Exclusive Report: คุยกับ โอลิวิเยร์ อัสซายาส ผู้สื่อสารกับโลกที่มองไม่เห็น ด้วย Personal Shopper

Home / Uncategorized / Exclusive Report: คุยกับ โอลิวิเยร์ อัสซายาส ผู้สื่อสารกับโลกที่มองไม่เห็น ด้วย Personal Shopper

 

“เราต่างหลงทางเมื่อต้องจัดการกับความตาย กระบวนการจัดการกับความเศร้าหลังการสูญเสียนั้นเป็นปริศนาและมีความลุ่มลึกบางอย่างที่น่าสนใจเอามากๆ” โอลิวิเยร์ อัสซายาส (Olivier Assayas) ผู้กำกับชาวฝรั่งเศสวัย 62 กล่าวบนเวทีในโรงฉายภาพยนตร์ของสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ (Alliance française de Bangkok) เมื่อคืนวันที่ 26 เมษายน 2560 โดยมี คุณก้อง ฤทธิ์ดี คอลัมนิสต์-วิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง มาเป็นพิธีกรร่วมสนทนา ในโอกาสการฉายรอบปฐมทัศน์ในไทยของ Personal Shopper ผลงานที่ส่งให้เขาได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2016

“วัฒนธรรมตะวันตกมีความวัตถุนิยมมากขึ้น เราสูญเสียความสัมพันธ์ที่เรามีต่อสิ่งที่มองไม่เห็นไป ในขณะที่วัฒนธรรมตะวันออกดูเหมือนจะจัดการกับเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่า” อัสซายาสตอบเมื่อคุณก้องถามถึงความแตกต่างระหว่างชาวตะวันตกกับตะวันออกต่อการรับรู้เรื่องผี “แต่เมื่อคุณรับมือกับความสูญเสียของคนที่คุณรัก ไม่ว่าจะอยู่ซีกใดของโลก คุณคงรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ไม่ต่างกัน คุณคงรู้สึกเหมือนกันถึงความว่างเปล่ากลวงโบ๋ในใจที่คุณอยากถมให้เต็มไม่ว่าด้วยทางใดก็ทางหนึ่ง”

คุณก้อง ฤทธิ์ดี และ โอลิวิเยร์ อัสซายาส

ผีและการสูญเสียนี่เองที่เป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของ Personal Shopper โดยท่ามกลางองค์ประกอบข้าม genre หลากหลายของตัวหนัง (มีทั้งเรื่องผี ธริลเลอร์ ดราม่า และฉาก texting ในโทรศัพท์อันเป็นที่เลื่องลือ) อัสซายาสชี้ว่าหัวใจหลักของมันคือการศึกษาและติดตามตัวละคร ซึ่งก็คือ มอรีน สาวอเมริกันที่ทำงานเป็นนักช็อปส่วนตัวให้นางแบบในปารีส ในขณะเดียวกันเธอก็มีญาณทิพย์และพยายามสื่อสารกับวิญญาณของพี่ชายฝาแฝดที่เพิ่งเสียชีวิตไป โดยบทบาทที่เป็นหัวใจของหนังนี้รับบทโดย คริสเทน สตวร์ต ซึ่งกลับมาร่วมงานกับอัสซายาสเป็นครั้งที่ 2 หลังจาก Clouds of Sils Maria (2014) อัสซายาสเล่าว่า “การได้ร่วมงานกับคริสเทนเป็นเรื่องของความบังเอิญล้วนๆ ผมเผอิญเป็นคนที่ใช่ในจังหวะที่ถูก คริสเทนคาดหวังที่จะได้ลองการแสดงแบบใหม่ๆ อยู่แล้ว เธอต้องการพื้นที่มากขึ้นในการเติมเต็มตัวเธอเองในฐานะนักแสดง ผมปลาบปลื้มมากที่เธอยินดีมาร่วมงานกันถึง 2 ครั้ง และผมรู้ว่าหนังที่เราร่วมกันสร้างนี้มีค่ามากสำหรับเธอ”

