INTERVIEW : Motel Mist “คุ่นคิด คุ่นเขียน คุ่นกำกับ” | BIOSCOPE Magazine

Home / bioscope / INTERVIEW : Motel Mist “คุ่นคิด คุ่นเขียน คุ่นกำกับ” | BIOSCOPE Magazine
Motel Mist ปราบดา หยุ่น โรงแรมต่างดาว

เรื่อง: คุณากร วิสาลสกล

ภาพ: ศุภกร ทิพย์สุมณฑา

ไฟหรี่สีแดงนัวร์เลียซีกซ้ายของห้องพักในโรงแรมม่านรูด กระจกเงาบนผนังสามด้าน และเพดาน สะท้อนภาพชายชิทแตกที่เพิ่งจะเบิกสถานะการเป็นผู้กำกับหนังอย่างเต็มตัว ด้วยผลงานพิศวงข้นคาวเรื่องแรกนาม Motel Mist ‘โรงแรมต่างดาว คุ่น ปราบดา หยุ่น กับเวลาเช่าห้องชั่วคราว 3 ชั่วโมง ได้เผยอัตตะตัวตนบนเตียงขาวที่สะสมอารมณ์เปลือยเปล่าของมนุษย์รายแล้วรายเล่า ให้ทีมงาน BIOSCOPE ได้เสร็จสมอารมณ์หมาย ทันทีที่ม่านหน้าประตูถูกรูดออกให้เห็นแสงจริงของโลกมนุษย์อีกครั้ง

*ย่อความ Motel Mist ‘โรงแรมต่างดาวเวลาสองชั่วโมงที่ดำเนินไปทั้งในฝั่งตัวละครและคนดู เล่าถึงนักแสดงที่หายสาบสูญไปโดยที่ผู้เป็นแม่เชื่อว่าลูกชายถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว เขาพักอยู่ในโรงแรมม่านรูด Motel Mist ข้างห้องเสี่ยแก่ที่ลอบมาเล่นสวาทกับสาวมัธยม โดยมีพนักงานโรงแรมฝันเฟื่องคอยรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น

Motel Mist still 01
Motel Mist

อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าต้องทำหนัง 

จริงๆคือ ความรู้สึกว่าอยากทำหนังมันมีมาตั้งแต่สมัยที่เป็นวัยรุ่น เคยคิดว่าจะเรียนทางหนังโดยตรงด้วยครับ แต่ว่าพอไปเรียนศิลปะแล้วเรารู้สึกว่าสนใจมันในหลายๆแขนง ซึ่งในบรรดาความสนใจทั้งหมดของเรา เราว่าหนังมันยากที่สุด หนึ่ง คือต้องใช้เงินเยอะมาก สอง คือมันทำคนเดียวไม่ได้ ในขณะที่อย่างอื่น เช่นงานเขียน งานเพ้นติ้ง และอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่เราทำคนเดียวได้ โดยไม่ต้องมีต้นทุนมากมายอะไรครับ เลยรู้สึกว่ามันอยู่เหนือความควบคุมพอสมควร อีกอย่างคือไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นคนที่ถนัดเข้าไปคุยกับนายทุนอะไรแบบนั้น ก็เลยไม่เคยพยายามที่จะทำหนังให้สำเร็จเท่าไหร่ แต่ความอยากก็มีมาตลอด จนปี 2014 เราเขียนเรื่องย่อของ Motel Mist ขึ้นมา จริงๆเขียนเพื่อให้คนอื่นทำ แต่เขาไม่ชอบ เขาสนใจเรื่องอื่นที่เราเคยเขียน ก็ไม่เป็นไรนะ แต่เสียดาย เพราะไหนๆเขียนมาแล้ว แล้วก็ไม่ได้เขียนให้มันเป็นอย่างอื่นนอกจากหนังด้วย เราเลยให้เพื่อนอ่าน แล้วมันก็ถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ พาเราไปเจอคนในวงการหนังมากขึ้น กระทั่งได้คุยกับ ทองดี (โสฬส สุขุม) ซึ่งเขาเอาโปรเจ็กต์นี้ไปคุยกับทรู แล้วก็ใช้เวลานานเลย กว่าเขาจะตกลงให้ทุน ตอนนั้นถึงได้รู้จริงๆว่า จะได้ทำหนัง มันเลยไม่เชิงเป็นความตั้งใจ ฝ่าฟันอุปสรรคอะไร มันเหมือนจับพลัดจับผลูมาได้โอกาส ก็เลยทำซะมากกว่าครับ พอได้ทำหนังจริงๆ
motelmist 02

