(interview) คุยกันหลังได้ ‘ปาล์มทอง’ กับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษเมื่อ 7 ปีก่อนของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์

Home / bioscope / (interview) คุยกันหลังได้ ‘ปาล์มทอง’ กับบทสัมภาษณ์สุดพิเศษเมื่อ 7 ปีก่อนของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 104 (กรกฏาคม 2553 – หน้าปก ซาวิเยร์ โดลอง จากหนังเรื่อง Hearthbeat) เราได้เคยลงบทสัมภาษณ์สุดพิเศษ นั่นการพูดคุยกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หลังจากเดินทางกลับมาที่ไทยพร้อมกับรางวัลปาล์มทองคำ รางวัลสูงสุดของเทศกาลหนังเมืองคานส์ จากเรื่อง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ พูดคุยโดย ไกรวุฒิ จุลพงศธร, นคร โพธิ์ไพโรจน์, ชาญชนะ หอมทรัพย์ และ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ซึ่งนี่คือการพูดคุยครั้งหนึ่งที่เผยให้เห็นความสนใจ และสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชิ้นงานในขณะนั้นของตัวอภิชาติพงศ์ได้เป็นอย่างดี


หลังจาก อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หอบรางวัลกลับจากคานส์ ใครก็อยากคุยกับเขาทั้งนั้น นี่เองคือที่มาว่าทำไมบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จึงมีผู้ร่วมพูดคุยมากมายดังที่เห็น

อาจเพราะหนังของอภิชาติพงศ์ไปคว้ารางวัลจากประเทศสุดไฮโซอย่างฝรั่งเศส อีกทั้งยังถูกประทับตรามาตลอดว่าดูยากจนต้องปีนบันไดขึ้นไปชม จึงเกิดบทสรุปง่ายๆ ว่า ‘หนังอภิชาติพงศ์’ คงไม่ได้มีไว้รองรับความบันเทิงของคนดูหนังทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว หนังของอภิชาติพงศ์ทุกเรื่องล้วนวนเวียนอยู่กับความเชื่อ, ความรัก, ภูมิปัญญา, เรื่องพื้นบ้าน, ธรรมชาติ และทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวมนุษย์

เราสัมภาษณ์อภิชาติพงศ์มาหลายครั้ง และดูเหมือนทุกครั้งยิ่งทำให้เขาและหนังของเขามีภาพลักษณ์ ‘ไม่บันเทิง’ ชัดขึ้น เนื่องด้วยข้อมูลและความคิดชวนค้นหาที่อัดแน่นอยู่ในตัวตนของเขานั้นมักทำให้เราสนุกสนานยิ่งยวดที่จะขุดคุ้ย ดังนั้นเมื่อได้โอกาสนัดหมายพูดคุยกันในคราวนี้ เราจึงตัดสินใจเลือกเปลี่ยนทิศทางให้มันดำเนินไปอย่าง ‘เบา’ และ ‘สบาย’ ที่สุด ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถสะท้อนแง่งามของเรื่องราวที่อภิชาติพงศ์หยิบยกขึ้นมาโลดแล่นอยู่บนจอหนังเสมอ

เรื่องผีชวนขนลุก, เรื่องการ์ตูนกุ๊กกิ๊ก, เรื่องหนังสือ How to เรื่อยไปจนถึงอาการ ‘บ้าดารา’ ของอภิชาติพงศ์ได้บรรจุอยู่ในนี้แล้ว …‘ความบันเทิง’ ฉบับของเขาจะเป็นอย่างไร ขอเชิญติดตาม