เมื่อการพูดคุยบนเวทีจบลง หนังก็เริ่มฉายให้กับคนดูที่จับจองที่นั่งกับเต็มโรงได้รับชม ส่วนตัวอัสซายาสนั้นเดินทางกลับปารีสไปหลังจากที่เขาได้ใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายอยู่ที่สมาคมฝรั่งเศสฯ ให้สัมภาษณ์บรรดาสื่อมากหน้าหลากแขนงของไทยอย่างยินดีในช่วงเวลาอันจำกัด โดย BIOSCOPE เองก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้กำกับยอดเยี่ยมคนนี้ด้วย และนี่คือการพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเรากับโอลิวิเยร์ อัสซายาส

(ขอขอบคุณ: คุณ ภวายุตม์ สุทธยาคม จาก ‘สตูดิโอ อารมณ์ดี’ ผู้จัดจำหน่าย Personal Shopper ที่ช่วยประสานงานการสัมภาษณ์ให้ มา ณ ที่นี้)

BIOSCOPE: คุณทำงานกับนักแสดงหลายเชื้อชาติ ทำหนังพูดหลายภาษา กระทั่งในผลงานเรื่องก่อนหน้าของคุณอย่าง Clouds of Sils Maria ก็ดูมีการผสมผสานความซับซ้อนหลายระดับ ศิลปะกับชีวิตจริงของตัวละครไหลทับซ้อนกันไปมา ทำไมคุณถึงสนใจการเบลอขอบเขตหรือเส้นแบ่งระหว่างสิ่งต่างๆ?

อัสซายาส: เพราะมันคือโลกที่เราอาศัยอยู่ ผมคิดว่าเราอาศัยอยู่ในวัฒนธรรมที่โลกาภิวัตน์มากขึ้นทุกขณะ มีการไหลเวียนแลกเปลี่ยน มีบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรมกันมากขึ้น ผมคิดว่านี่เป็นแง่มุมของวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่มีเสน่ห์และน่าสนใจที่จะสำรวจ แต่ผมไม่คิดหรอกนะว่าผมกำลังเบลอเส้นแบ่งอะไรอยู่ ผมเพียงแค่สะท้อนให้เห็นโลกจากมุมมองของตัวผมเอง แต่ถึงอย่างไร เวลาที่เราพูดถึงหนังอย่าง Clouds of Sils Maria ซึ่งผมเขียนบทให้ จูเลียตต์ บิโนช เล่น เธอเป็นนักแสดงที่ผมรู้จักและอยากเขียนบทให้เธอเล่นมานานแล้ว ผมมองว่าเวลาที่คุณทำงานกับนักแสดง เส้นแบ่งต่างๆ จะพร่าเลือนไปของมันเองอยู่แล้ว เพราะเมื่อพวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับตัวละครที่พวกเขาสวมบทบาท เมื่อมันเป็นตัวละครที่มีความท้าทาย พวกเขาต้องเปิดรับประสบการณ์และอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น การแสดงจึงเป็นการเบลอเส้นแบ่งต่างๆ ในตัวมันเองอยู่แล้ว

 

BIOSCOPE: แล้วสำหรับใน Personal Shopper ล่ะ มันเป็นแบบนั้นเหมือนกันหรือเปล่า?

อัสซายาส: ผมว่า Personal Shopper มีความแตกต่างออกมา แต่ก็อาจจะคล้ายคลึงในแง่ที่ว่ามันว่าด้วยโลก 2 โลกที่สอดประสานเชื่อมต่อกัน ซึ่งก็คือโลกของสิ่งที่เรามองเห็นกับสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ในอีกแง่ มันก็เป็นเรื่องราวสากลที่ว่าด้วยประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ ซึ่งผมคิดว่าประสบการณ์ของมนุษย์นั้นมาจากการที่อัตวิสัย (subjectivity) หรือความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของเราเข้าไปเชื่อมต่อกับโลกแห่งความเป็นจริง เราอาศัยอยู่ในโลกของวัตถุ แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับเราคือจินตนาการซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ดังนั้นเราจึงถูกนิยามโดยการยื้อยุดกันระหว่างสิ่งที่เรามองเห็นกับสิ่งที่เรามองไม่เห็นอยู่ตลอดเวลา ผมอยากสร้างหนังที่พยายามทำความเข้าใจสิ่งนี้

 

