ย้อนรอย 50 ปี ในวงการหนัง ของผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่ มาร์ติน สกอร์เซซี

Home / bioscope / ย้อนรอย 50 ปี ในวงการหนัง ของผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่ มาร์ติน สกอร์เซซี

นับตั้งแต่มีหนังเรื่องแรก 50 ปีแล้วที่ มาร์ติน สกอร์เซซี โลดแล่นในวงการหนัง ผ่านมาหมดแล้วทั้งความสำเร็จทางด้านรางวัล เคยได้ทั้งปาล์มทองคำและรางวัลออสการ์ ไปจนถึงความสำเร็จด้านรายได้ จากผลงานภาพยนตร์หลากแนวกว่า 50 เรื่อง เราจึงขอพาย้อนไปดูเกร็ดที่น่าสนใจของคนทำหนังผู้ยิ่งใหญ่คนนี้กัน

Mean Streets

– สกอร์เซซีแจ้งเกิดจากผลงานหนังสั้นสมัยเรียนมหาวิทยาลัย จนได้ทำหนังยาวเรื่องแรกในปี 1967 กับ Who’s That Knocking at My Door ที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตของคนในชุมชนเชื้อสายอิตาลีที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์คซึ่งเคร่งครัดในความเป็นโรมันคาทอลิก และยังเป็นการร่วมงานในหนังยาวครั้งแรกกับ เธลม่า ชูนเมคเกอร์ อิดิเตอร์หญิงที่ทำงานร่วมกันกับสกอร์เซซีมาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งธีมว่าด้วย “ความรู้สึกผิดบาปของชาวโรมันคาทอลิก” ยังถูกขยายต่อมาสู่ผลงานแจ้งเกิดของเขาในหนังดราม่าอาชญากรรมอย่าง Mean Streets (1973) อีกด้วย

แต่กระนั้นช่วงระหว่าง Who’s That Knocking at My Door และ Mean Streets สกอร์เซซียังมีหนังอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ Boxcar Bertha (1972) ที่โปรดิวซ์โดยเจ้าพ่อหนังคัลต์อย่าง โรเจอร์ คอร์แมน ซึ่งว่าด้วยการตามล่าล้างแค้นของสาวน้อยที่ขายทั้งความรุนแรงและฉากเซ็กซ์ โดยสกอร์เซซีได้นำหนังไปเปิดให้ จอห์น แคสซาเวตส์ ผู้กำกับอินดี้อเมริกันตัวพ่อที่เขานับถือดู และเมือชมจบแคสซาเวตส์ก็เดินมาก่อนเขาแล้วคอมเม็นต์ว่า “มาร์ตี้ มึงเสียเวลาปีหนึ่งของชีวิตเพื่อทำหนังเ…ยนี่นะ คือมันก็ดี แต่มึงมีดีกว่าคนที่ทำหนังแบบนี้ อย่าตกอยู่ในวังวนของตลาด แล้วลองทำบางสิ่งที่มันต่างออกไปเถอะ” ซึ่งเมื่อผลงานต่อมาอย่าง Mean Streets ถูกยกย่องอย่างสูงในแง่ของความสดใหม่และไม่เหมือนใคร ก็ดูเหมือนว่าสิ่งที่แคสซาเวตส์กล่าวไว้กับเขาจะมีอิทธิพลอย่างสูงกับการทำงานของเขามาจนถึงทุกวันนี้

 

(จากซ้าย) จูดี้ ฟอสเตอร์, โรเบิร์ต เดอ นิโร และ มาร์ติน สกอร์เซซี ในเบื้องหลังกองถ่าย Taxi Driver

– สิ่งที่กลายเป็นเครื่องหมายการค้าในหนังของสกอร์เซซียุคแรกเริ่ม คือโลกของตัวละครชายที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ความรู้สึกผิดบาปและการถ่ายบาป โดยมีฉากหลังคือเมืองนิวยอร์ค ซึ่งทั้งหมดถูกส่งต่อมายังผลงานต่อมาของเขาอย่าง Taxi Driver (1976) หนังฟิล์มนัวร์ไซ-โคทริลเลอร์ซึ่งยังคงมาพร้อมกับ โรเบิร์ต เดอ นิโร ที่แจ้งเกิดจาก Mean Streets และ ฮาร์วีย์ ไคเทล เพื่อสนิทที่ร่วมแสดงหนังให้เขามาตั้งแต่มหาวิทยาลัย ว่าด้วยอดีตทหารอเมริกันในสงครามเวียดนามที่กลับมากลายเป็นคนขับแท็กซี่ และด้วยอาการนอนไม่หลับทำเขาชื่นชอบในการขับรถในยามค่ำคืนจนได้รู้จักกับโสเภณีเด็ก (จูดี้ ฟอสเตอร์ ในวัยเพียง 12 ปี) หญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขาอาจพูดคุยอย่างเปิดอกได้

