ชั่วฟ้าดินสลาย ไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรมแบบฉาบฉวย

Home / วิจารณ์หนัง / ชั่วฟ้าดินสลาย ไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรมแบบฉาบฉวย

ชั่สฟ้าดินสลาย

“…ชั่วฟ้าดินสลาย อาจไม่ใช่หนังที่วิเศษ ในแง่ของภาพยนตร์ อีกทั้งยังมีรูปแบบอันเชยล้าสมัย ชนะ ศรีอุบล นักแสดงนำจาก โรงแรมนรก ยังคงเล่นหนังแบบทื่อๆตรงๆ (ว่ากันว่า นี่คือหนังที่เจ้าตัวชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ) ส่วนงามตา ศุภพงษ์ ผู้รับบทยุพดี ก้อาจไม่สวยสะเท่าสาวสมัยใหม่ (แสดงให้เห็นว่าความสวยเป็นเรื่องของยุคสมัย และ วัฒนธรรม) แต่ไม่ว่าจะอย่างไร นี่ก็เป็นหนังไทยที่น่าจดจำ โดยเฉพาะในแง่มุมของการวิพากษ์ความรักหนุ่มสาว ที่ยังคงสดใหม่ แม้จะผ่านเวลาไปนานสักแค่ไหน และ ประสปการณ์การชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็เป็นประสปการณ์การดูหนังที่ดีที่สุดอีกครั้งในรอบปี…”

ประโยคข้างต้นนั้น คือบทวิจารณ์หนัง ชั่วฟ้าดินสลาย ที่ออกฉายในปี 2498 ที่ นิวโอเดียน-เฉลิมกรุง

ชั่วฟ้าดินสลาย..ดัดแปลงจากวรรณกรรมอมตะของ เรียมเอง หรือ มาลัย ชูพินิจ บรมครูแห่งวงการวรรณกรรมไทย ที่หยิบยกความรักในจิตใจของมนุษย์ชายหญิงมาตีแผ่ ชําแหละ และ พิสูจน์ให้เห็นว่า ความรักอันแท้จริงของมนุษย์นั้นเป็นเช่นไร .. นวนิยายเล่มนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ และ ละครโทรทัศน์หลายครั้ง

หนังโด่งดังที่สุดจากการนำมาสร้างครั้งที่ 2 โดยหนุมานภาพยนตร์ ที่มี รัตน์ เปสตันยี เป็นผู้อํานวยการสร้าง/กํากับภาพ , บันทึกเสียงโดย ปง อัศวินิกุล , กํากับฯ โดย “ครูมารุต” (ทวี ณ บางช้าง) นําแสดงโดย เอม สุขเกษม (นายห้างพะโป้) งามตา ศุภพงษ์ (ยุพดี) ชนะ ศรีอุบล (ส่างหม่อง) ประจวบ ฤกษ์ยามดี (ทิพย์)

นพิธีมอบรางวัลสำเภาทอง (ตุ๊กตาทอง) ครั้งที่ 1 ประจําปี พ.ศ.2500 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2500.. ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับ 3 รางวัลสําเภาทอง สาขาบทประพันธ์ยอดเยี่ยม บันทึกเสียงยอดเยี่ยม และ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม (ประเภทฟิล์ม 35 ม.ม.) ซึ่งเวอร์ชั่นนี้ มีเพลงประกอบชื่อเดียวกัน ที่มีความไพเราะมาก ประพันธ์คําร้องโดย ครูมารุต ทํานองโดย แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ขับร้องโดย พูลศรี เจริญพงษ์ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงเงินพระราชทาน

และในปี พ.ศ.2553 เป็นการสร้างครั้งที่ 4 โดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล (หม่อมน้อย) นำแสดงโดย อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม , เฌอมาลย์ บุญยศักด์ (พระ-นาง ที่สอนการแสดงมากับมือ) และ ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์

หนังเปิดตัว เมื่อ นิพนธ์ (เพ็ญเพชร เพ็ญกุล) นักหนังสือพิมพ์หนุ่มเดินทางมายังค่ายที่เขาท่ากระดาน ตามคำเชิญของนายห้างพะโป้ (ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์) โดยมีทิพย์ (ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) ผู้จัดการปางไม้ เป็นผู้ต้อนรับ และ เปิดเผยเรื่องราวของความรักของ ส่างหม่อง (อนันดา เอเวอริงแฮม) และ ยุพดี (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) เมื่อ 10 ปีผ่านมา ให้ฟัง…

