รีวิว Power Rangers : ฮีโร่ทีมมหากาฬ

Home / วิจารณ์หนัง / รีวิว Power Rangers : ฮีโร่ทีมมหากาฬ

เชื่อได้เลยว่าเด็ก ๆ ในยุค 90 คงไม่มีใครไม่รู้จักชบวนการห้าสีนักรบไดโนเสาร์จากฝั่งญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Zyuranger (1992) ซึ่งซีรีส์ดังกล่าวเป็นขบวนการห้าสีเรื่องแรกที่ถูกประเทศสหรัฐอเมริกาซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเป็นขบวนการห้าสีเวอร์ชั่นฝรั่งตาน้ำข้าว และได้สร้างความนิยมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1993 ทั้งในรูปแบบทีวีซีรีส์และภาพยนตร์ขนาดยาว ภายใต้ชื่อเรื่องว่า Power Rangers และในปีนี้ ผู้กำกับ ดีน อิสราเอลไลท์ ก็ได้พวกเขาทั้งห้านำกลับมาปัดฝุ่นรีเมกใหม่ด้วยรูปลักษณ์ซุปเปอร์ฮีโร่และหุ่นรบที่ไม่ว่าใคร ๆ เห็นตัวอย่างแล้วคงต้องอุทานว่า…อุต๊ะ !?!!

Power Rangers เป็นเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่น 5 คน ได้แก่ เจสัน (รับบทโดย เดเคอร์ มอนต์โกเมอรี่) แซ็ค (รับบทโดย ลูดี้ หลิน) บิลลี่ (รับบทโดย อาร์เจ ไซเลอร์) ทรินี่ (รับบทโดย เบ็คกี้ จี) และ คิมเบอร์ลี่ (รับบทโดย นาโอมิ สก็อตต์) ที่บังเอิญได้รับพลังพิเศษจากยานอวกาศลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นดิน พวกเขาทั้งห้าต้องฝึกฝนร่างกายและรวมจิตใจให้เป็นหนึ่งเพื่อที่จะแปลงร่างเป็นขบวนการฮีโร่ Power Rangers ไปต่อสู้กับ ริต้า รีพัลซ่า (รับบทโดย เอลิซาเบท แบงส์) ปีศาจร้ายอดีตสมาชิก Power Rangers ที่หมายจะขโมยลูกแก้วที่เป็นศูนย์รวมพลังของโลกไปครอบครอง

กล่าวได้ว่า…เสน่ห์ของ Power Rangers เวอร์ชั่นนี้อยู่ที่การออกแบบตัวละครให้มีมิติน่าสนใจ ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ที่มีทั้งคนผิวขาว คนผิวดำ (ซึ่งไม่ได้แปลงร่างเป็นฮีโร่สีดำ) และคนเอเชีย ตลอดจนในแง่ของปูมหลังตัวละครที่หนังใช้เวลาเกือบครึ่งเรื่องในการปูเรื่องราวให้ผู้ชมได้เห็นว่าแต่ละคนมีปัญหากับครอบครัวและสังคมอย่างไร ก่อนที่พวกเขาจะต้องรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยคำว่า “มิตรภาพ” เพื่อแปลงร่างไปต่อกรกับฝ่ายอธรรมในช่วงท้ายตามสไตล์หนังซุปเปอร์ฮีโร่

เชื่อว่าด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา ทำให้สัดส่วนระหว่างฉากต่อสู้และการเล่าเรื่องแบบหนังวัยรุ่นค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน จุดนี้ผู้ชมที่คาดหวังการเตะ ๆ ต่อย ๆ แบบบู๊ระห่ำอาจจะผิดหวังกันไป แต่เหตุที่โครงเรื่องมีสัดส่วนแตกต่างกันมากก็เป็นสาเหตุมาจากการที่บริษัทผู้ผลิตวางแผนทำภาพยนตร์เรื่อง Power Rangers ไว้ถึง 6 ภาคด้วยกัน ทั้งนี้ความเป็นไปได้ในการสร้างภาคต่ออาจจะขึ้นอยู่กับรายได้ภาคเปิดตัวนี้ด้วย

อันที่จริงภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มุ่งเน้นประเด็นเรื่องธรรมะชนะอธรรมเป็นหลัก หากแต่มีนัยยะแฝงว่าด้วยเรื่องของ “มิตรภาพ” ดังที่กล่าวไปข้าวต้น ซึ่งจะสังเกตได้จากการเด็กวัยรุ่นทั้งห้าไม่ได้รู้จักหรือสนิทสนมกันมาก่อน แต่เมื่อต้องมาทำงานร่วมกัน ต่างคนจึงค่อย ๆ กระเทาะเปลือกซึ่งถูกสร้างขึ้นจากความโหดร้ายของสังคมออกทีละน้อย จนสุดท้ายก็กลายเป็นการยอมรับซึ่งกันและกัน และก็มิตรภาพที่สื่อใจถึงกันนี่เองที่เปรียบได้กับกำลังภายในที่จุดชนวนให้พวกเขาและเธอสามารถแปลงร่างเป็น Power Rangers ได้อย่างสมภาคภูมิ

จุดเด่น

– หนังเลือกใช้นักแสดงที่มีความหลากหลายทั้งด้านสีผิวและเชื้อชาติ ตามขนบเดียวกับ Power Rangers เวอร์ชั่นทีวีซีรีส์ของสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีความเสมอเท่าเทียมกัน และสามารถเป็นเพื่อนกันได้

– ตัวละครแต่ละคนมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ควรค่าแก่เวลาที่หนังใช้เล่าเรื่องในจุดนี้

– หนังมีอีสเตอร์เอ้กที่เอาใจแฟน ๆ Power Rangers โดยการนำ 2 นักแสดงจากทีวีซีรีส์ซีว่นแรกมาร่วมแจม (แต่จะเป็นใคร และออกมาในฉากไหน…ต้องไปติดตามกันเอาเอง) และปมทิ้งท้ายก่อนเข้า End Credit ที่แฟน ๆ หนังน่าจะเดาได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในภาค 2

จุดอ่อน

– ตัวหนังจะมีความเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ที่ยอมรับได้ในพฤติกรรม แต่ทางด้านอารมณ์กลับมีบางส่วนที่ไม่สมเหตุสมผล เช่น กลุ่มพระเอกทะเลาะชกต่อยกัน แต่พอมีคนมาจับแยกอารมณ์โกรธก็พลันหายไปทันที แถมยังหันมายิ้มให้แก่กันอีก (เอิ่ม !?!!)

– แฟน ๆ หนังซุปเปอร์ฮีโร่เมื่อชมภาพยนตร์จบแล้วน่าจะเกิดความรู้สึกในทำนองว่าเนื้อเรื่องยังกั๊ก “ทีเด็ด” บางอย่างไว้ (เช่น สเกลการต่อสู้ที่เล็กในระดับเมือง ทั้งที่การต่อสู่ในยุคประวัติศาสตร์เป็นเหมือนสงครามระดับโลก หรือความพ่ายแพ้ของฝ่ายอธรรมที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย) ซึ่งจุดนี้…หากจะให้เดาก็คิดว่าน่าจะเป็นการปูทางไปสู่ภาคต่อ ๆ ไป

สุดท้าย…ขอมอบประโยคสุดคลาสสิคอย่าง “ลางไม่ดีอีกแล้ว…ว…ว” ให้กับตัวร้ายอย่าง ริต้า รีพัลซ่า และขอมอบคะแนนให้ภาพยนตร์เรื่อง Power Rangers ไว้ที่ 3.5 / 5 นะครับ

บทความโดย NuTTi3 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างครับ