The Revenant : ทุกลมหายใจคือการเอาชีวิตรอด

Home / วิจารณ์หนัง / The Revenant : ทุกลมหายใจคือการเอาชีวิตรอด

แววตาที่ดูเศร้าหมอง แต่แฝงความกล้าแกร่งไว้ภายในของลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) ท้าทายความรู้สึกของผมในแวบแรกที่ผมเห็นโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง The Revenant ประกอบกับภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัลลูกโลกทองคำไปถึง 3 รางวัล หนึ่งในนั้นเป็นรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประเภทหนังดราม่า และเป็นที่จับตามองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะส่งให้นักแสดงนำอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ คว้ารางวัลออสการ์ได้ในที่สุด และหลังจากที่ผมได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์แล้ว ผมคิดว่าคงไม่มีเหตุผลใดที่อาจหาญกล้าปฏิเสธการเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างแน่นอน

the-revenant-TheRevenant_LeoPoster_rgb

The Revenant หรือในชื่อภาษาไทยว่า “ต้องรอด” สร้างขึ้นจากเรื่องจริงในนวนิยายในชื่อเดียวกันของ ไมเคิล พังค์ (Michael Punke) ว่าด้วยเรื่องราวของ “ฮิวจ์ กลาส” คนป่าผู้สมัครเข้าร่วมเดินทางกับคณะเดินทางที่ไปเก็บหนังสัตว์ในป่าลึก ไม่นานนักกลุ่มรีก็เข้ามารุมทำร้ายเพื่อจะแย่งหนังสัตว์ไป คณะเดินทางกลุ่มนี้หนีเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิดเพียงไม่กี่คนเท่านั้น โดยมีกลาสเป็นผู้นำทางเพื่อกลับไปยังค่าย และในเช้าวันนั้นกลาสเดินสำรวจเส้นทางล่วงหน้าเพียงลำพังและต้องต่อสู้กับหมียักษ์ นำพาไปสู่เรื่องราวการหักหลังที่แสนเจ็บปวด และการเอาตัวรอดจากความตายสู่เป้าหมายที่เรียกว่าการแก้แค้น

The Revenant PH 4

ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องราวไม่ซับซ้อน เนื้อเรื่องค่อย ๆ เดินไปอย่างช้า ๆ ไม่รีบเร่งจนเกินไปนัก ตัวละครหลักในเรื่องมีเพียงไม่กี่ตัว ทำให้จดจำได้ไม่ยาก ภาพยนตร์เน้นไปที่การแสดงของลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ อย่างแท้จริง ท่ามกลางอุณภูมิต่ำกว่า 9 องศา ซึ่งไม่ค่อยเป็นมิตรกับเหล่านักแสดงสักเท่าไรนัก ประกอบกับหลายฉากได้ถ่ายให้เห็นธรรมชาติในป่าเขาท่ามกลางฤดูหนาว และเป็นความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าง อเลฮันโดร กอนซาเลซ อินาริตู (Alejandro González Iñárritu) ที่ต้องการจะถ่ายทำในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และ เอ็มมานูลเอล ลูบีสกี (Emmanuel Lubezki) ผู้กำกับภาพได้ดึงสิ่งที่พระเจ้าสร้างสรรค์ไว้ให้มนุษย์ที่เรียกว่าธรรมชาติให้ออกมาได้งดงามอย่างไม่น่าเชื่อ ขณะเดียวกันการใส่ดนตรีประกอบอย่างถูกที่ถูกเวลาก็กระตุ้นให้เนื้อเรื่องตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะได้เสียงจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงในเวลานั้นเป็นดนตรีประกอบ กระตุ้นให้คนดูรู้สึกอินไปกับภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี 

The Revenant PH

“ต้องรอด” น่าจะเป็นคำจำกัดความภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด ความยาวกว่าสองชั่วโมงครึ่งไม่ได้ทำให้เกิดความน่าเบื่อแม้แต่น้อย ว่ากันตามจริงแล้วเนื้อเรื่องมีเพียงแค่การเดินทางเพื่อกลับไปยังค่ายเท่านั้น แต่เรื่องราวระหว่างทางที่เกิดขึ้นนั้นน่าสนใจยิ่งกว่าอะไร สัญชาตญาณของมนุษย์คือการเอาชีวิตรอด แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส แม้ความตายอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ ขอเพียงยังไม่หมดลมหายใจ ไม่ว่าอย่างไรก็จะมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้ ปากต้องกัดกินเศษซากเนื้อสัตว์ ตีนต้องยืนหยัดถีบตัวเองเพื่อก้าวไปข้างหน้า ฝ่ามรสุมแห่งธรรมชาติที่ไม่ปรานีต่อสิ่งมีชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างกระตุ้นให้ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ทุ่มทั้งกายและใจเล่าชีวิตของฮิวจ์ กลาส ออกมาได้อย่างสมจริงที่สุด

The Revenant PH 3

ชีวิตมนุษย์ทุกคนต้องต่อสู้และดิ้นรน หลายครั้งที่ชีวิตเราต้องประสบกับเรื่องต่าง ๆ มากมาย เราฟูมฟายถึงความเจ็บปวดที่ได้รับ และเฝ้ารอให้ปาฏิหาริย์พาเราออกจากเรื่องที่น่าเศร้าเสียที สองมือไม่เริ่มทำ สองขาไม่เริ่มเดิน เราคงจะนอนตายอยู่กลางป่าที่หนาวเหน็บอย่างแน่นอน จากคำกล่าวที่ว่า จงอย่ามองว่าเราขาดอะไร แต่ให้มองว่าเรายังเหลืออะไร บ่อยครั้งสิ่งที่เรามีอยู่มีประโยชน์กับเราเสมอ ใช้ทั้งหมดที่มีแก้ปัญหาไปให้ได้ และสุดท้ายปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นให้เราได้ชื่นชมยินดีอย่างแน่นอน

ภาพยนตร์ The Revenant คว้ารางวัลออสการ์ครั้งที่ 88 ไปถึง 3 รางวัล ได้แก่ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ถ่ายภาพยอดเยี่ยม และกำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 

คะแนน 5/5 วางทุกเรื่องวุ่นวายในชีวิตกองทิ้งไว้หน้าประตู และเดินเข้าไปเรียนรู้กับทุกสิ่งที่กลาสกำลังจะบอกกับเรา

บทความโดย ธ.เชิดวรพงศ์

ทุกครั้งที่ดูภาพยนตร์เสมือนการสนทนากับตัวเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้สนทนากับคุณอย่างไร แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