(Cannes Exclusive 2017 : ตอนที่ 4) สัมภาษณ์ ผกก. โรบิน คัมปิลโล กับหนังเก็งรางวัล 120 Beats per Minute

Home / bioscope / (Cannes Exclusive 2017 : ตอนที่ 4) สัมภาษณ์ ผกก. โรบิน คัมปิลโล กับหนังเก็งรางวัล 120 Beats per Minute

*หมายเหตุ: เป็นประจำทุกปีที่คุณ โรเบิร์ต ดับเบิลยู เดวิส ผู้สื่อข่าวพิเศษของ BIOSCOPE จะส่งความเคลื่อนไหวและข่าวคราวที่น่าสนใจจากเทศกาลหนังเมืองคานส์กลับมาให้อ่านกัน เช่นเดียวกับในครั้งที่ 70 ประจำปี 2017 นี้ 


โรบิน คัมปิลโล กลายเป็นขาประจำของคานส์ไปแล้ว จากที่เมื่อปี 2008 เขาเขียนบทให้หนังรางวัลปาล์มทองคำอย่าง The Class โดยปีนี้ เขามีหนังสองเรื่องที่ได้รับเลือกไปฉายในงาน คือ The Workshop ที่เขาเขียนสคริปต์, บท เข้าประกวดในสาย Un certain regard (ภาพยนตร์น่าจับตา) และ 120 Beats per Minute ที่เขาร่วมเขียนบทและควบหน้าที่กำกับ เข้าชิงรางวัลใหญ่ในงาน

120 Beats per Minute เล่าถึงยุค 90 ในปารีส ที่ผู้คนจำนวนมากล้มป่วยและเสียชีวิตจากโรคเอดส์เช่นเดียวกับในลอนดอน เบอร์ลินและนิวยอร์ก หนังมุ่งจับประเด็นไปที่การเคลื่อนไหวของกลุ่ม ACT UP หรือ AIDS Coalition to Unleash Power (กลุ่มผู้ติดเชื้อ) ขณะที่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานรัฐเร่งหาทางจัดการปัญหานี้ให้ได้ในเร็ววัน

คุณสนใจ ACT UP ตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมเคยดูรายการทีวีที่ ดีดีเยร์ เลสเตรด หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มไปพูดตั้งแต่ยุคต้นปี 90 โน่น เขาบอกว่ากลุ่มนี้คือองค์กรที่เป็นเหมือนชุมชนของผู้ติดเชื้อ มีเป้าหมายเพื่อทำให้ผู้คนตระหนักถึงโรคและผลของมัน นั่นเป็นครั้งแรกเลยนะที่ผมได้ยินคนพูดถึงโรค-ที่คุกคามกลุ่มชาวเกย์มานานนับทศวรรษ-อย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้ ผมเลยตัดสินใจเข้าร่วมด้วย

แต่ ACT UP ในปารีสมีบทบาทมาห้าปีก่อนหน้าผมจะเข้าร่วมอีก ครั้งแรกเริ่มขึ้นในปี 1989 ตอนมีการเดินขบวน Gay Pride ที่หลายคนสวมเสื้อ “SILENCE = MORT” (Silence = Death, ความเงียบ = ความตาย) แล้วก็มีแคมเปญอย่างการลงนอนแกล้งตายกับพื้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้คนเห็นว่า โรคนี้มันเกิดกับคนอื่นๆ ได้เหมือนกัน แล้วก็ยังมีแคมเปญอย่างพ่นสเปรย์เลือดปลอมลงพื้นหรือแจกถุงยางอนามัยในโรงเรียนมัธยม หรือโปรยเถ้ากระดูกของสมาชิก ACT UP ที่เสียชีวิตไปแล้ว (ซึ่งเราจะได้เห็นในหนัง) แต่เราก็ไม่เคยได้รับความรุนแรงทางกายเลยนะ ตำรวจคงลังเลที่จะเข้ารวบตัวร่างกายป่วยๆ น่ะ

