Point Break : วัดใจ ทะลายจุดเดือด

Home / วิจารณ์หนัง / Point Break : วัดใจ ทะลายจุดเดือด

Point-Break_2015-6

หลังจากเคยเป็นหนังเมื่อปี 1991 ที่ตอกย้ำความดังของ 2 นักแสดงหนุ่มในสมัยนั้นอย่าง คีอานู รีฟส์ และ แพทริค สเวย์ซี่ย์ มาถึงตอนนี้มันก็ถูกรีเมคตามระเบียบเรียบร้อยแล้ว กับหนังแนวแอ็คชั่น วัดใจลูกผู้ชายแบบแมนๆอย่าง Point Break ที่ในก็ยังคงเรียกใช้บริการพระเอกหนุ่มที่กำลังมีแววดังมาแสดงนำในบท จอห์นนี่ ยูทาห์ และ โบห์ดี้ อีกเช่นเคย

หนังเป็นเรื่องราวของ จอห์นนี ยูทาห์ (ลุค เบรซี่) เจ้าหน้าที่ FBI หนุ่มกับปฏิบัติการสืบสวนโคตรระห่ำ ที่ทำให้เขาต้องแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มนักเล่นเซิร์ฟและแวดวงกีฬาเอ็กซ์ตรีม ของโลก เพื่อตามล่าตัวเหล่าอาชญากรจอมบงการผู้สร้างความเสียหายแก่วงการการเงินของโลก แต่ยิ่งถลำลึกชีวิตของเขาก็ตกอยู่ในอันตรายของคลื่นอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่พร้อมจะซัดเข้าใส่เขาได้ทุกเมื่อ

ตัวหนังเป็นผลงานการกำกับของผกก.หน้าใหม่ อีริคสัน คอร์ ซึ่งเอาตามตรงพูดในฐานะที่เคยดูต้นฉบับมาก่อน ต้องยอมรับเลยว่า เป็นคนที่ค่อนข้างไม่ได้ปลื้มต้นฉบับมากสักเท่าไหร่นัก เนื่องด้วยนอกจากประเด็นเรื่อง ‘ความแมนๆ’ ที่มุ่งเน้นแต่จะขายนักแสดงของฉบับก่อน นอกเหนือจากนั้นแล้วตัวหนังก็ไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจมากสักเท่าไหร่ แถมยังค่อนข้างอืดอาดน่าเบื่อด้วยซ้ำ ซึ่งพอเห็นข่าวว่ากำลังจะถูกรีเมคก็แอบคิดในใจว่าตัวหนังฉบับใหม่จะปรับเปลี่ยน แก้ไขอะไรตรงจุดนั้นใหม่ และพอปรากฏตัวอย่างแรกออกมาก็ค่อนข้างโล่งใจไปได้ระดับนึง เมื่อตัวหนังมีการปรับเปลี่ยนบทสอดแทรกจุดขายเด่นๆที่ทำให้หนังไม่น่าเบื่อเข้ามาอย่าง ‘กีฬาเอ็กซ์ตรีม’

ซึ่งแน่นอน และนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นข้อดีที่สุดสำหรับตัวหนัง Point Break ฉบับใหม่ ที่ค่อนข้างมีความชาญฉลาดในการตอบโจทย์คอแอ็คชั่น ด้วยการที่มันเต็มไปด้วยฉากขายความระห่ำของเหล่า กีฬาเอ็กซ์ตรีม ที่คอยเปลี่ยนโลเคชั่นที่นอกจากการท้าธรรมชาติของพวกเขาจะทำให้คนดูอ้าปากค้าง แต่ละฉากที่เต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอีกสิ่งนึงที่เปรียบเสมือนคอยเป็น Eye-Candy ให้แก่คนดูโดยที่ไม่ได้มุ่งเน้นจะขายแต่นักแสดงแบบฉบับก่อนมากเกินไปนัก

โดยอีกสิ่งนึงที่น่าสนใจสำหรับตัวหนัง คือการแต่งเติมประเด็นเรื่อง จุดมุ่งหมายในการปล้น ของกลุ่มโจร ที่เรื่องนี้ปรับเปลี่ยนมาให้เข้ากับธีม ธรรมชาติ และ การรักษาบาดแผลของโลก ซึ่งนับได้ว่าน่าสนใจในการที่หนังพยายามจะสร้างแรงจูงใจแบบใหม่ๆให้แก่กลุ่มโจรใจดี ถึงแม้ว่าตัวบทของหนังจะยังไม่แข็งแรงมากพอที่จะพาให้คนดูไปถึงจุดที่ต้องมองย้อนกลับมาในเรื่องของการ คืนสู่ธรรมชาติ ได้เท่าที่ควรนัก ซึ่งนั่นก็ดูจะเป็นปัญหาที่ลามไปสู่เรื่องอื่นๆด้วย เพราะอย่างที่บอกว่าในขณะที่ฉากแอ็คชั่น กีฬา เอ็กซ์ตรีม ของ Point Break ฉบับใหม่ล้วนแล้วแต่น่าตื่นตาตื่นใจ และจับใส่เข้ามาแบบไม่ยั้ง แต่ในขณะเดียวกันด้านบทหนัง และ ความเข้มข้น ของระดับความสัมพันธ์กลับค่อนข้างถดถอยยิ่งกว่าฉบับก่อน จึงอาจจะทำให้หลายครั้งหลายคราที่คนดูอาจจะต้องตั้งข้อสงสัย และคำถามเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ค่อยอ้างอิงจาก ความเชื่อใจแบบแมนๆ ซึ่งเป็นประเด็นตั้งต้นของหนังตั้งแต่ฉบับก่อน

แต่ในทางกลับกัน ด้านนักแสดงนำของเรื่องทั้ง ลุค เบรซี่ และ เอ็ดการ์ รามิเรซ กลับก็ต่างสามารถถ่ายทอดบทบาทของตนเองออกมาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ ลุค เบรซี่ พระเอกหน้าใหม่ที่เหมือนเดินตามรอย คีอานู รีฟส์ ในฉบับเก่ามาเป๊ะๆ และเชื่อว่าใครที่เคยได้รู้จักเขาจาก The November Man มาแล้ว น่าจะหลงเสน่ห์บางอย่างในตัวเขาได้อย่างไม่ยาก เช่นกันกับ เอ็ดการ์ รามิเรซ ในบท โบห์ดี้ ที่สามารถเข้าขากับเคมีของ เบรซี่ โดยเฉพาะในฉากโต้คลื่นได้อย่างน่าชื่นชม

เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว จึงคิดว่า ถึงแม้ในด้านของตัวบท Point Break อาจจะยังไม่ได้เฉียบคมในด้านของความสัมพันธ์แบบแมนๆ อย่างที่ฉบับเก่าได้ทำไว้ได้ดีสักเท่าไหร่นัก แต่การทดแทนสิ่งเหล่านั้นด้วยฉากกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่มันส์ และ สนุกจนต้องอ้าปากค้าง พร้อมด้วย 2 เสน่ห์จากนักแสดงนำ ก็ทำให้มันเป็นหนังที่ตอบสนองความบันเทิงได้อย่างไม่ดีเลยครับ

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