นคร: คุณเชื่อเรื่องผีมั้ย

อภิชาติพงศ์: ก็เหมือนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนะ เราคิดว่ามันเป็นไปได้ แต่ว่ายังไม่เชื่อเต็มร้อย มาเริ่มเปลี่ยนก็ในช่วงหลังจากทำหนัง ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ นี่แหละ เพราะเราได้เห็นหลักฐานเยอะ อย่างตอนหาข้อมูล เราได้ไปคุยกับ 2 คน คนหนึ่งเป็นผู้หญิงจำอดีตชาติได้ อีกคนเป็นผู้ชาย เขาตายไปแล้ว เมียเล่าให้ฟัง ซึ่งก็เหมือนเรื่องเล่าทั่วๆ ไปแหละ เช่นว่า ตอนเด็กๆ เขาก็จำอดีตชาติได้ เดินไปหาคนนั้นคนนี้ ฯลฯ แต่พอเริ่มเห็น หลักฐานมากๆ เข้า เรายิ่งรู้สึกว่าเราไม่อยากเชื่อไปมากกว่านี้แล้ว เรา ต้องประสบเองหรือว่าต้องมีฌานรู้เอง ส่วนผีเราก็เคยเห็น เราเคยเห็น ผู้หญิงที่โรงแรมในปารีส ไม่ใช่โสเภณีนะ (หัวเราะ) แต่เขาปรากฏตัวขึ้นมา แล้วก็หายไป

 

ไกรวุฒิ: เจอในห้องที่พักเลยเหรอครับ

อภิชาติพงศ์: ใช่ ตอนนั้นเราก็เชื่อแล้วแหละ อีกครั้งก็ตอนนั่งทำงานอยู่ดีๆ แล้วมีลมพัด อันนี้ที่ขอนแก่น เรานั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์ ม่านปิด อยู่ดีๆ ก็มีลมวูบ มีกลิ่นธูปมา แต่พอเราหันไปมอง ม่านมันก็ยังนิ่งอยู่ ทั้งที่เรา รู้สึกถึงลมนะ หมาฟากขวาหอนๆ อยู่ก็หยุด และหมาทางซ้ายก็หอนต่อ ถามว่าเชื่อมั้ย เราก็มีประสบการณ์นะ แต่เรากับผียังไม่เคยคุยกันเลย เราเลยไม่เชื่อทั้งหมด

แต่ก็ดีกว่าเพื่อนหลายคนที่บางคนก็เห็นเลย บางคนบอกว่า ขี่มอเตอร์ไซค์แล้วเห็นคนลอยตามมา หรือบางคนก็มองเข้าไปในตู้ โทรศัพท์แล้วเห็นคนยัดกันอยู่เต็มไปหมด ถ้าเราเห็นอย่างนั้นและมีโอกาส ได้ยืนเพ่งพิจารณานานๆ หรือได้สัมผัสได้รู้ว่าเขาโปร่งใสยังไง อย่างนี้ ถึงจะน่าเชื่อหน่อย คือยิ่งรู้เยอะ ความกลัวผีเลยน้อยลง

 

ไกรวุฒิ: ผีที่ฝรั่งเศสนี่แปลกนะ เพราะปกติเรื่องผีที่เคยได้ยินจะ ไม่ค่อยเจอข้ามชาติกันขนาดนี้

อภิชาติพงศ์:  นี่ก็ฝรั่งนะ แต่ไม่รู้สิเพราะเราเห็นไม่ชัด มืดด้วย เราเคยคิดว่า “กูเชื่อเรื่องผีแล้ว” แต่ตอนนี้ “ไม่” มันก็แปลกจริงๆ นะ เพราะความรู้สึก เราคือเมืองไทยมีผีมากกว่าเมืองนอก ไปต่างประเทศจะไม่กลัวผีเลย ตอนที่เจอเจ๊ผีนี่เรายังถามเขาเลยนะว่า “Who are you? มาทำไม” (หัวเราะ) แล้วเธอก็หายไป เขาอาจจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้มั้ง ขณะที่ เมืองไทยเราภูตผีมันเยอะเหลือเกิน คนอินเดียเขาก็บอกว่าเมืองไทยเนี่ย ผีเยอะ อย่างพระพิฆเณศ และอีกหลายๆ เทพมาอยู่เมืองไทยเยอะ ที่โน่น เขาไม่นับถือกันแล้ว

 