ผมเข้าร่วมในเดือนเมษายน ปี 1992 ซึ่งยุค 90 นี่เป็นช่วงปีที่โรคระบาดแพร่กระจายมากๆ แล้วองค์กรนี้ก็พาเอาคนที่ปกติไม่เคยได้เจอกันมาอยู่ด้วยกัน ทั้งคนติดยา, คนเป็นโรคฮีโมฟิเลีย (โรคเลือดออกง่าย หยุดยาก), เกย์, อดีตคนคุก อะไรแบบนี้ ซึ่งเอาจริงๆ คือคนที่โดยทั่วไปแล้วโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอยู่เสมอนั่นแหละ และช่วยสร้างพลังให้คนเหล่านี้ผ่านความเข้าใจเรื่องต่างๆ

ถ้าอย่างนั้น หนังมันจะเป็นหนังอัตชีวประวัติไหม

ไม่เชิงนะครับ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังประวัติศาสตร์ มันคือเรื่องแต่ง ก็จริงอยู่ว่าผมสร้างตัวละครขึ้นจากความทรงจำของผม แต่ก็ไม่ได้มีตัวละครตัวไหนที่สร้างจากบุคคลจริงที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ในอดีต เรา (คัมปิลโลกับ ฟิลิปส์ แมนโกต์ คนเขียนบทร่วมและสมาชิก ACT UP) ไม่ได้อยากจับจ้องไปที่นาย X นาย Y หรืออะไรทั้งสิ้น แต่เราอยากเล่าเรื่องของความร้อนแรง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกลุ่ม บทเพลงและแถลงการณ์แค่นั้นเอง ที่เหลือผมก็ให้นักแสดงเล่นแบบที่พวกเขาต้องการ

ถ้าสคริปต์มันจะพูดถึงใครสักคนนะ คนนั้นคือผมเองล่ะ มีความเป็นผมอยู่ไม่มากก็น้อยในตัวละครทุกตัว

การแสดงของนักแสดงแต่ละคนมันโดดเด่นมาก คุณแคสต์นักแสดงอย่างไร

เท่าที่ผมจำได้ ใน ACT UP เต็มไปด้วยความหลากหลาย ผมกับนักแคสติ้งเลยต้องการความหลากหลายแบบนี้ด้วย ไม่ใช่แค่หลากหลายทางเชื้อชาติหรือเพศหรืออายุนะ แต่เราอยากได้นักแสดงหนังมืออาชีพ, นักแสดงละครเวทีมืออาชีพ, นักแสดงละครสัตว์, นักเต้น รวมไปถึงนักแสดงหน้าใหม่ที่เราเจอในเฟซบุ๊คด้วย

โรบิน คัมปิลโล
ในหนัง มีเส้นเรื่องที่เล่าถึงความสัมพันธ์ของคู่ที่ติดเชื้อ HIV กับคนใน ACT UP ด้วย

ผมชอบคำว่า “ความสัมพันธ์” นั่นนะ บางคนก็บอกมันคือเรื่องของความรัก ซึ่งผมก็เข้าใจนะ แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาซับซ้อนกว่านั้นมาก คนเรามักจะทำให้ความรักอยู่คนละส่วนจากชีวิต แต่ผมว่า ทั้งความรักและชีวิตต่างต้องการกันและกันนะ กรณีนี้ ในทางโลกนะ ฌอน (ตัวละครในหนังที่สภาพร่างกายถดถอยลงเรื่อยๆ) ต้องการเนธานมากกว่าที่เนธานต้องการเขา แต่เนธานคือคนที่แสวงหาความสัมพันธ์แบบนี้มากกว่า

ทำไมถึงมาทำหนังเรื่องนี้เอาตอนนี้ ทำเพื่อใคร คนรุ่นใหม่หรือเปล่า

มันสำคัญสำหรับผมนะ ที่หนังนี่ไม่ได้มีเพื่อพวกเราซึ่งมีชีวิตร่วมกับเหตุการณ์เหล่านี้มา มันไม่ใช่การหวนรำลึกความหลังอะไรด้วย ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้ว่าหนังแทบไม่เคยได้รับผลกระทบจากการเมืองอย่างจริงจังเลย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนังนี่จะส่งผลอะไรบ้างไหม แต่ถ้าคนรุ่นใหม่ได้ดูและทึ่งกับโลกที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรือได้เห็นคนที่ร่วมใจกันเคลื่อนไหว พูดเรื่องส่งผลต่อชีวิตพวกเขา-ผมก็พอใจแล้วครับ

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่
facebook : BIOSCOPE Magazine