5 ฉากที่ดีที่สุดในหนังของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน! มาดูกันว่าคุณจะจำมันได้ไหม

Home / bioscope / 5 ฉากที่ดีที่สุดในหนังของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน! มาดูกันว่าคุณจะจำมันได้ไหม

 

เว็บไซต์ Indiewire จัดอันดับ 5 ฉากที่ดีที่สุดในหนังของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ผกก.ที่ได้ชื่อว่าละเมียดที่สุดคนหนึ่งในวงการภาพยนตร์ เนื่องในวันเกิดครบรอบ 47 ปีของเขาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา

หนังของแอนเดอร์สันนั้นส่วนมากพูดถึงทุนนิยมในอเมริกา, ศาสนาและหนังโป๊ ส่วนใหญ่แล้วงานของเขามักหนักหน่วงและฮุคเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมาเสมอ แน่นอนว่าบนถนนของคนทำหนังอันยาวนานของเขานั้น มีฉากที่น่าประทับใจจากหนังของเขาหลายต่อหลายเรื่อง

และนี่คือ 5 อันดับฉากที่ดีที่สุดในหนังของ พอล โทมัส แอนเดอร์สัน ที่เว็บไซต์ Indiewire เรียบเรียงไว้

5. “Baptism For Daniel” (There Will Be Blood, 2007)

หนังขึ้นหิ้งของแอนเดอร์สัน และเป็นหนังอีกเรื่องที่ แดเนียล เดย์-ลูอิส ประกาศศักดาถึงความเป็นยอดฝีมือด้วยการคว้ารางวัลนำชายจากสามสถาบันใหญ่ทั้งออสการ์, ลูกโลกทองคำ และบาฟตา หนังเล่าถึงเศรษฐีน้ำมันที่ขัดแย้งกับลูกชาย โดยเดย์-ลูอิสรับบทเป็น แดเนียล เพลนวิว นักขุดน้ำมัน ที่ต้องปะทะกับ อีไล ซันเดย์ (พอล ดาโน) นักบวชประจำหมู่บ้าน

ฉากสุดเดือดในหนังคือฉากที่เพลนวิวยอมให้อีไลทำพิธีจุ่มศีลล้างบาปเพื่อซื้อใจชาวบ้านที่ศรัทธาในศาสนา ทั้งยังต้องตะโกนออกมาด้วยว่า “ข้าคือคนบาป” ขณะที่อีไลฟาดเขาไม่ยั้งด้วยหลังมือ และใครจะปฏิเสธได้ว่าฉากนี้ไม่ใช่หนึ่งในฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์การทำหนังของแอนเดอร์สัน เมื่อมันคือฉากที่สองนักแสดงระเบิดพลังใส่กันจนคนดูที่นั่งอยู่เบื้องหน้าจอยังต้องขนลุกขนชันต่อความเคียดแค้น, ความเกลียดชังที่เสมือนปะทุออกมาจากทั้งสอง!

 

4. “I Am a Star” (Boogie Nights, 1997)

หนังตลกดราม่าที่พูดถึงหนังโป๊ช่วงทศวรรษที่ 70 พระเอกหนังโป๊ดาวรุ่งอย่าง เดิร์ค ดิกก์เลอร์ (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก-ที่สวมจู๋ปลอมอันเขื่องแทบตลอดการถ่ายทำ) ผู้มีจุดขายอยู่ที่เจ้าโลกขนาดมหึมา ต้องไต่เต้ามีชื่อเสียงในวงการอันแสนหฤโหดนี้ให้ได้ พร้อมกันนั้น-โดยไม่รู้ตัว-เขาก็เริ่มสะสมอีโก้มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความภาคภูมิใจในตัวเองและไอ้จ้อนของเขา จนนำมาสู่ฉากในตำนานอย่างการที่ดิกก์เลอร์นั่งอยู่หน้ากระจก รูดซิปกางเกงลงด้วยแววตาสงบนิ่ง และกระซิบว่า “ฉันนี่แหละ ดาวดวงใหม่” อย่างหนักแน่น

วิธีการถ่ายทำของแอนเดอร์สันในฉากนี้เองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อเขาเลือกถ่ายสะท้อนจากกระจกราวกับส่องให้เห็นตัวตนข้างในอีกด้านของตัวละคร และแช่กล้องนิ่งนานจนคัตจบในห้องโล่งกว้าง จนความสนใจทั้งหมดของคนดูอยู่ที่พลังและแรงขับเคลื่อนของตัวละครเพียงจุดเดียว

 

3. “How to Fake Like You Are Nice and Caring” (Magnolia, 1999)

หนังที่ส่ง ทอม ครูซ เข้าชิงออสการ์สาขาสมทบชายยอดเยี่ยมในบทของชายใกล้ตาย เรื่องราวของเขาเชื่อมโยงเข้ากับภรรยาสาวคนหนึ่ง, ภารโรงหนุ่ม, เด็กชายผู้หายสาบสูญ, นายตำรวจผู้อยู่ในห้วงรัก, เด็กอัจฉริยะ โดยที่ทั้งหมดไม่รู้จักกันและไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อกันแม้แต่นิดเดียว!