ไกรวุฒิ: แล้วในกองถ่ายล่ะ

อภิชาติพงศ์:  ประจำ แต่เราเองไม่เห็น พี่สอง ตากล้อง (สยมภู มุกดีพร้อม) น่ะเห็น และเขาก็ดันมีแฟนที่เห็นผีอยู่ตลอดเวลาซึ่งเธอจะไซโคมาก อย่างมีวันหนึ่งได้ยินเสียงพี่สองตะโกน “ออกไปนะ มึงอย่ามายุ่งกับกู” ตอนตีสองตีสาม หนู ผู้ช่วยเรา (สุชาดา สิริธนาวุฒิ) ก็บอกว่า “ทะเลาะ กันแน่ๆ เลย” (หัวเราะ) พอตอนเช้าพี่สองถึงมาเล่าว่าแฟนเขาเห็นผีเป็น เสื้อผ้าลอยเต็มไปหมดเหมือนกับว่าผีจะมาขอเสื้อผ้า แล้วก็มีคนมารำเต็ม ไปหมด พี่สองเขาก็รู้สึกแต่เขาไม่เห็น คือเขานอนอยู่แล้วก็รู้สึกขนลุก แฟนเขาถามว่า “พี่เห็นมั้ย” พี่สองบอกไม่เห็นแต่รู้สึกที่คอ แฟนเขาบอก “เออ ก็อยู่แถวคอพี่นั่นแหละ” พี่สองเลยตะโกนว่า “มึงอย่ามายุ่งกับกู” (หัวเราะ) อีกครั้งคือตอนบวงสรวงที่บ้านที่ใช้ถ่ายเป็นบ้านลุงบุญมี แฟน พี่สองก็เห็นผู้ชายนั่งยองๆ ทำท่าอย่างนี้ (นั่งยองเหยียดแขนตรง) ซึ่งแฟน พี่สองเขานึกว่าเป็นชาวบ้านไง แล้วหลังจากนั้นเขาไปดูในห้องก็เจอรูป เจ้าของบ้านที่ตายไปเมื่อสามเดือนที่แล้ว แฟนพี่สองก็บอก “ที่เห็นเมื่อกี้ หน้าตาอย่างนี้แหละ” แล้วเขาก็บอกว่าหนังเรื่องนี้ถือว่าเฮงนะพี่ ซึ่งเรา ไม่เชื่อเลยเพราะว่ายิ่งทำยิ่งมีอุปสรรค มันจะถือว่าเฮงได้ยังไง ก็เลยบอก เขาว่าถ้าหนังเฮงจริงจะให้ของขวัญเธออย่างแรง พอหนังได้รางวัลเธอ ก็เลยอีเมล์มาทวงของขวัญเป็นอย่างแรก (หัวเราะ)

คร: ฉากวิญญาณใน ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ มันดูจริงมากเลย คุณจินตนาการวิญญาณเป็นอย่างไร

อภิชาติพงศ์:  ใช่ๆ ทุกคนนั่นแหละก็โตขึ้นมาโดยถูกไซโคมาอย่างนี้ อย่าง เรื่องบาปบุญหรือเรื่องอะไรก็ตามจนเหมือนเป็นสายเลือดแล้ว จนบางที เราคิดว่าเราโชคดีรึเปล่าวะที่มาอยู่เมืองนี้ประเทศนี้ซึ่งมีตรรกะแปลกๆ เยอะ อย่างเวลาพูดเรื่องบาป มันก็จะสะสมอยู่ภายในจิตใจเราซึ่งแก้ไม่ได้ ไปแล้ว สมมติเราด่าคุณ คุณอาจไม่รู้สึกอะไร แต่ว่าข้างในเรารู้สึกร้อน แล้ว รู้สึกบาปแล้ว เพราะมันเกิดจากเจตนาที่ไม่ดี หรือสมมติเรายกตีน ขึ้นมาบนโต๊ะเราก็รู้สึกบาปแล้ว ซึ่งในเมืองไทยการยกตีนขึ้นมาบนโต๊ะ อาจเป็นเพียงหนึ่งในสิ่งที่บาป แต่เรายังมีอีกเป็นร้อยอย่างที่ทำให้เราบาป เลยเกิดความคิดว่าที่นี่เป็นเมืองคนบาปรึเปล่าวะ อย่างการจับหัวผู้ใหญ่ ก็รู้สึกผิดเพราะถูกสอนมาว่าทำไม่ได้ (เทคนิคนี้ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เคยใช้ใน ‘เปนชู้กับผี’)

