แสดงความคิดเห็น

Tokyo Tower จับใจและจารจำ

แป้งร่ำ


บนเส้นทางเดินแห่งวิถี ความฝันคือแรงขับให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ เพื่อผลักดันตัวเองให้ก้าวสู่จุดหมายของสิ่งที่วาดหวัง

หลายคนมุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่รั้งรอเพื่อให้ "ได้" อย่าง "เร็ว" เรียกร้องที่จะ "รับ" มากกว่าที่จะคิด "ให้"

และหลงลืมบางความรู้สึกไป โดยเฉพาะหัวใจของคนที่รักเรา

แต่ในวันหนึ่งที่บินฝ่าพายุจนอ่อนล้า ปีกบอบบางพับอ่อนจนแทบจะหักลง ความคิดจึงจะประหวัดไปถึงใครคนนั้น แต่แน่ใจได้หรือว่านั่นคือเวลาที่เหมาะที่ควร

เหมือนเด็กหนุ่มคนหนึ่งผู้เต็มเปี่ยมด้วยความฝัน มาคุง (โจ โอดางิริ) ที่มุ่งหน้าสู่โตเกียว หลงใหลไล่ตามความฝันของตัวเองและใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ โดยหวังว่าสักวันจะประสบความสำเร็จ ราวกับโตเกียวทาวเวอร์ที่เปล่งแสงระยิบระยับ

ชีวิตที่หมกมุ่นอยู่เพียงตัวเองทำให้มาคุงหลงลืมบางอย่างไป จนวันหนึ่งที่รู้ข่าวว่าแม่ที่อยู่เคียงข้างเขาเสมอมา กำลังป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการที่ผู้ชายคนหนึ่ง ได้เรียนรู้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่อีกครั้ง

แม้จะ "เสียใจที่ผมเพิ่งรู้" แต่ก็คงไม่สายเกินไป

TOKYO TOWER กวาดรางวัลต่างๆ มาเพียบจาก Japan Academy Award ซึ่งถือเป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในญี่ปุ่น

แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวการันตีถึงคุณภาพ ได้มากไปกว่ารอยน้ำตาของผู้ชม

รู้กันอยู่แล้วหนังรักแนวครอบครัวแม่-ลูกส่วนใหญ่จะมีเรื่องราวที่ไม่หลีกหนีกันมากนัก จนสามารถเดาได้ด้วยซ้ำว่าเรื่องจะดำเนินในทิศทางไหน และจะจบลงเช่นไร

สำคัญตรงระหว่างบรรทัดนี่ล่ะ ว่าจะสามารถตราตรึงความรู้สึกของคนดูได้ขนาดไหน และ TOKYO TOWER ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำสำเร็จ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนี่คือเรื่องราวที่ถ่ายทอดจากความทรงจำจริงของนักเขียนอย่าง ลิลลี่ แฟรงกี้ เลยไม่ต้องมีลูกเล่นให้มากมาย เพราะความจริงก็จับใจคนได้ไม่ยากเย็นอยู่แล้ว

และที่ต้องขอปรบมือให้ดังๆ คือนักแสดงที่มารับบทแม่ทุกท่าน โดยเฉพาะคนสุดท้ายที่ได้อดีตนางเอกจากละครสุดฮิตอย่างโอชินมาสวมบทบาท เพราะเรื่องราวในครึ่งหลังเธอคนนี้อุ้มทุกความรู้สึกไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งขำ เศร้า ซึ้ง และอบอุ่น จนทำให้คนอ่อนไหวหลายคนกลั่นน้ำใสๆ ให้รินไหลที่ตรงหางตา

ถึงแม้ว่าช่วงหลังจะยืดยาดไปบ้างตามไสตล์ของหนังญี่ปุ่น ก็พอจะเข้าใจได้ว่าหนังคงจะหวังสร้างอารมณ์คนดูให้ขึ้นสู่ความซาบซึ้งอีกครั้ง ทว่าไม่สำเร็จมากนัก เพราะจุดดิ่งของอารมณ์ได้ผ่านพ้นแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็นเรื่องแย่

เพราะบางสิ่งที่ตราตรึงของหนังเรื่องนี้ ได้ประทับไว้ในรอยจำเสียแล้ว

เหมือนกับความรู้สึกของแม่ ที่ไม่ว่าก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนั้นจะถูกละเลยสักแค่ไหน แต่...

"หนึ่งปีที่มีความสุข นั่นก็มากพอแล้วสำหรับหนึ่งชีวิต"

อย่าลืมจูงมือคนที่รักเราและเรารักอย่างผู้หญิงคนนี้ ไปร่วมซาบซึ้งด้วยกันนะ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

หน้าส่วนตัว ของ tyler
หน้าส่วนตัว ของ tyler tyler

เขียนเมื่อ 13:06 น. 25 เม.ย. 2008

แสดงความคิดเห็น : ( คอมเมนต์ เฉพาะสมาชิก )

สอง บวก ห้า ได้เท่าไหร่ กรอกตัวเลขลงในช่องนี้

emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon emoticon

เฉพาะสมาชิก


เรียงความคิดเห็น

หนังเรื่องนี้ดีมากๆ จริง ดูแล้วจะเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่..เพื่อคนที่เรารักและรักเรา

รูปส่วนตัว ของ ขอหนึ่งคนโดย: ขอหนึ่งคน เขียนเมื่อ 13:13 น. 20 พ.ค. 2008
 

ชอบมากหนังเรื่องนี้น่าติดตามมากสนุกดีครับ มีหนักรักโรแมนติกยิ่งดีครับ

รูปส่วนตัว ของ tonโดย: ton เขียนเมื่อ 23:14 น. 18 พ.ค. 2008
 



รูปส่วนตัว ของ efgyhujikl;โดย: efgyhujikl; เขียนเมื่อ 02:21 น. 17 พ.ค. 2008
 

ไปดูมาเมื่อวาน หนังเศร้าสุดๆ ดูแล้วทำให้ซึ้งถึงความรักของคนเป็นแม่จริงๆ อย่าลืมพกผ้าเช็ดหน้าไปด้วยนะ คงต้องใช้มันพอสมควร

รูปส่วนตัว ของ หมูดำโดย: หมูดำ เขียนเมื่อ 01:26 น. 9 พ.ค. 2008