ความอื้อฉาวของมันโดยเฉพาะความรุนแรงเลือดท่วม (ที่แม้สกอร์เซซีจะปรับสีของเลือดไม่ให้ดูแดงสดจนเกินไปนักแล้ว) ก็ทำให้หนังมีปัญหาอย่างมากในการออกฉาย จูดี้ ฟอสเตอร์ถูกส่งไปเช็คว่าได้รับผลกระทบทางจิตใจหรือไม่ (ซึ่งเอาเข้าจริงภาพเบื้องหลังของเธอดูหลงใหลและได้รับความบันเทิงในการเตรียมงานถ่ายทำมากๆ) หากแต่ประเด็น “ความหลงใหลในการเป็นฮีโร่” ที่ตามมาด้วยความรุนแรงชวนช็อค ก็ไปได้ดีกับการสะท้อยภาวะความรู้สึกที่ผู้คนมีต่อสงครามเวียดนามในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งหลังจากนั้นหนังก็ได้รับเลือกเข้าร่วมประกวดในเทศกาลหนังเมืองคานส์และคว้ารางวัลปาล์มทองคำไปครอง

 

เบื้องหลังใน Raging Bull หนังเปลี่ยนชีวิตอีกเรื่องของสองเพื่อนซี้ เดอ นิโร และ สกอร์เซซี

– เข้าสู่ยุค 80’s สกอร์เซซีที่เกือบตายจากการเสพโคเคนเกินขนาดกลับมาทำหนังโดยคำชักชวนของโรเบิร์ต เดอ นิโรซี้ของเขาให้มาทำหนังอัตชีวประวัติสุดเดือดของนักมวยชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาลี เจค ลามอตต้า อดีตแชมป์โลกรุ่นมิดเดิลเวทจนกลายเป็น Raging Bull (1980) อีกผลงานสำคัญในชีวิตของสกอร์เซซี

หนังมีเกร็ดอย่างหนึ่งซึ่งขโมยซีนหนังในปีนั้นไม่น้อย นั่นคือเหตุการณ์ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ซึ่งจัดขึ้นหลังเหตุการณ์การพยายามลอบสังหารประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน เพียงวันเดียว ที่ผู้ยิงมีแรงจูงใจต้องการสร้างความประทับใจให้ จูดี้ ฟอสเตอร์ นักแสดงวัยรุ่น (ในตอนนั้น) ซึ่งแจ้งเกิดจากหนังของสกอร์เซซีเองอย่าง Taxi Driver และด้วยความกลัวจะถูกทำร้ายเขาจึงไปงานนี้โดยมี FBI ปลอมตัวติดตามเป็นบอดี้การ์ด แถมยังพาเขาออกไปจากงานก่อนจะมีการประกาศผลรางวัลหนังยอดเยี่ยม ซึ่งปีนั้น Raging Bull เข้าชิงด้วยแต่เป็นเรื่อง Ordinary People ผลงานกำกับเรื่องแรกของนักแสดงหนุ่ม โรเบิร์ต เรดฟอร์ด คว้ารางวัลไปแทน

 

กับ ไมเคิล แจ็คสัน ในการทำมิวสิควิดีโอเพลง Bad

– ใช่ว่าสกอร์เซซีจะไม่แวะกลับมาทำอะไรที่มันตลาดๆ อีกแล้ว แม้หลังจาก Raging Bull เขาจะไปทำ The Last Temptation of Christ (1988 – จากนิยายซึ่งแต่งขึ้นว่าด้วยชีวิตของพระเยซู) ภายใต้แบรด์ของค่ายพาราเมาต์ ก่อนที่จะมีปัญหาและถอนตัวออกไปจากโปรเจ็กต์จนสกอร์เซซีต้องทำเองแบบหนังอิสระ แต่เขาก็จับงานที่แมสส์สุดๆ อย่างมิวสิควิดีโอเพลง Bad (1988) ยาว 18 นาทีของไมเคิล แจ็คสัน หรือทำหนังตลาดเรื่องแรกในชีวิตอย่าง The Color of Money (1986)

