศาจหื่นกามอินคิวบัส ที่ปรากฏเป็นหนึ่งในภาพวาดที่ถูกแทรกมาเสียด้วย

ทั้งนี้คนดูจะได้รับรู้ตรงกันว่าภาพหลอนที่เกิดขึ้นเมื่อผู้คนในเรื่องตกอยู่ในภาวะผีอำนั้นแตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่ชายสวมหมวกในคราบเงาดำมืด เสียงเรียกชวนประสาทเสีย  ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตตาปูดโปนรูปร่างคล้ายมนุษย์ผอมเกร็ง ที่อนุมานได้ไม่ยากว่าช่างคลับคล้ายคลับคลากับสิ่งใด ที่เราๆท่านๆ ต่างเคยเห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน มิใช่ในความฝันแต่เป็นจอโทรทัศน์ต่างหาก ในช่วงหนึ่งสารคดีเรื่องนี้ ได้ทำการแทรกฟุตเทจจากหนังสยองขวัญเรื่องอื่นๆ อาทิ ปีศาจความฝัน เฟรดดี้ ครูเกอร์ จาก A Nightmare on Elm Street (1984)  เอเลี่ยนตาโตในตู้เสื้อผ้า จาก Communion (1989) และการถอดวิญญาณจาก Insidious (2010) ซึ่งเชื่อมโยงโดยอ้อม คล้ายคลึงกับรูปลักษณ์ของผีอำจากคำให้สัมภาษณ์ ถึงแม้จะไม่ถึงกับเป็นประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ แต่ The Nightmare ก็แทรกสาระว่าด้วย “สื่อที่กลืนกินสมองคน” ให้คนดูให้ตระหนักรับรู้ และมองความน่ากลัวยามหลับ ไม่ต่างอะไรกับการขุดคุ้ยภาพที่ค้างในสมอง ให้ออกมาโลดแล่น

อีกหนึ่งสิ่งที่คล้ายจะทำลายหนัง แต่แอบแทรกถึงการค้นหาสาเหตุของผีอำไปในตัว คือการใช้ภาพกราฟฟิกแทนคำบอกเล่าว่าด้วยลักษณะของผีอำเป็นราวกับโรคติดต่อ การรับฟังประสบการณ์จากคนคนหนึ่งไป แล้วคิดจดจำไว้ จนหลงตีความไปเองว่านั่นเอาจเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง ทั้งนี้ปัจจัยทางจิตวิทยายังรวมไปถึงเหตุการณ์ที่พบเจอ การสูญเสียที่ผลกระทบต่อจิตใจ หญิงสาวที่แม่เสียชีวิตไปไม่นาน ก็ฝันเห็นแม่กลับมาหา โดยให้ความรู้สึกคิดถึงหวงแหนแฝงความปราถนาดี มิใช่การหลอกหลอน ที่มุ่งก่อสร้างความกลัวให้เป็นรูปร่าง

ถึงแม้หนังจะทำการแจกแจงสาเหตุที่อาจทำให้เกิดผีอำไว้หลายทัศนะ แต่ความเป็นไปได้วิทยาศาสตร์เหล่านี้กลับถูกพูดถึงเพียงผ่านๆ บางเบา เจือไปด้วยความต่อต้านไม่ปักใจเชื่ออยู่ในที และเมื่อบทสรุปสุดท้ายมาถึง หนังก็ไม่ได้พาคนดูไปไกลจากจุดเริ่มต้นสักเท่าไหร่ เนื้อหาของมันยังคงสาละวนอยู่กับความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ และการสวดมนต์อ้อนวอนเพื่อให้หลุดจากสภาวะผีอำ ซึ่งเป็นวิธีที่มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ สอดคล้องไปกับทัศนคติของบรรดาอาสาสมัครในเรื่อง ที่คิดว่าคำวินิจฉัยของแพทย์ นักจิตวิทยา รวมไปถึงข้อมูลในกูเกิ้ลและวิกิพีเดีย  เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่พวกเขาและเธอพบเจอยามหลับใหลเท่านั้น และมันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งความ “อะไรมากกว่านั้น” ก็ไม่วายวนมาเข้าเรื่องลี้ลับภูติผีปีศาจอยู่เหมือนเดิม ทั้งนี้ไม่ได้ตัดสินถูกผิดของความเชื่อรูปแบบเดิมเป็นการส่วนตัว เพราะในอีกนับหนึ่งการสงบจิตสงบใจยามขยับตัวไม่ได้เพราะผีอำ ก็เป็นการหนึ่งในวิธีเข้าใจและยอมรับสภาวะที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ย้ายสมาธิจากความกลัวไปยังสิ่งอื่น ซึ่งจะช่วยระงับอาการดังกล่าวได้เช่นกัน

สุดท้ายแล้ว บางคนในเรื่องสามารถหาทางออกให้ปัญหานี้ได้ แต่ The Nightmare ก็ไม่ได้มอบองค์ความรู้ ภูมิปัญญาใดๆ ที่หนักแน่นพอให้คนดูได้ตระหนักและตื่นจากฝันแห่งความมืดบอดแต่อย่างใด ยังคงหลับใหล ไม่ยอมตื่น และว่ายวนอยู่ในห้วงนิทราแห่งฝันร้ายอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

7 / 10 ครับ

lecter    Lecter.

——————————————