กระทำความหว่อง บนโลกนี้ นอกจากพจน์ อานนท์ก็มี ‘หว่อง กาไว’ นี่แหละที่ทำหนัง ‘ไม่มีบท’!

Home / bioscope / กระทำความหว่อง บนโลกนี้ นอกจากพจน์ อานนท์ก็มี ‘หว่อง กาไว’ นี่แหละที่ทำหนัง ‘ไม่มีบท’!

หนังของเขามักเนิบช้า เล่าถึงความเหงา ความทรงจำและการรอคอยของมนุษย์ผู้โดดเดี่ยว กลิ่นควันบุหรี่กับบทสนทนาอันว้าเหว่ของคนหนุ่มสาวในแสงสลัวราง

เราจะพูดถึงหนังของใครไปไม่ได้ นอกจากหนังของ หว่อง กาไว หนึ่งในคนทำหนังที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในโลกตะวันออก

ไม่ว่าจะ As Tears Go By (1988) หนังเรื่องแรกของหว่องที่ทำเอาชาวฮ่องกงผู้คุ้นเคยกับหนังเจ้าพ่อต้องเบือนหน้าหนีด้วยความแปลกใหม่, Happy Together (1997) หนังรักหม่นเศร้าของคนเดียวดายสองคนที่กวาดคำวิจารณ์มานอนกอดครั้งใหญ่, In the Mood for Love (2000) คนเหงาในสังคมยุคเปลี่ยนผ่านของฮ่องกง มาจนถึง The Grandmaster (2013) ที่เล่าถึงปรมาจารย์ด้านกังฟู… ที่ก็ยังเหงา ยังโดดเดี่ยว ยังหว่องอยู่ดี!

และเชื่อหรือไม่ว่า หนังขึ้นชื่อทั้งหมดนี้ หว่อง กาไวทำขึ้นมาโดยไม่มีบท!

มีบทแบบไม่มีบท-เอ๊ะ?

“ผมเปลี่ยนบทของผมตลอดเวลา จึงไม่มีความจำเป็นเลยที่ต้องยื่นบทให้นักแสดงอ่านก่อน” หว่องให้สัมภาษณ์ไว้เช่นนั้น

หัวใจของหนังหว่องคือการจับและถ่ายทอด ‘ความรู้สึกห้วงหนึ่ง’ ของผู้คนที่อาจเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที การทำงานของเขาจึงมีลักษณะของการด้นสดบ่อยครั้ง บทจึงไม่ต้องตายตัว และตัวเขาเองก็ไม่อยากผูกมัดตัวเองไว้กับบท (ที่เขาเขียนเอง) เกินไปนัก

เรื่องนี้ได้รับการยืนยันโดย จาง ซือยี นักแสดงที่รับบทเป็น กง เออร์ กังฟูสาวในหนัง The Grandmaster เมื่อถูกถามว่า ครั้งแรกที่ได้อ่านบทกง เออร์นั้น เธอตีความตัวละครอย่างไร

“อย่างแรกเลยนะคะ มันไม่มีบทค่ะ!” จางกล่าว “มันเป็นสไตล์ของหว่อง กาไวเขาล่ะ แต่ฉันก็ยังรักเขามากๆ อยู่ดี ฉันไม่มีสคริปต์ ฉันไม่รู้จักตัวละครของฉันด้วยซ้ำไปตอนถ่ายทำน่ะ”

นั่นเพราะหว่องมีไอเดียเกี่ยวกับหนังกว้างมาก เขามักคิดภาพที่อยากได้ไว้ในหัวแล้วไปดูสถานที่จริงก่อนถ่ายทำเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทันทีที่นึกภาพการเคลื่อนกล้องออก เขาจึงกลับมาบอกประโยคที่นักแสดงต้องพูดไปจนถึงการเคลื่อนไหวอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่นั่ง, เหตุผลในการสูบบุหรี่หรือหลับนอน

