แกว่งเท้าหาความหมายชีวิต กับ Clerks II

แกว่งเท้าหาความหมายชีวิต กับ Clerks II

คุณเคยนึกหาคำตอบให้ตัวเองบ้างไหมว่า ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ เราจะใช้มันอย่างไร? ทำอย่างไรถึงจะมีความสุข? ถ้ายังคิดไม่ตก ลองไปดูหนังกวนๆ เรื่อง “The Passion of the Clerks” หรือ “Clerks II” ที่กำลังเข้าฉาย ณ โรงหนัง เฮาส์ อาร์ซีเอ กันหน่อยดีไหม เผื่อจะจุดประกายอะไรให้แก่ชีวิตอันน่าเบื่อหน่ายและไร้ทางออกของคุณได้บ้าง

หนังเล่าเรื่องของตัวละครที่ไม่ใคร่จะเอาไหนสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็น ดังเต้ “(Brian O”Halloran)” พนักงานร้านฟาสต์ฟู้ดวัย 30 กว่าที่หน้าตาก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไร แถมตัดสินใจเองก็ไม่เป็น แม้แต่เรื่องความรัก เขารู้เพียงว่าควรทำในสิ่งที่ผู้ชายวัยนี้ควรทำ คือต้องแต่งงาน เมื่อได้เจอผู้หญิงที่คิดว่าเหมาะกับตัว จึงไม่ลังเลที่จะมีชีวิตคู่กับเธอ ซ้ำยังจะยอมตามเธอไปอยู่ต่างเมืองด้วย

ถัดมาคือแรนดัล “(Jeff Anderson)” เพื่อนร่วมงานของดังเต้ เขาเป็นชายผู้ไม่รู้กาละเทศะ แถมยังดีแต่แกว่งเท้าหาเสี้ยน และคิดเรื่องทะลึ่งลามกไปวันๆ

อีกคนก็ อีเลียส “(Trevor Fehrman)” เด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่ทำงานอยู่ในร้านเดียวกัน ซึ่งบ้าหนังและลุ่มหลงในโลกจินตนาการเป็นชีวิตจิตใจ
 
หรือจะเป็น บ๊อบ “Kevin Smith (ที่ควบตำแหน่งผู้กำกับฯหนังเรื่องนี้ด้วย)” กับ เจย์ “(Jason Mewes)” 2 พี่น้องที่ค้ายาเป็นภารกิจหลัก เต้นท่าพิลึกเป็นภารกิจรอง และโชว์ของลับเป็นงานอดิเรก

มีแต่ตัวละครแบบนี้ คนดูจะเอาใจช่วยใครดีล่ะเนี่ย แถมการที่ตัวละครดีแต่กวนประสาทกันไปมา ยิ่งทำให้รู้สึกว่าหนังไม่ไปหน้ามาหลัง และพาลจะน่าเบื่ออยู่หน่อยๆ (แม้มันจะเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้เรื่อยๆ ก็เถอะ)

แต่น่าแปลกที่พอดูไปเรื่อยๆ เรากลับค่อยๆ หลงรักพวกเขาทีละนิดๆ เพราะเปลือกนอกที่ดูว่าไม่เอาไหน แต่ข้างใน พวกเขาบางคนกลับกลายเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าตัวต้องการอะไร

โดยเฉพาะแรนดัล ที่กลายร่างจากผู้ชายที่น่ากระโดดถีบยอดอกที่สุด ไปเป็นผู้ชายที่น่าใกล้ชิดที่สุดโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

เราอาจจะมองว่าเขาปากจัดและช่างขัดคอ แฟนหนังดังอย่าง “Transformers” หรือ “The Lord of the Rings” กำลังคุยกันอย่างเมามัน เขาก็ดันทะลึ่งมาร่วมวงวิพากษ์หนังซะเสียๆ หายๆ เสียนี่ ซึ่ง ณ ที่นี้ ดูเหมือนผู้กำกับฯจะหลอกกัดหนังฟอร์มยักษ์ 2 เรื่องดังกล่าว แต่เอาเข้าจริง สารที่หนังต้องการสื่อน่าจะอยู่ที่ต้องการให้เราเห็นว่า ผู้ชายไม่เอาอ่าวอย่างแรนดัลนี่แหละ ที่เข้าใจและอยู่กับโลกแห่งความจริงมากที่สุด ไม่ได้มัวแต่เพ้อฝันหรือเฝ้ารอวันหวานของชีวิต

เขาตอกหน้าเพื่อนซี้อย่างดังเต้ว่า ทำไมเอ็งต้องใช้ชีวิตตามมาตรฐานคนอื่นด้วยวะ เขาตอกหน้าคนดูว่า ทำไมต้องอยากเป็นเศรษฐีอินเตอร์เน็ตกันหนักหนา มันออกจะเพ้อฝันไปหน่อยไหม เพราะสำหรับคนจริงอย่างเขา ความสุขเกิดขึ้นได้ง่ายๆ จากการ “ได้ดูหนัง คอยกวนโอ๊ยลูกค้า และได้อยู่กับเพื่อนซี้ตลอดเวลา” ยามได้เป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อเล็กๆ เท่านั้นเอง

ใช่ว่าต้องเรียนสูงๆ ต้องโด่งดังมีชื่อเสียง ต้องไขว่คว้าหาความรัก หรือทำอะไรยากๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่ตะเกียกตะกายกันอยู่เสียเมื่อไหร่

ซึ่งคำพูดของแรนดัลนี่แหละ ที่ทำให้หนังเปลี่ยนโทนจากเรื่องตลกกวนโอ๊ยกลายเป็นหนังชีวิตซึ้งๆ ที่ควรค่าแก่การชมโดยฉับพลัน

“รู้สึกไหมว่านี่เป็นวันแรกของวันที่เหลืออยู่ของเรา” คือคำพูดกินใจจากเขา ที่อาจจะประทับอยู่ในใจใครบางคนตลอดไปหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้สึกรู้สาเลยว่า ที่หายใจและละเมอไปทำมาหากินอยู่ทุกวันนี้ คือการใช้ชีวิต

ในส่วนของดังเต้ หลังจากมีผู้หญิงชื่อ เบคกี้ “(Rosario Dawson)” โผล่เข้ามาในฉาก (และในชีวิตของเขา) เคมีของทั้งคู่ก็ทำให้หนังกวนทีนๆ เรื่องนี้ กลายเป็นหนังที่โรแมนติคที่สุดในโลกอีกเรื่อง กระทั่งคุณจะสามารถหลงรักพวกเขาทั้งคู่ได้ ไม่แพ้ที่เคยรู้สึกกับพระนางในหนังโรแมนซ์เรื่องไหนๆ เลย

นอกจากหลงรักตัวละคร ดูหนังจบคุณอาจจะรู้สึกว่า หาก Clerks ภาคแรกคู่ควรแล้วกับการได้รับยกย่องว่าเป็น 1 ใน 10 หนังอินดี้ที่ดีที่สุดในปีที่ออกฉาย (1994)

“ถ้าภาคนี้จะได้รับเกียรติเดียวกันนั้นบ้าง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

แท็ก: , ,

ติดตาม ! หนังใหม่ เช็ครอบหนัง ข่าวหนัง บน Facebook คลิกเลยที่นี่
แสดงความคิดเห็น