(Cannes Exclusive 2017 : ตอนที่ 7) Happy End: ครอบครัวเฮี้ยนในสังคมเพี้ยนของ ไมเคิล ฮาเนเก

Home / bioscope / (Cannes Exclusive 2017 : ตอนที่ 7) Happy End: ครอบครัวเฮี้ยนในสังคมเพี้ยนของ ไมเคิล ฮาเนเก

ฉากแรกและฉากสุดท้ายของ Happy End หนังเรื่องล่าสุดของ ไมเคิล ฮาเนเก นั้น ถ่ายโดยโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะฉากแรกที่ถ่ายทำออกมาได้อย่างน่าขนลุกมากๆ-เมื่อกล้องแพนเข้าไปในห้องโถงมืดๆ เผยให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนเพียงลำพังในห้องอาบน้ำ เตรียมตัวเข้านอน-ผ่านกล้องของบุคคลลึกลับที่บรรยายการกระทำของเธอไปด้วยขณะถ่ายทำ (“แปรงฟัน”, “บ้วนปาก”, “ทาครีมทาหน้า”, “เข้าห้องน้ำ”) ก่อนหน้าที่เธอจะได้ทำการกระทำเหล่านั้นจริงๆ เสียอีก ส่วนฉากสุดท้าย ถ่ายนอกบ้านในตอนกลางวัน (ผมสัญญาจะไม่สปอล์ยนะ) นั้นทรงพลังมากๆ ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ฮาเนเกนั้นกำลังเล่าถึงความผิดปกติของครอบครัวลอว์เรนต์ เทียบเคียงกับความผิดปกติของยุโรปเอง

ฮาเนเกเล่าเรื่องของสาวใจแข็งอย่าง แอนนา ลอว์เรนต์ (อิซาเบลล์ อูแปร์) ที่ดูแลธุรกิจที่ดินของครอบครัวหัวสูงของเธอ พร้อมกันนั้นก็ต้องพยุงให้ทุกสิ่งรอบตัวเป็นไปได้อย่างใจด้วย ทั้งคุณพ่อวัย 84 ของเธอ (ฌอง-หลุยส์ ตรินติยง) รับรู้ว่าสมองของเขากำลังเสื่อมและนั่นทำให้เขาไม่พอใจมาก เขาขับรถพุ่ง-อาจจะโดยเจตนาด้วย-ใส่ต้นไม้ต้นใหญ่แต่รอดชีวิตมาได้ ไหนจะลูกชายวัย 20 กว่าๆ ของเธอที่ชีวิตคู่ล้มเหลวก็เป็นพวกคนใจร้อนเหยาะแหยะ เขาคุมงานก่อสร้างที่ก็เกิดอุบัติเหตุ ผนังในอาคารก่อสร้างร่วงล้มทับคนงาน จนโดนหน่วยงานดูแลความปลอดภัยตำหนิ แถมยังมีเรื่องชกต่อยกับน้องชายของคนงานที่บาดเจ็บอีกด้วย ขณะที่ อีฟ เด็กหญิงวัย 12 ปีผู้สูญเสียน้องชาย (ด้วยโรคปอดบวม) และเพิ่งเสียแม่ (ไปจากการเสพยาเกินขนาด) ทำให้เธอจำใจต้องไปอาศัยอยู่กับพ่อ ซึ่งก็คือน้องชายของแอนนา กับภรรยาใหม่และลูกของเขา อีฟแฮ็คเข้าคอมพิวเตอร์ของพ่อเธอและพบคลิปวิดีโอลามก พร้อมรสนิยมมาโซคิสม์อีกต่างหาก

คนสี่รุ่นในตระกูลลอว์เรนต์ ต่างก็มีบุคลิกสี่แบบที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง ราวกับเป็นผังครอบครัวแห่งความสิ้นหวังและแตกแยก แต่ทั้งหมดนี้ ฮาเนเกเอาอยู่มากๆ ทั้งการจัดวางภาพ, ช่วงเวลา, การแสดง, พล็อตเรื่อง ที่เขาจงใจให้เรามีส่วนร่วมเผชิญหน้ากับการเสียดสีถากถางสังคมอันแสนตรงไปตรงมาของเขา-ราวกับไม่อย่างนั้น ก็เชิญเราไปท่องโลกยูทูปเอาเลยจะดีกว่า

Radiance

อีกเรื่องคือ Radiance หนังลำดับที่ 7 ของ คาวาเสะ นาโอมิ ที่ได้ฉายในคานส์ หนึ่งในตัวละครหลักคือ มิซาโกะ กับประโยคของเธอ-ที่ดูราวกับจะเป็นคำแนะนำให้คนทำหนัง-ว่า “ฉันว่าภาพยนตร์ควรเป็นสื่อที่ทำให้เราสัมผัสถึงความหวังได้นะ” ขณะที่ตัวละครเอกอีกคนอย่าง มาคาโมริ คิดว่าประโยคนั้น “น่ากลัวชะมัด” และเป็นที่แน่ชัดว่า คาวาเสะเองดิ้นรนจะทำให้หนังของเธออยู่ตรงกลางระหว่างสองคำแนะนำนี้ และอยู่ระหว่างหนังโฆษณาชวนอบอุ่นหัวใจของเธอในปี 2015 กับหนังลึกลับเย็นยะเยือกของเธออย่าง Mourning Forest ที่คว้ารางวัล Grand prix จากคานส์ปี 2007

น่าเศร้าที่คาวาเสะหาจุดลงตัวใน Radiance ไม่ได้ หน้าหนังดูตระการตาดีอยู่ เด็กน้อยมิซาโกะ (เยาว์วัยและใสซื่อมากๆ) กับนาคาโมริที่อายุมากกว่า (อดีตช่างภาพสุดเพี้ยนที่สายตาย่ำแย่ลงทุกวันๆ) อาจเป็นเรื่องซ้ำเดิมน่าเบื่ออยู่บ้างที่จะเห็นตัวละครถูกหนังสั่งสอน ไม่ว่าจะนาคาโมริที่พยายามให้มิซาโกะเข้าใจเรื่องภาพถ่าย หรือมิซาโกะที่ทำให้จิตใจแข็งกระด้างของช่างภาพหนุ่มอ่อนโยนลง

และมิซาโกะก็ต้องเผชิญหน้ากับคำถามที่คนทำหนังต้องเผชิญกันมาแล้วอย่าง “จะต้องบอกเล่าอย่างไร เปิดเผยช่องว่างให้คนได้จินตนาการกันมากแค่ไหน” Radiance ของคาวาเสะนั้นบอกเรามากเกินไป ทั้งสิ่งที่หนังบอกก็ไม่ได้สร้างความรู้สึกอะไรให้เราด้วยซ้ำ

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่
facebook : BIOSCOPE Magazine