 

ชาญชนะ: ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ซึ่งอภิชาติพงศ์เรียนจบมา จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์) ก็มีตำนานผีเยอะ อย่างเรื่อง สะพานขาวก็มีหลายเวอร์ชัน เมืองที่อยู่มันเหมือนรายล้อมด้วย ตำนานเหล่านี้เยอะมาก

อภิชาติพงศ์: ใช่ๆ ทุกคนนั่นแหละก็โตขึ้นมาโดยถูกไซโคมาอย่างนี้ อย่าง เรื่องบาปบุญหรือเรื่องอะไรก็ตามจนเหมือนเป็นสายเลือดแล้ว จนบางที เราคิดว่าเราโชคดีรึเปล่าวะที่มาอยู่เมืองนี้ประเทศนี้ซึ่งมีตรรกะแปลกๆ เยอะ อย่างเวลาพูดเรื่องบาป มันก็จะสะสมอยู่ภายในจิตใจเราซึ่งแก้ไม่ได้ ไปแล้ว สมมติเราด่าคุณ คุณอาจไม่รู้สึกอะไร แต่ว่าข้างในเรารู้สึกร้อนแล้ว รู้สึกบาปแล้ว เพราะมันเกิดจากเจตนาที่ไม่ดี หรือสมมติเรายกตีน ขึ้นมาบนโต๊ะเราก็รู้สึกบาปแล้ว ซึ่งในเมืองไทยการยกตีนขึ้นมาบนโต๊ะ อาจเป็นเพียงหนึ่งในสิ่งที่บาป แต่เรายังมีอีกเป็นร้อยอย่างที่ทำให้เราบาป เลยเกิดความคิดว่าที่นี่เป็นเมืองคนบาปรึเปล่าวะ อย่างการจับหัวผู้ใหญ่ ก็รู้สึกผิดเพราะถูกสอนมาว่าทำไม่ได้

นคร: คิดจะศึกษาเรื่องผีเรื่องวิญญาณต่อมั้ย

อภิชาติพงศ์:  คงไม่มั้ง แต่ก็สนใจนะ อย่างตำนานสะพานขาวที่มข. เราก็ไป กับเพื่อนประจำเพื่อพิสูจน์ว่าจะเจอมั้ย มันเป็นเรื่องท้าทายบวกกับความ อยากรู้อยากเห็น และยังเคยกลับไปโรงเรียนเก่าที่คิดว่ามีผีเยอะแล้วเพื่อน ก็เห็นกัน กรี๊ด บอกว่าเห็นคนยืนอยู่ตรงหน้าต่าง แต่เราไม่เห็น

 

ชาญชนะ: เป็นเพราะเรากลัวสถานที่ไปเองรึเปล่า เพราะได้ยิน เรื่องเล่าต่อๆ กันมา

อภิชาติพงศ์:  ก็คงเป็นอย่างนั้นแหละ เราถูกปลูกฝังมาแบบนี้ อย่างตรงที่ที่ แฟนพี่สองเห็นผีเสื้อลอยนั้นมีคนบอกว่าเป็นเพราะเราเข้าไปในป่าช้า แห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครไปแล้ว วันหนึ่งเราไปถ่ายหนังแถวนั้น ซึ่งอยู่ในเขตขอนแก่น เขาก็ขับรถเล่นเพราะเป็นวันที่ไม่มีถ่าย เขาเข้าไปใน นั้นกันเพราะเห็นว่าป่ามันดูสวย ชาวบ้านเขาก็ว่า “จะเข้าไปทำไม ไม่มี ใครเข้าไปกัน มันเป็นที่อาถรรพ์รู้มั้ย อันตรายต้องไปสะเดาะเคราะห์ซะ” เขาก็ไม่เชื่อ คืนนั้นเลยเจอผีเลย ก็เลยรู้สึกว่าความจริงเราก็มีโอกาส พิสูจน์นะ ก็แค่ลองขับรถไปตรงนั้นอีก แต่เราก็ไม่กล้าไป