หนังเล่า เรื่องราวรัก 3 เส้า ระหว่างพะโป้ คหบดีหม้ายชาวพม่าผู้ที่ใจดีได้เท่ากับที่โหดร้าย , ยุพดี ภรรยาสาวสวยของพะโป้ที่ถืออิสระแห่งหัวใจเป็นใหญ่ และ ส่างหม่อง หนุ่มรูปงามที่เป็นหลานชายของพะโป้? เมื่อพะโป้ทราบว่าภรรยาสาวและหลานชายได้แอบคบชู้กัน เขาจึง ออกปากยกยุพดีให้แก่ส่างหม่อง โดยมีข้อแม้ว่า? ทั้งคู่ต้องถูกล่ามโซ่อยู่ด้วยกันตราบจน ชั่วฟ้าดินสลาย .”..พวกเอ็งอยากจะอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน อยากอยู่ด้วยกันชั่วฟ้าดินสลาย ข้าก็จักให้พวกเอ็งได้สมมาตรปรารถนา ”

เมื่อ ทั้งสองต้องมาอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน รักที่หวานชื่น ก็ขมขื่น ส่างหม่องหมดความอดทน..สิ้นรัก และ เมื่อพะโป้เสนอทางออกให้ด้วยความตาย เขาก็ยอมรับทางเลือกนั้น?? ซึ่งในที่สุด ยุพดีก็เป็นคนตัดสินใจเลือกทางเดินนั้นด้วยตนเอง….ส่างหม่องอุ้มร่างไร้วิญญาณของยุพดี ไปหาพะโป้ เพื่อแลกกับกุญแจ สู่อิสรภาพ

แต่คำตอบที่ได้จากพะโป้ ผู้เป็นอา คือ ความเย็นชา ตอกย้ำคำว่า ชั่วฟ้าดินสลาย

หนังดำเนินเรื่องราวไปอย่างช้าๆ มุมกล้อง แสง สี เสียง การจัดวางตำแหน่งนักแสดง ตลอดจนบทพูด เป็นแบบละครเวทีตามสไตล์หม่อมน้อย ภาพสวย เน้นองค์ประกอบของฉาก มีรายละเอียดของ เสื้อผ้า – หน้า – ผม เพลงประกอบไพเราะ และ มีลูกเล่นเน้นอารมณ์ของหนังด้วยการตีฆ้อง ความกลมกลืนของอารมณ์รัก โกรธ หลง และ เคียดแค้น ยังไม่ลงตัว

ในบรรดานักแสดงที่รับบท 3 ตัวละครหลัก คือ พะโป้ ยุพดี และ ส่างหม่อง แสดงได้ไม่สอดรับกันเท่าที่ควร

อนันดา เอเวอริงแฮม ในบทของส่างหม่อง สามารถถ่ายทอดอารมณ์ แสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และ แววตาได้ดีสมกับบทบาทของชายหนุ่มผู้รักธรรมชาติ เขินอาย ไม่ประสากับความรัก และ อารมณ์ทางเพศ

พลอย – เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ กับบทบาทของยุพดี ซึ่งเป็นตัวดำเนินเรื่อง / เป็นปมของเรื่อง โดยในตอนต้นเรื่องภาพลักษณ์ของเธอแสดงออกมา(ให้ดูเวอร์)เป็นหญิงจัดจ้าน กร้านโลก จากการแต่งหน้าเข้ม พอกแป้งจนขาว ทาปากแดงจัด และ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาด ละลานตา ไม่เหมาะกับกาละเทศะ… และ กลับมาเป็นหญิงสาวที่ดูสวยใสตามธรรมชาติในตอนท้ายของเรื่อง …บทบาทการแสดงของพลอยยังขัดตา (ไม่เป็นธรรมชาติเหมือนเรื่องอื่นๆที่เคยแสดง) ค่อนข้างเป็นแอ็คติ้งแบบละครเวที ซึ่งอาจจะเป็นเจตนาของหม่อมน้อย

บี๋ – ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์ ในบทนายห้างพะโป้ ตัวละครสำคัญที่มีสองบุคลิก คือ ผู้มีเมตตา-ใส่ใจในศาสนา และ เจนต่อโลกีย์ ซึ่งบทนี้ไม่เหมาะกับเขาเลย (เนื่องจากไม่สามารถแสดงสีหน้า ท่าทาง หรือ ถ่ายทอดอารมณ์ของชายที่ต้องเก็บกดอารมณ์รัก และ แค้นในไว้ขณะเดียวกัน) นอกจากหน้าตาที่ละม้ายคล้ายชาวพม่า เมื่อแต่งกายด้วยชุดประจำชาติเท่านั้น …ทำให้อดนึกถึงนิรุตต์ ศิริจรรยา ขึ้นมาไม่ได้