BIOSCOPE: หนังเรื่องนี้ว่าด้วยคนรุ่นใหม่ และคนสมัยใหม่ที่เผชิญกับความโศกเศร้าจากการสูญเสียการเชื่อมต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีส่วนอย่างไรบ้างหรือเปล่า ในเมื่อเราได้ทิ้งหลักฐานหรือร่องรอยถึงการมีอยู่ของเราไว้อย่างมากมายบนโลกออนไลน์

อัสซายาส: ผมเผอิญเป็นคนที่อยู่มาในยุคก่อนดิจิตอลและหลังดิจิตอล ก่อนอินเทอร์เน็ตและหลังอินเทอร์เน็ต ก่อนโซเชียลมีเดียและ…ไม่มีโซเชียลมีเดีย ผมมองว่าความเชื่อมโยงทั่วถึงกันในปัจจุบัน (วิธีที่เราใช้สมาร์ตโฟน วิธีที่เทคโนโลยีเชื่อมต่อเรากับโลกทั้งใบตลอดเวลา วิธีที่อินเทอร์เน็ตได้กลายมาเป็นแหล่งความทรงจำนอกกายที่ต่อวงจรเข้ามาในสมองของเรา) ล้วนทำให้เรากลายเป็นคนที่ต่างจากเดิม สำหรับผม ความรู้ที่สำคัญกว่าไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี หลายๆ คนโฟกัสไปที่ตัวเทคโนโลยี แต่ผมสนใจว่าเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปอย่างไรมากกว่า เรายังไม่มีความรู้มากพอว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนเราไปยังไงบ้าง ผมว่าเราคิดถึงตัวเราเองไม่เหมือนเดิม เราคิดถึงคนรอบตัวเราไม่เหมือนเดิม ค่านิยมต่างๆ ของเราเปลี่ยนไป ทุกอย่างถูกกำหนดความหมายโดยวิธีที่เราใช้เครื่องมือสื่อสาร วิธีที่เราใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก และวิธีที่โซเชียลเน็ตเวิร์กใช้งานเรา

 

BIOSCOPE: เมื่อพูดถึงการสูญเสียและการไว้ทุกข์ เราสงสัยว่ากระบวนการการจัดการกับความเศร้าของคนเรามีความเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กันกับประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์บ้างหรือเปล่า เพราะเวลาที่เราสูญเสียใครไปซักคน เราจะพยายามมองหาสัญญาณของเขาตามที่ต่างๆ เสมอ อย่างเวลาที่เราดูหนัง เราก็พยายามมองหาเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับเรา เราใฝ่หาประสบการณ์ที่จะมาปลดปล่อยอารมณ์ของเรา

อัสซายาส: ใช่ ผมเข้าใจเลย (หยุดคิด) ผมคิดว่าหนังทุกๆ เรื่องล้วนว่าด้วยสิ่งที่เรามองไม่เห็นอยู่แล้วไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ผมหมายถึงว่าภาพยนตร์ไม่ได้ถูกนิยามจากสิ่งที่มันเป็นจริงๆ หรอก แต่จากความรู้สึกนึกคิดที่ตัวเราเองมีต่อมันซะมากกว่า กระบวนการรับชมภาพยนตร์ก็เหมือนกับการอ่านนิยายหรือการดูรูปวาดนั่นแหละ ที่สุดแล้วคือเป็นตัวคุณเองที่ทำให้มันมีชีวิตขึ้นมา สำหรับผม งานศิลปะใดๆ ก็ตามสามารถมีชีวิตขึ้นมาได้ผ่านสายตาของคนดู ยิ่งหนังมีความเปิดกว้างและตระหนักถึงกระบวนการนี้มากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเป็นหนังที่ดีมากขึ้น ส่วนหนังที่ปิดตัวมันเองด้วยการพยายามมอบคำตอบง่ายๆ สำหรับทุกสิ่งให้กับคนดู…หนังเหล่านี้กักขังความคิดของคุณ ในแง่หนึ่งมันสร้างความพึงพอใจให้คนดูอย่างฉับพลันทันที แต่ท้ายที่สุดมันจะไม่ก้องสะท้อนอยู่ในใจคนดูมากนัก มันไม่ขุดคุ้ยลงลึกเข้าไปในอารมณ์คนดู

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่
facebook : BIOSCOPE Magazine