นคร: แล้วถ้าเป็นเรื่องความตายล่ะ เพราะได้ยินมาว่ากองหนัง เรื่องนี้ก็เกี่ยวพันกับความตายเยอะ อย่างเจ้าของบ้านที่ใช้ถ่ายทำก็เพิ่งเสีย

อภิชาติพงศ์:  โห (ทำหน้าเศร้า) ตายกันเยอะมาก งงไปเลย เริ่มแรกคือ คนขับรถกองถ่ายตาย เอ๊ะ…นี่หนังสือกอสซิปรึเปล่าเนี่ย (หัวเราะครืน) ตอนนั้นเราไม่อยู่ เขาไปขับรถหาโลเคชันกับทีมงาน แล้วได้ข่าวว่าเมียเขา ล้มลงเพราะเป็นอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสมอง ต้องนอนห้องไอซียู คนขับรถ ก็รีบบึ่งรถกลับแล้วร้องไห้ไปตลอดทางโดยนั่งสวดมนต์กับทีมงานไปด้วย และพูดขึ้นมาว่า “เอาชีวิตผมไปแทนนะ” พอไปถึงโรงพยาบาลก็ ปรากฏว่าเมียอาการดีขึ้น หลังจากนั้นไม่กี่วันคนขับรถเขาก็ไปวิ่งมาหรืออะไรสักอย่างก็ล้มลงและเสียไปเลย มันจึงเป็นบทเรียนของเราว่าอย่าไป สัญญากับใคร โดยเฉพาะสิ่งที่มองไม่เห็น

อีกเหตุการณ์คือคนที่เราไปพบตามโลเคชัน เป็นคนคู่หนึ่งที่ช่วยเหลือเรามากๆ ช่วยซ่อมรถ ช่วยพาไปโน่นไปนี่ อยู่ดีๆ เขาก็ขับรถ ตกเขาไปเฉยๆ นอกจากนั้นก็ยังมีพ่อของซาวด์ดีไซเนอร์เสีย พ่อของบูมแมนและคนบันทึกเสียงก็เสีย และยังมีคนที่มาช่วยข้อมูลเรื่องไตซึ่ง เขาป่วยอยู่แล้ว แต่หลังจากเขาให้ข้อมูลกับเรา เขาก็เสียไป เรื่องนี้เป็นหนังอาถรรพ์ รู้สึกจะมีเยอะกว่านี้แต่จำไม่ได้

 

“สมัยเราทำหนังใหม่ๆ เราจะแนะนำคนอื่นว่า ถ้าอยากทำหนังต้องไม่มีความรัก คือถ้าอยากเป็นนักทำหนังที่ดี ห้ามตกหลุมรักใคร เพราะมันจะเสียสมาธิ ซึ่งเรายังเชื่ออย่างนั้นอยู่ คือพอมีความรักแล้วเราทำงานไม่ได้ แต่ด้วยความที่เราไม่โรแมนติกไงเลยผ่านพ้นมาได้”

 

ไกรวุฒิ: พูดเรื่องความตายแล้วนึกขึ้นได้ว่าหนังของคุณมาในช่วงเดียวกับ ‘เจ้านกกระจอก’ (กำกับโดย อโนชา สุวิชากรพงศ์) ที่พูดเรื่องการเดินทางเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง

อภิชาติพงศ์:  ไม่นะ เราไม่ได้คิดในด้านนั้น แค่คิดถึงเรื่องความสูญเสียเฉยๆ จริงๆ มันโยงมาจาก ‘แสงศตวรรษ’ นั่นแหละ เรื่องความล้าหลังของ ภาครัฐที่พยายามจะควบคุมหลายๆ อย่าง อย่างที่เราทำหนังให้โครงการ Stories on Human Right (โครงการของสหประชาชาติที่ให้คนทำหนัง หลายชีวิตมาทำหนังเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน) จริงๆ หนังก็ไม่มีอะไร แต่เรารีเสิร์ชแล้วพบว่ามันมีกรณีสิทธิของคนที่หายไปเยอะมาก เสียงของคนที่หายไป หรือว่าสัตว์หลายๆ ประเภทที่ถูกทำร้ายไปอยู่ชายขอบหรือการเป็นรักร่วมเพศ หรือการมีความรู้สึกที่ไม่ธรรมดา จะถูกดันไปอยู่ชายขอบหมดจนมันจะหายไป เรารู้สึกอย่างนี้และเอามาประยุกต์ใช้กับเรื่องความตายของคุณลุง และความตายของภาพยนตร์ ความตายของสื่อ