นี่คือหนังโศกลึกที่มีมาก่อนกาล จึงไม่น่ามีบทตามใจตลาดออกมาให้เสียบรรยากาศของหนัง

หนังสะดุดอารมณ์ กับบทตลกร้ายแบบจงใจ และ อารณ์เศร้าแบบไม่สุดๆ บทโป๊จนเปลือยของพลอย และ อนันดา และ บทรักท่ามกลางธรรมชาติป่าเขา หรือ บนเตียงของทั้งคู่ดูแบนเรียบ ไม่มีมิติ หรือ อารมณ์แห่งรัก

ด้วยเนื้อเรื่องของชั่วฟ้าดินสลาย มีบทอีโรติก ซึ่งหลายคนคาดหวัง และ เฝ้าติดตาม(ถูกกระตุ้นจากโปสเตอร์โฆษณาของหนังมาก่อนล่วงหน้า) แต่จากผลงานกำกับของหม่อมน้อย ฉากเหล่านี้ไม่โดดเด่น เช่นในหนังชั่วฟ้าดินสลายที่เป็นผลงานการกำกับของ มารุต หรือ ทวี ณ บางช้าง ที่นำแสดงโดย ชนะ ศรีอุบล และ งามตา ศุภพงษ์ ในปี พ.ศ.2498 ซึ่งถือได้ว่า เป็นหนังอีโรติก และ สะท้อนภาพของความรักของหนุ่มสาวได้ช้ดเจน จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในยุคนั้น ว่าเป็นประสบการณ์การดูหนังที่ดีที่สุดในรอบปี

และเมื่อมา ทำเป็นเป็นหนังโดยฝีมือการกำกับของหม่อมน้อย ชั่วฟ้าดินสลาย จึงเป็นหนังที่มีภาพสวย.. องค์ประกอบฉากเยี่ยม.. เสื้อผ้า-หน้า-ผม ยอด

หากเคยอ่านงานของเรียมเองมาแล้ว อาจต้องขัดใจ เพราะหนังดำเนินเรื่องตามสไตล์หม่อมน้อย แต่ถ้าชอบละครPeriod ไม่ผิดหวัง

….โศกนาฏกรรมของส่างหม่องกับยุพดี จะว่าไปออกจะแปลกธรรมเนียมเก่าอยู่ไม่น้อย เริ่มจากที่ ยุพดี หญิงผู้มีสามีอยู่แล้ว ยั่วยวนส่างหม่อง จนทั้งคู่ ซึ่งเป็นตัวเอก ไปเสวยสุขลับหลัง นายห้าง(โดยที่คนดู มีหน้าที่เพียงบุคคลที่สามที่สี่จับตาดูการกระทำโดยไม่เห็นอกเห็นใจ หรือถ้าจะมีก็ไปทางสมน้ำหน้า ) จนเมื่อทั้งคู่ต้องรับกรรมที่ก่อไว้จริงๆ คนดูก็เริ่มกลับสงสารในโชคชะตาของคนทั้งคู่ จนพาลเศร้าใจในช่วงท้าย แม้หนังจะเล่าเรื่องสุดแสน CLICH? เกี่ยว กับการเล่นชู้ แต่การเล่นกับประเด็น ชั่วฟ้าดินสลาย อันไม่จีรัง ทำให้หนังมองประเด็นนี้ลึกซึ้งกว่าเรื่องศีลธรรมฉาบฉวย จนเป็นที่น่าสงสัยว่า หากหนังเรื่องนี้ออกฉายในปีนี้ ซึ่งเต็มไปด้วย มนุษย์ ศีลธรรมจัด (โดยมีข้อแม้ว่าเป็นหนังใหม่ พลอตไม่ได้ยกมาจากบทประพันธ์คลาสสิค) หนังจะถูกบริบททางสังคมโจมตีหนักข้อขนาดไหน (ตลกดี ที่ผู้คนศีลธรรมจัดดังกล่าว มักยึดโยงกับความดีงามเชิงถวิลหาอดีต ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ ต่อให้สิ่งนั้นขัดกับหลักการของเจ้าตัวก็ตาม ซึ่งนั้นทำให้เป็นเรื่องยั่วล้อ ชวนขันได้เสมอๆ และทำให้ตระหนักได้ว่าเส้นศีลธรรม ไม่ได้ถ่างออกหรือแคบเข้า มีแต่มีแต่ทรรศนะของเจ้าตัวเท่านั้นที่เป็นปัญหา)

ความรัก … ไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง
และก็ไม่รับเอาสิ่งใด นอกจากตนเอง
ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้น พอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก

คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran)

โดย ลอมฟาง