“ผมจะต้องอธิบายตัวละครให้พวกเขาเข้าใจเสียก่อน นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเมื่อเรารู้จักตัวละครอย่างลึกซึ้งถึงหัวใจแล้วนั่นแหละ ที่ทุกอย่างจึงจะดำเนินไปได้ด้วยตัวของมันเอง” หว่องกล่าวไว้เช่นนั้น

นักแสดงคู่บุญของหว่องอย่าง เหลียง เฉาเหวย เองก็ใช่จะไม่เคยเจอกับความว้าวุ่นในฐานะนักแสดงผู้ไม่มีบทในมือเช่นนี้ เขาคือนักแสดงหนุ่มที่ถูกหว่องหลอกล่อด้วยการโยนบทปลอมให้สมัยเล่นเรื่อง Happy Together และเมื่อไปถึงอาร์เจนตินาเพื่อลงมือถ่ายทำถึงรู้ว่าโดนหลอกเข้าให้แล้ว (แถมประเดิมฉากแรกด้วยการแสดงฉากเซ็กซ์คู่ เลสลี จาง ด้วย) เลยต้องแสดงแบบไม่รู้อะไรเลยแทบจะตั้งแต่ต้นจนจบ

หลังกองถ่ายก็วายป่วง

แน่นอนว่าการไร้สคริปต์เช่นนี้มันส่งผลต่อการทำงานอยู่แล้ว เพราะไม่เพียงแต่นักแสดงต้องไปด้นสดกันหน้ากล้องตามมีตามเกิด แต่การยกกองถ่ายก็เกิดขึ้นบ่อยๆ เหมือนกัน

ทั้ง In the Mood for Love ซึ่งจริงๆ แล้ววางแผนจะถ่ายทำกันที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน แต่ก็ต้องหอบข้าวของย้ายกันไปถ่ายทำที่มาเก๊าแทนเพราะหากจะถ่ายทำที่ปักกิ่ง ต้องยื่นสคริปต์ทั้งหมดให้ทางการดูก่อน ซึ่งแน่นอนว่าหว่องไม่มี! เขาเลยย้ายไปถ่ายทำที่มาเก๊าซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษดื้อๆ และเริ่มต้นหาโลเคชั่นใหม่ๆ กันตอนนั้นเอง

หรือแม้แต่ 2046 (2004) ที่เล่าถึงการรอคอยและคำมั่นสัญญาของคนหนุ่มสาว แท้จริงแล้ว หว่องตั้งใจจะเล่าเรื่องของหนุ่มไทยที่เนื้อเรื่องเกิดในกรุงเทพฯ นี่เอง จนแคสติ้งเอา เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ไปรับบทเป็นตัวเอก แต่ก็ด้วยความไร้บทนี่เองที่ทำให้หว่องเปลี่ยนใจทุกสิ่งในภายหลังจนโกลาหลไปหมด จนแทนที่จะได้เป็นตัวเอก พี่เบิร์ดเลยได้ปรากฏตัวในหนังเพียงช่วงสั้นๆ

คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ช่างภาพคู่บุญที่ร่วมงานกับหว่อง (2046, In the Mood for Love) คือหนึ่งในคนที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทุกเมื่อเชื่อวัน “พอไม่มีสคริปต์แล้วทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปแทบทุกวัน เพราะฉะนั้นเวลาผมเห็นพื้นที่อะไรก็ตาม ผมจะดิ่งไปคุยกับหว่องเลยว่าเอาไหม จะใช้แบบนี้ไหม!”

และไม่แปลกใจเลยที่ดอยล์จะกลายเป็นผู้กำกับภาพที่ร่วมงานกับหว่องบ่อยๆ ก็เนื่องมาจากการเข้าอกเข้าใจในสิ่งที่หว่องอยากได้เป็นอย่างดีเสมอมานั่นเอง

ดูหนังไร้บทอันแสนละเมียดแบบหว่องๆ ได้ใน The Grandmaster ยอดปรมาจารย์ ยิปมัน ฉายทางช่อง Mono 29 วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายนนี้ เวลา 15.20-17.55 น.