 

นคร: เรื่องดูดวงล่ะครับ เชื่อไหม

อภิชาติพงศ์:  ดูนะ เรามีหมอดูประจำอยู่คนหนึ่งที่เชียงใหม่ แต่ตอนนี้ไม่ได้ดูแล้วเพราะแกสนิทกับเราเกินไปแล้ว แกจะเป็นคนที่รู้ความลับของศิลปินทุกคนเพราะว่าศิลปินที่เชียงใหม่ไปดูกับแกบ่อยมาก แกจะรู้หมดเลยว่าใครนอนกับใคร (หัวเราะ) แต่ส่วนใหญ่เราจะพึ่งหมอดูในช่วงอกหักหรืออะไรทำนองนี้มากกว่า เพราะบ้านเราไม่มีนักจิตบำบัดที่ดี หมอดูก็เลยเป็นคนที่มาช่วยเรา แต่จริงๆ แล้วก็ยังไม่เคยเจอหมอดูที่ปิ๊งจริงๆ ความจริงเราก็ใช้หมอดูช่วยเวลาจะทำหนังนะ เคยถามว่าเราควรทำอะไรดี เขาก็บอกว่าต้องมีพระจันทร์ มีน้ำเขาจะบอกองค์ประกอบมา เราก็จดๆ มา เราชอบ ไม่ใช่ว่าเชื่อนะ แต่ชอบที่เขาบอกว่ามีอันนี้ๆ เราก็อยากเอาฉากที่หมอดูบอกน่ะใส่เข้าไป

นวพล: ตอนแรกผมนึกว่าคุณจะไปทางวิทยาศาสตร์เยอะหน่อย แต่จริงๆ แล้วก็มีไสยศาสตร์ปนอยู่มากด้วย

อภิชาติพงศ์:  อ๋อ แน่นอน เราชอบ Science Fiction มันก็เป็นจินตนาการ เรารู้สึกว่าเรื่องการทำสมาธิ การดูดวงก็มีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่นะ มีความเป็นเรื่องที่อาจอธิบายไม่ได้ในปัจจุบัน เหมือนสมัยโบราณมีการแพทย์น่ะ เวลารักษาอะไรก็กินยาต้ม มีแม่หมอด้วยใช่มั้ย แล้วมันเวิร์คนะ เป็น magic มากเลย แต่ความจริงมันคงมีสารอะไรอยู่ในนั้น ผมก็มองแบบนั้นเหมือนกัน อย่างเรื่องวิญญาณที่ความจริงมันเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ เครื่องมือที่จะพิสูจน์ได้บางทีอาจไม่ใช่เครื่องจักร แต่เป็นร่างกายเราที่ต้องพิสูจน์เอง จากการนั่งสมาธิหรืออะไรพวกนี้ อย่างที่เราไปดูหมอก็มีความรู้สึกว่าพลังของสมองเขาน่าจะมีอะไรสักอย่างที่เชื่อมกับเราได้ แต่ว่าหมอดูศิลปินคนนี้ไม่ได้ดูพลังจิตด้วยการมอง เขาดูด้วยคอมพิวเตอร์ มันจะเป็นสถิติอะไรของเขาซึ่งก็น่าทึ่งอยู่เหมือนกัน ซึ่งถ้าเราดูจริงๆ ก็มีทุกแห่ง อย่างที่ทำเนียบขาวเขาก็ใช้หมอดู คือมันจะแทรกอยู่ในแทบทุกเรื่อง เหมือนตอนประท้วงกันแล้วมีการเอาเลือดเอาหมอมาสาปแช่งอะไรกัน มันเป็นสิ่งที่กลืนเข้าไปในสังคมได้อย่างเนียนมาก

 

ชาญชนะ: คุณเชื่อเรื่องการระลึกชาติไหม เช่นเวลาเจอใครคนหนึ่ง แล้วรู้สึกเหมือนผูกพันกับเขามากทั้งที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน

อภิชาติพงศ์:  เป็นบ่อย เราถึงเซฟตัวเองด้วยการบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ตลอด เพราะมันไม่สามารถบอกได้ แต่ก่อนเราเชื่อเต็มที่เลยนะ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยแล้ว ยิ่งมีหนังสือแม่ชงแม่ชีหรือผู้หญิงคนนั้นที่มาสแกนกรรมอะไรพวกนั้น เรายิ่งรู้สึกว่าเฮ้ย ทำไมต้องไปเชื่อ จริงๆ แล้วเราก็ซื้อมาอ่านด้วย เพราะต้องทำหนังเรื่องนี้ แต่พอยิ่งอ่านไปก็ไม่เคารพ

 

นคร: รู้สึกว่าอ่านหนังสือพวกนี้ทำให้ความเชื่อเสื่อมลง?

อภิชาติพงศ์:  มันดูตอแหลน่ะ บอกไม่ถูก ดูเป็นโฆษณาชวนเชื่อ มีบางเล่มห่อปกอย่างดีแล้วเปิดอ่านไม่ได้เราเลยลองซื้อมา บนปกเขียนว่า “เป็นหนังสือที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ” อะไรทำนองนี้ แต่เปิดมาไม่มีอะไรเลย มีตัวหนังสือตัวใหญ่มากๆ และก็เขียนแต่อะไรที่คนเขารู้ๆ กันอยู่แล้ว คนเขียนก็ตั้งตัวเป็นกูรูเลย มีอีเมล์ให้ด้วย เราเลยเขียนอีเมล์ไปด่าสุดฤทธิ์ (หัวเราะทั้งวง) นี่เป็นครั้งแรกนะครับที่ผมเขียนจดหมายไปต่อว่าคนเขียน หนังสืออย่างนั้นอย่างนี้ แล้วอีเมล์ก็เด้งกลับมา เราว่าเขาคงโดนด่าไปเยอะแล้ว เลยปิดเมล์นี้ไปเลย

 

ไกรวุฒิ: เมื่อกี้พูดถึงนั่งสมาธิ คุณนั่งสมาธิด้วยเหรอ

อภิชาติพงศ์:  นั่งแต่ไม่บ่อย นั่งในทางที่ว่ามันจะช่วยเราได้อย่างไร โดยเฉพาะตอนเขียนบทมันช่วยได้เยอะ บางทีเราตัน แถวบ้านที่เชียงใหม่ มีวัดเราก็ไปนั่งสมาธิ ไปไม่นานนั่งห้าวันสิบวันแล้วประหลาดมาก อยู่ดีๆ กลับมาปุ๊บเขียนบทเสร็จภายในเวลาไม่กี่วัน ไม่ใช่ว่าตั้งแต่เริ่มเขียนนะ จริงๆ แล้วเรามีไอเดียร่างๆ อยู่เต็มไปหมดแล้ว แต่มันไม่สามารถปะติดปะต่อกันได้ ซึ่งประหลาดมาก แต่เราไม่เชื่อในพิธีกรรม เขาจะมีทำวัตร เย็นซึ่งสวดอะไรก็ไม่รู้ เป็นไทยบ้างไม่ไทยบ้าง เราไม่เชื่อในพวกนี้ ไม่เห็นความสำคัญ แน่นอนกุศโลบายของมันคือทำให้เรานิ่งขึ้น แต่พอเป็นการสวดให้คนโน้นคนนี้ เราก็รู้สึกหมดศรัทธา เลยไปจอยเฉพาะช่วงที่เขาเดินจงกรมแล้ว ค่อยไปเริ่มนิ่งช่วงนั้นก็ได้

 