แล้วตั้งใจอยากให้มันออกมาเป็นยังไง

ตอนทำก็บอกทุกคนว่าเราอยากให้หนังมันมีฟอร์มแบบหนังเกรดบี อเมริกัน เหมือนพวกหนังสยองขวัญ หนังธริลเลอร์เกรดบี เพราะชอบส่วนตัว แล้วรู้สึกว่ามันเป็นฟอร์มที่สนุกดี เหมือนมันมีอารมณ์ขันบางอย่าง แล้วก็ดูเหมาะสมกับความเป็นจริง ที่เราไม่ได้มีทุนมาก แต่ไปๆมาๆ มันก็ไม่ออกมาเป็นแบบนั้น อาจจะด้วยตัวตนของเราจริงๆก็ไม่ใช่คนที่จะทำหนังแบบนั้นได้ ก็เลยออกมาแบบผสมๆน่ะครับ คือมีความเป็นหนังอาร์ตอยู่ แต่ก็มีการเล่าเรื่องพอประมาณ ซึ่งเราว่าบางทีหนังเกรดบีอาจจะตั้งใจให้เป็นไม่ได้ เพราะคนทำหนังเกรดบีจริงๆ เขาก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจว่า กูจะทำหนังเกรดบี (หัวเราะ)

การเขียนบทที่ต้องกำกับเอง…มีวิธีการทำงานกับมันยังไง

คือตั้งแต่ที่ตั้งใจเขียนให้คนอื่น เราก็คิดในแง่ของ practical การทำงาน ความเป็นไปได้ของมันด้วย พูดสั้นๆคือ เราคิดว่าการทำหนังเรื่องนี้มันเป็นเหมือน exercise ของคนที่เพิ่งจะมีประสบการณ์ในการทำหนังใหม่ๆ โดยเฉพาะ หนังใหม่ๆแบบทุนต่ำด้วย เราเลยไม่ได้เริ่มด้วยการฝันเฟื่อง ฟุ้งไปถึงบัดเจ็ตสิบห้า ยี่สิบล้าน แต่เริ่มจากอะไรที่ถ้าเรามีเพียงแค่นี้ก็ทำได้ มันจึงเป็นหนังที่เน้นตัวละคร เน้นบทพูด เน้นพื้นที่มากกว่าที่จะเน้นความเยอะของรายละเอียด อย่างเช่น โลเคชั่นมันก็มีแค่สองโลเคชั่น ตัวละครก็มีแค่หกตัว อาจจะมีตัวประกอบบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่ก็เพื่อความสมจริงเป็นหลัก แล้วก็เป็นหนังที่เทียบเท่ากับเวลาจริงที่เกิดขึ้น คือ ไม่มีการจั๊มพ์ไปวันรุ่งขึ้นหรืออดีตอะไรเลยครับ

“คนทำหนังเกรดบีจริงๆ เขาก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจว่า กูจะทำหนังเกรดบี” 

Motel Mist Thai Poster

ดูเป็นคนที่เข้าใจข้อจำกัดต่างๆ กว่าจะได้ทำหนังหนึ่งเรื่องอย่างดีทีเดียว

อาจเป็นเพราะเรามีประสบการณ์ด้านอื่นๆ ในอุตสาหกรรมหนังพอสมควรครับ อย่างตอนที่เขียนบทก็ได้คุยกับคนที่เป็นโปรดิวเซอร์ รู้จักคนในอุตสาหกรรมพอสมควร หรือแม้แต่เคยเข้าไประดมความคิดให้กับหนังบางเรื่อง คือเราค่อนข้างจะเริ่มเข้าใจโครงสร้างของธุรกิจการทำหนัง แล้วก็เข้าใจว่าอะไรที่จะทำให้หนังหนึ่งเรื่องถูกสร้างขึ้นมาได้จริงๆ คือเราก็ประเมินตัวเองว่าเป็นหน้าใหม่ในการทำหนัง ถ้าเขียนอะไรออกมาแบบ พันท้ายนรสิงห์ เราก็คงควบคุมไม่ได้

มีความคาดหวังหรือแรงผลักดันอะไรกับหนังเรื่องนี้มั้ย

ถ้าพูดสั้นๆก็คือว่า เราอยากที่จะทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ หมายถึงเราอยากให้การทำหนังเป็นอาชีพนึงของเรา ก็เลยค่อนข้างตั้งใจอยากให้เวลามีคนดูแล้วเขาไว้ใจเรา ให้เราทำเรื่องต่อๆไปได้ ก็คล้ายๆงานเขียนล่ะครับ คือไม่ได้อยากจะทำอะไรตามใจตนเองจนเกินไป หรือทำให้มันเป็นหนังอาร์ตจนเกินไป จนกลายเป็นว่า ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองเท่านั้น แต่เราอยากสื่อกับคนได้ด้วย คือเรารู้ลิมิตตัวเองว่าคงไม่ใช่คนที่ทำหนัง หรือเขียนหนังสือที่มันเป็นแมสมากๆได้ ไม่ใช่ว่าต่อต้าน แต่เพราะเราทำไม่เป็น ในขณะเดียวกัน เราก็อยากอยู่ในพื้นที่ ที่ไม่ปิดกั้นตัวเองจนเกินไป หมายถึงแม้ในพื้นที่สื่อสารเล็กๆ เมื่อเทียบกับฮอลลีวูด หรือหนังแมสของไทยเองก็ตาม เราก็อยากจะมีที่ๆใหญ่พอ ให้สามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆครับ

motelmist 03

 หมายเหตุ : บทความนี้เป็นบางส่วนจากการตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 170 (มี.ค. 2559)

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176