รีวิว Collateral Beauty : ความงดงามใต้หยาดน้ำตา

Home / วิจารณ์หนัง / รีวิว Collateral Beauty : ความงดงามใต้หยาดน้ำตา

 

ย่างเข้าโค้งสุดท้ายของปีที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการเฉลิมฉลองและการแบ่งปัน เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง Collateral Beauty จากผู้กำกับ David Frankel ที่เลือกใช้ฉากเป็นหลังช่วงเทศกาลคริสต์มาส นำพาผู้ชมไปพบกับ “การให้” และ “การเริ่มต้นใหม่” ที่สวยงามกว่าทุกครั้ง

collateral-beauty_poster

Collateral Beauty กล่าวถึงเรื่องราวของ Howard (รับบทโดย Will Smith) นักธุรกิจที่เสียศูนย์หลังจากสูญเสียลูกสาววัยหกขวบ เขาเริ่มเก็บตัวไม่พูดคุยกับใคร แถมยังเขียนจดหมายถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมทั้ง ความรัก, ความตาย และ เวลา ส่งผลให้เพื่อนร่วมงานของเขา ได้แก่ Whit (รับบทโดย Edward Norton), Claire (รับบทโดย Kate Winslet), และ Simon (รับบทโดย Michael Peña) ตัดสินใจว่าจ้าง Amy (รับบทโดย Keira Knightley), Brigitte (รับบทโดย Helen Mirren) และ Raffi (รับบทโดย Jacob Latimore) มาแสดงตัวเป็น ความรัก, ความตาย และ เวลา เพื่อเยียวยาแผลในใจของ Howard ซึ่งในขณะเดียวกัน Howard ก็ได้พบกับชุมนุมผู้สูญเสียลูก นำโดย Madeleine (รับบทโดย Naomie Harris) ที่เปรียบเสมือนอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเยียวยา Howard ให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

01

07

05

09

นอกเหนือจากรายชื่อนักแสดงนำขั้นเทพที่ตบเท้าเข้ามาโชว์พลังการแสดง ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถือเป็นภาพยนตร์แนวจิตวิทยาแรงบันดาลใจที่มีการผูกปมได้น่าสนใจทีเดียว เพราะพล็อตเรื่องได้หยิบยกเอานามธรรม 3 สิ่งที่มีอิทธิพลเชิงประจักษ์ต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้ง ความรัก, ความตาย และ เวลา มาเป็นแก่นสำคัญ กล่าวคือ มนุษย์โหยหาความรัก ต้องการเวลา และปรารถนาจะหลีกหนีความตาย สิ่งทั้งสามนี้ขับเคลื่อนไปตามวัฏฏะแบบคู่ขนาน วันใดที่สิ่งเหล่านี้ขาดความสมดุลระหว่างกันก็อาจจะส่งผลให้ชีวิตของเราเกิดความสั่นคลอนขึ้นไม่มากก็น้อย (โดย Howard ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากความตายของลูกสาว การจากลาของภรรยา และเวลาที่เหลืออยู่สำหรับใช้ชีวิตไปวัน ๆ)

02

08

10

11

ความพิเศษของหนังยังไม่หมดเท่านี้ เพราะในหนังเราจะยังได้เห็นอีกด้วยว่า แต่ละตัวละครในเรื่องจะมีปมปัญหาในชีวิตบางอย่าง ซึ่งเกิดจากความบิดเบี้ยวของ ความรัก, ความตาย หรือ เวลา อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดการเติมเต็มระหว่างกัน ผู้ชมจึงรู้สึกว่าทุกตัวละครได้รับการเยียวยาลบเลือนรอยแต้มดำ ๆ ในห้วงความรู้สึกให้จางลง และมองเห็นความงดงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความหม่นหมองของชีวิต

06

03

14

13

น่าเสียดายเล็กน้อยที่ตัวหนังเองก็ถูกข้อจำกัดของ เวลา ทำให้การเล่าเรื่องและการขยี้ปมปัญหาในใจของตัวละครไปไม่สุดทางเท่าที่น่าจะทำได้ แต่ถึงอย่างนั้นเพียงนักแสดงและพล็อตเรื่องที่ภาพยนตร์วางเอาไว้ก็เปรียบเหมือนกับวัตถุดิบชั้นดีที่ถูกบ่มเพาะให้กล้าแกร่งควรค่าแก่การเข้าไปชมในภาพยนตร์อยู่ไม่น้อย

16

12

15

04

โดยรวมแล้ว Collateral Beauty นับว่าเป็นภาพยนตร์ส่งท้ายปลายปีที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแรงบันดาลใจแบบเต็มพิกัด อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากการมองเห็นคุณค่าของความรัก การบริหารจัดการเวลาที่เหมาะสม และการเตรียมพร้อมสู่ความตายอย่างสง่างาม (ดังที่ใครหลาย ๆ คนชอบกล่าวว่าปีใหม่ให้เริ่มต้นสิ่งใหม่) เพราะฉะนั้น ขอให้คะแนนภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ที่ 3.5/5 นะครับ

บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