หรือแม้แต่การทำหนังระทึกขวัญซึ่งรีเมคจากหนังเกรดบีอีกทีอย่าง Cape Fear (1991) ที่ยังคงควงเดอ นิโรมารับบทที่ “เลวที่สุดในชีวิตการแสดง” ของเขาก็ว่าได้ ในบทนักโทษคดีข่มขืนที่ได้รับการปล่อยตัวหลังจากติดคุกมา 14 ปีที่กลับมาล้างแค้นเล่นสงครามประสาทกับครอบครัวของทนายที่ทำให้เขาติดคุก ก็ถูกยกให้เป็นหนึ่งในหนังที่ตลาดที่สุดของตัวสกอร์เซซีก็ว่าได้ (จนพอเข้ายุค 2000 สกอร์เซซีกับการทำหนังในสตูดิโอก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว)

 

กับ ลีโอนาโด ดิ คาปริโอ ใน Shutter Island

– สิ่งที่ทำให้สกอร์เซซียังได้รับการยกย่องมาอย่างยาวนาน คือการพาตนเองไปสู่เรื่องราวที่หลากหลายตลอดเวลา เขาเคยทำหนังโรแมนติกย้อนยุคอย่าง The Age of Innocence (1993), หนังอีพิคฟอร์มยักษ์อย่าง The Aviator (2004), No Direction Home (2005) หนังสารคดี บ็อบ ดีแลน, Shine a Light (2008) หนังคอนเสิร์ตวง The Rolling Stones, แวะไปกำกับตอนแรกของซีรีส์ Boardwalk Empire (2010-2014), Shutter Island (2010) หนังฟิล์มนัวร์สุดหลอนที่กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดในอาชีพของเขา หรือแม้แต่หนังเด็กผจญภัยอย่าง Hugo (2011) ที่ตัวเขาได้เล่นสนุกกับงานซีจีสามมิติเป็นครั้งแรก มาจนถึงผลงานล่าสุดที่ออกจากฮอลลีวูดไปทำหนังดราม่าย้อนยุคในญี่ปุ่นอย่าง Silence (2016 – ซึ่งกำลังจะเข้าฉายในบ้านเรา 17 สิงหาคม นี้) ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า สกอร์เซซียังคงสนุกและมีไฟในการทำหนังอยู่เสมอ แม้วัยจะเข้าสู่ 74 ปีแล้วก็ตาม

Silence หนังที่ได้รับคำชมว่าเป็นงานชิ้นเอกล่าสุดจาก "มาร์ติน ส…

#Silence หนังที่ได้รับคำชมว่าเป็นงานชิ้นเอกล่าสุดจาก "มาร์ติน สกอร์เซซี" นำแสดงโดย แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ , เลียม นีสัน , เคน วาตานาเบะภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของนักเขียนชาวญี่ปุ่น ชูซากุ เอ็นโดะ (Shusaku Endo) ว่าด้วยเรื่องราวของพระคาทอลิกคณะเยซูอิตชาวโปรตุเกสสองคนที่เผชิญกับความโหดร้ายของคนท้องถิ่น ขณะเดินทางไปยังญี่ปุ่นเพื่อเผยแพร่ศาสนาเข้าฉาย 17 สิงหาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

โพสต์โดย Mono Film บน 21 มิถุนายน 2017

////////////////////////////////////////////////////
ชม 3 ผลงานของ มาร์ติน สกอร์เซซี
ตลอดสัปดาห์นี้ทาง MONO29

27 มิ.ย. – Hugo (15.40 น.)
27 มิ.ย. – Cape Fear (23.40 น.)
30 มิ.ย. – Shutter Island (23.40 น.)

สามารถรับชม หนังดี ซีรีส์ดัง ได้ทางช่อง MONO29
และดูออนไลน์ได้ที่ http://mono29.mthai.com/livetv
หรือรับชมบนโทรศัพท์มือถือผ่าน Application MONO29
ทาง IOS: http://bit.ly/1s7bDzF
และ Android: http://bit.ly/YFrFd3
ช่องทางการรับข่าวสารเพิ่มเติม
Instagram : MONO29TV
Twitter : MONO29TV