ฉากที่ครูซพูดยืดยาวอยู่คนเดียวนี้นับเป็นฉากที่ดีที่สุดฉากหนึ่งในหนัง ไม่เพียงแต่แอนเดอร์สันจะแคสต์เอานักแสดงหน้าหล่อที่ถูกวิจารณ์ว่าเล่นได้แต่หนังขายหน้าตา (ในเวลานั้น) อย่างครูซมารับบทแสนหนักหน่วงเช่นนี้ และครูซก็ตอบแทนแอนเดอร์สันอย่างสมน้ำสมเนื้อด้วยการไต่ระดับอารมณ์อันเปราะบางตั้งแต่ต้นจนจบซีเควนต์ ก่อนจะนำไปสู่การระเบิดอารมณ์ช่วงท้ายที่รุนแรงและสื่อถึงการแตกสลายของห้วงอารมณ์ตัวละครได้อย่างดี

(อย่างไรก็ดี ครูซออกเสียงคำว่า “heinous” ผิดและแก้ไขในประโยคถัดมา แต่แอนเดอร์สันไม่คัต ทั้งยังใส่เข้ามาในหนังด้วย)

 

2. “He Needs Me” (Punch-Drunk Love, 2002)

เป็นอีกครั้งที่แอนเดอร์สันเลือกใช้บริการนักแสดงที่คนดูแทบไม่เชื่อว่าจะมาแสดงบทหนักๆ ได้อย่าง อดัม แซนด์เลอร์ ในบท แบรี อีแกน นักธุรกิจหนุ่มขี้อายผู้แสนโดดเดี่ยวและมีชีวิตที่ชอกช้ำเสมอมา ฉากนี้คือฉากที่อีแกนซื้อตั๋วเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิตเพื่อไปตามหาสาวที่เขาหลงรัก (เอมิลี วัตสัน) ซึ่งทั้งเราและเขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่าหล่อนจะรู้สึกเช่นเดียวกับที่อีแกนรู้สึกหรือไม่

แอนเดอร์สันใช้เพลง He Needs Me จากหนังเรื่อง Popeye (1980, โรเบิร์ต อัลต์แมน) เพื่อขับเน้นอารมณ์อ่อนหวานและเพื่อทำให้คนทำหนังรุ่นเก่าที่คนไม่ค่อยรู้จักนักอย่างอัลต์แมนได้กลับมามีชื่ออีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แอนเดอร์สันจงใจปรับเปลี่ยนบริบทเพลงใหม่ แม้มันจะเป็นเพลงรักหวานจ๋อย แต่อารมณ์ของหนังกลับกราดเกรี้ยวมากยิ่งขึ้นทุกขณะ-ก่อนที่แอนเดอร์สันจะใช้มันอีกครั้งในฉากที่อีแกนพบความสุขเป็นครั้งแรกในชีวิต จนปฏิเสธไม่ได้ว่า นั่นเป็นหนึ่งในฉากที่โรแมนติกที่สุดในโลกภาพยนตร์

 

1. “I Drink Your Milkshake” (There Will Be Blood, 2007)

หลังจากมหาเศรษฐี แดเนียล เพลนวิว ต้องถูก อีไล ซันเดย์ นักบวชหนุ่มน้อยประจำหมู่บ้านกดมานานด้วยข้ออ้างเรื่องความศรัทธา จนเมื่อเพลนวิวได้มีโอกาสแก้แค้น นั่นเองจึงเป็นที่มาของโคตรฉากระเบิดอารมณ์และคุกคามสุดขีดในโลกการทำหนังของแอนเดอร์สัน

ไม่เพียงแต่การแสดงระดับที่ต้องหมอบกราบของแดเนียล เดย์-ลูอิสและพอล ดาโนเท่านั้นที่ทำให้ฉากนี้เป็นที่น่าจดจำ แต่วลีสั้นๆ อย่าง “I Drink Your Milkshake-ข้าดื่มนมมิลค์เชคของแกไปแล้ว” ที่เพลนวิวเค้นออกมาจากลำคอนั้นก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน และเป็นอีกฉากที่ตอกหมุดหมายป้ายชื่อแอนเดอร์สันในฐานะคนทำหนังที่มีทักษะการเล่าเรื่องอย่างหาตัวจับได้ยาก เพราะมันคือการผสมผสานห้วงอารมณ์เดือดดาลของตัวละครเข้ากับการเสียดสีทุนนิยมอเมริกา (อันเป็นหัวใจของหนัง) ได้อย่างน่าชื่นชม ด้วยการเปรียบเปรยมิลค์เชลกับบ่อน้ำมัน-ซึ่งเป็นสถานที่หาเงินหลักของเพลนวิว-ในฐานะทรัพยากรล้ำค่านั่นเอง


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine