(Cannes Exclusive 2017 : ตอนที่ 8) สัมภาษณ์ผกก. โมลี ซูร์ยา: ชายไร้หัว, การล้างแค้น และหญิงแกร่งในแดนเถื่อน

Home / bioscope / (Cannes Exclusive 2017 : ตอนที่ 8) สัมภาษณ์ผกก. โมลี ซูร์ยา: ชายไร้หัว, การล้างแค้น และหญิงแกร่งในแดนเถื่อน

*หมายเหตุ: เป็นประจำทุกปีที่คุณ โรเบิร์ต ดับเบิลยู เดวิส ผู้สื่อข่าวพิเศษของ BIOSCOPE จะส่งความเคลื่อนไหวและข่าวคราวที่น่าสนใจจากเทศกาลหนังเมืองคานส์กลับมาให้อ่านกัน เช่นเดียวกับในครั้งที่ 70 ประจำปี 2017 นี้ 


Marlina the Murderer in Four Acts ผลงานการกำกับของผู้กำกับชาวอินโดนีเซีย โมลี ซูร์ยา เล่าถึงเรื่องราวในสองคืนกับอีกหนึ่งวันของ มาร์ลินา หญิงวัยกลางคนที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียวอยู่บนเกาะห่างไกล เธอสูญเสียลูกชายไปจากการคลอดก่อนกำหนด ทั้งล่าสุด-ก็เสียสามีไปอีกคนโดยไม่ได้บอกว่าเหตุผลคืออะไร ดราม่าของเธอเริ่มขึ้นเมื่อกลุ่มชายหนุ่มแสนสุภาพเจ็ดคนมาเคาะประตูบ้าน บอกเธอว่าเธอต้องทำมื้อเย็นให้พวกเขากิน จากนั้น พวกเขาจะข่มขืนเธอและปล้นข้าวของของเธอไปจนสิ้น และเมื่อคืนนั้นสิ้นสุดลง ชายหนุ่มห้าในเจ็ดคนตายลง-แต่เรื่องราวของมาร์ลินายังเพิ่มเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

หนังจับเอาเรื่องเล่าพื้นบ้านผสมรวมกับความเป็นตะวันตกได้อย่างมหัศจรรย์ ด้วยฉากชายไร้หัวนั่งโดดเดี่ยวอยู่ใต้พุ่มไม้, คนเล่นกีตาร์, ฉากหญิงแก่ใช้ลูกสาวตัวเองเป็นค่าตอบแทนให้อีกฝ่าย, ใช้ม้าเป็นพาหนะบรรทุกของ และเรามีโอกาสได้พูดกับผู้กำกับหนังเรื่องนี้หลังหนังฉายจบในสาย Fortnight

ทำไมเลือกไปถ่ายทำที่เกาะซุมบา ที่บรรยากาศชวนให้นึกถึงเกาะชิชิลีขนาดนั้น

เทียบกับเกาะอื่นๆ ในอินโดนีเซียแล้วมันค่อนข้างแห้งนะคะ คล้ายๆ ในรัฐเท็กซัสตะวันตก ตอนเห็นเกาะนี้ครั้งแรกฉันก็ชอบมันขึ้นมาเลยเพราะมันมีถนนลูกรังฝุ่นคลุ้ง มีเนินเขา มันทำให้ฉันนึกถึงความเป็นตะวันตกไปพร้อมๆ กับหนังซามูไรญี่ปุ่นไปด้วยน่ะค่ะ เพราะหนุ่มๆ ในเกาะซุมบาพกมีดพร้าตลอดไม่ว่าจะไปไหน แถมอย่างที่คุณเห็นในหนังแหละ มันมีความไม่มีชื่อไม่มีแปรอยู่ด้วย อย่างมีโจรบุกเข้าบ้านกลางดึก แล้วคุณก็ทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้ด้วย ทำได้แค่ปล่อยให้พวกเขาเข้าบ้านหรือไม่ก็เสี่ยงจะโดนฆ่า

แม้มันฟังดูน่ากลัว แต่คุณก็ถ่ายทำให้ภูมิทัศน์ที่ว่าในเรื่องออกมาสวยงามมากๆ เลย

ก่อนเราจะลงมือถ่ายทำ ช่างภาพ (ยูนัส ปาโซแลง) กับฉันเห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่มีการเคลื่อนกล้องอยู่ในหนังแน่นอน เราดูภาพวาดคลาสสิกเป็นแหล่งอ้างอิงในการหาแสงหรือมุมถ่าย ที่ส่งอิทธิพลมากๆ คืองานสไตล์บาโรกของศิลปิน การาวัจโจ ภาพ Judith Beheading Holofernes ที่ฮีโร่สาวกำลังบั่นคอเหยื่อ มันเสริมกับเรื่องเล่าดี เราเลยถ่ายทำกับให้เหมือนภาพวาดในนิทานเด็ก ทำให้หนังดูโตขึ้นด้วยค่ะ

 

อย่างนั้นดนตรีประกอบหนังที่เรียบง่ายมากๆ นั่นก็ทำเพื่อเด็กหรือเปล่า

ฉันไม่อยากให้มีดนตรีที่เป็นเสียงคำรามหรือท่วงทำนองชวนซาบซึ้งเท่าไหร่ เลยบอกคนทำดนตรีของเรา (เซ็ค คาซีลิ) ไปแค่อย่างเดียวคือ ดนตรีประกอบไม่ควรไปย้ำความดราม่าของเรื่อง

ไหนจะการแสดงอีก โดยเฉพาะนำหญิง (มาร์ชา ทิโมธี) ที่แปลกประหลาดมากๆ

ก็อย่างที่บอก ว่าฉันไม่ได้อยากให้การแสดงอารมณ์มันซ้ำซ้อนกันกับอารมณ์ที่ตัวหนังมีอยู่แล้ว ดนตรี, งานภาพ, การแสดง มีเพื่อเสริมโทนของหนังเท่านั้น

แล้วเนื้อเรื่องที่แสนจะเรียบง่าย คลาสสิกและเปี่ยมไปด้วยคุณภาพนั่นล่ะ มันใช่นิทานพื้นบ้านหรือเปล่า

หนังสร้างมาจากเรื่องราวที่ การิน นูโกรโฮ (ผู้กำกับ Opera Jawa, The Blindfold และหนังอีกนับสิบเรื่อง) เล่าให้ฉันฟัง เราทำงานด้วยกันในเทศกาลหนังอินโดนีเซียปี 2014 แล้วเขาก็บอกฉันว่าเขามีเรื่องจะเล่า-ฉากหลังอยู่ที่เกาะซุมบา-และคิดว่าผู้หยิงควรกำกับเรื่องนี้ โปรดิวเซอร์กับฉันเลยอ่านเรื่องราวเหล่านั้น ว่าด้วยเรื่องผู้หญิงที่ตามล้างแค้นแก๊งอันธพาล แล้วนาทีนั้นเอง เราก็ตัดสินใจกันว่า นี่แหละจะเป็นโปรเจ็กต์ต่อไปของพวกเรา

การินเคยไปที่เกาะนั้นอยู่และบอกฉันว่า เขาประหลาดใจกับสาวๆ บนเกาะมาก พอฉันไปถึงก็เข้าใจได้ว่าทำไม ส่วนมากแล้วผู้หญิงที่เราพบนั้นมักจะไม่มีปากเสียงและหลบหน้าเราไปเฉยๆ จำได้ว่าพอพยายามจะเข้าไปสัมภาษณ์สาวน้อยคนหนึ่งที่มีการศึกษาในเกาะ สามีของเธอก็พุ่งเข้ามาขัดขวางการพูดคุยแล้วก็เป็นคนตอบคำถามแทนซะเฉยๆ ยืนยันอีกต่างหากว่าคำตอบของเขาตอบคำถามพวกเราแล้ว และเป็นปกติเลย หนุ่มๆ ในซุมบาน่ะเถื่อนแท้ๆ พวกเขาเอาแต่จ้องมาที่ฉันจนฉันอึดอัดเลย

ในจาร์กาตา ผู้หญิงแกร่งๆ หลายคนเข้าไปทำงานในคณะรัฐบาล มีเวิร์คกิงวูเมนมากมาย แต่ในซุมบา ผู้หญิงมีพื้นที่แค่ในครัวเท่านั้น

ในหนังมีฉากที่เหมือนว่ามาร์ลินาทำมัมมี่ศพของสามีเธอไว้ จับขาไขว้ ยกมือขึ้นไว้ที่หน้าด้วย นั่นเป็นสัญญะทางศาสนาหรือเปล่า

คนในเกาะมีศาสนาของพวกเขาเอง ประมาณว่าเป็นศาสนาทางจิตวิญญาณ เรียกว่า มาราปู ซุมบาคงเป็นสังคมท้ายๆ แล้วที่ยังสร้างอนุสาวรีย์หิน การจัดงานศพแบบนี้มีราคาค่างวดแพง แต่ร่างใต้นั้นที่ถูกมัมมี่ไว้จะอยู่ได้อีกหลายปี อาจจะเป็นทศวรรษ ก่อนที่คนจะมีเงินมาจัดงานศพอย่างเหมาะสมให้ บรรบุรุษของพวกเขาก็ถูกดองร่างแบบนี้เหมือนกันแหละ ลูกหลานจะเก็บพวกเขาไว้ในบ้าน อาจเอาออกมาบ้างบางโอกาสเพื่อนำโชคลาภอะไรทำนองนั้น

ในความเชื่อแบบมาราปู บรรพบุรุษจะถูกยกย่องอย่างสูง ถ้าไปถามใครสักคนในซุมบาว่าทำไมเขาถึงทำอะไรแบบนั้น คำตอบที่ได้มักจะเป็นแบบ “ก็นี่เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษเราทำยังไงล่ะ” แล้วก็สิ้นสุดแค่ตรงนั้น ไม่มีทางจะไปถามอะไรต่อได้แล้ว

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่
facebook : BIOSCOPE Magazine