ไกรวุฒิ: พอนั่งแล้วเหมือนหน้าต่างมันเปิด

อภิชาติพงศ์:  หรืออาจจะเรียกว่าปิดมากกว่าไหม เพราะนั่งแล้วเราไม่ได้คิดอะไรไง เหมือนอาบน้ำน่ะ มันสะอาด ส่วนใหญ่เราจะทำสมาธิตอนที่มีปัญหา กับตอนมีความสุข พอนั่งแล้วสงบ แต่เราไม่ได้นั่งนานนะ หนึ่งชั่วโมงนี่ก็สุดๆ แล้ว แล้วก็มีไปนั่งที่วัด แต่ไม่ได้ไปนุ่งขาวห่มขาว มีช่วงหนึ่งอยากบวชมาก แต่ก็มีอุปสรรคฉิบหายวายวอดจนไม่ได้บวช มาตอนนี้ก็ไม่อยากบวชแล้ว เป็นคนเปลี่ยนใจตลอดเวลา แต่ยังอยากจะไปนั่งวิปัสสนาเฉยๆ เพราะค้นพบตัวเองว่าไม่ชอบพิธีกรรม แล้วก็ไม่ชอบครู ยิ่งคนที่มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะๆ ยิ่งพยายามจะแบบว่า “กูไม่อยู่กับมึง” เราไม่ต้องการให้เกิดความศรัทธาขนาดนั้น เพราะเรารู้สึกว่าพระก็คน คนหนึ่งเหมือนกัน ยิ่งสังคมไทยมีความเป็นชั้นเยอะมากอยู่แล้ว แล้วยังเอาคนคนหนึ่งไปขึ้นหิ้ง เราไม่ชอบ โอเคถึงเขาจะช่วยเราได้จริงแต่เรา ต้องการแค่คนเป็นไกด์เฉยๆ แล้วเราค้นหาต่อเองดีกว่า

 

นคร: หนังของคุณส่วนใหญ่ทำไมต้องเข้าป่าหรือพูดเรื่องผลหมาก รากไม้ ที่ออฟฟิศคุณนี่ก็ต้นไม้เยอะ

อภิชาติพงศ์:  เวลาเราเข้าป่าแต่ละที เราจะรู้สึกถึงความประหลาด เสียงครอกแครกอะไรพวกนี้ และความกลัวด้วย แต่จริงๆ แล้วเราอยากจะ บอกให้รู้ว่ามันคือบ้านของเรา เพราะแต่ก่อนคนเราอยู่ในถ้ำในป่าใช่มั้ย แต่ตอนนี้เราห่างมาไกลเหลือเกิน จนมันกลายเป็นที่ที่ไม่ใช่บ้านแล้ว คราวนี้ใน ‘ลุงบุญมีฯ’ ก็เหมือนเอาตัวละครกลับบ้านกลับถ้ำ หรือว่า ‘สัตว์ประหลาด!’ เองก็เหมือนกลับไปในโลกดั้งเดิม ในรากของมนุษย์ กับอีกเหตุผลหนึ่งคือเป็นข้ออ้างที่เราจะออกไปข้างนอก เราชอบป่า ไม่ชอบเมือง เราถึงต้องย้ายไปอยู่เชียงใหม่ที่มีต้นไม้เยอะๆ ในบริเวณบ้าน ให้รู้สึกว่ามันมีชีวิตในบริเวณบ้าน

เพลง ‘วนาสวาท’ ใน ‘สัตว์ประหลาด!’

ชาญชนะ: คุณเป็นคนโรแมนติกมั้ย

อภิชาติพงศ์:  เอ่อ ไม่เลย

 

ชาญชนะ: เห็นในหนังก็เลือกเพลงหวานมาเลย อย่างเพลง ‘วนาสวาท’ ใน ‘สัตว์ประหลาด!’

อภิชาติพงศ์:  มันเป็นโรแมนติกในงานไง แต่จริงๆ แล้วมันมีโจ๊กอะไรสักอย่าง ที่ให้เลือกสัตว์ที่ชอบ เคยได้ยินมุขนี้มั้ย เหมือนมาจากหนังสือคอสโมฯ หรือไงเนี่ยแหละ คือเขาให้เราเลือกสัตว์ที่ชอบ เรียงอันดับ 1 2 3 ที่หนึ่ง ชอบอะไร ที่สองอะไร ที่สามเลือกอะไร จากนั้นก็เฉลยว่าตัวเลือกที่ 1 นี่เป็นสิ่งที่เรามองตัวเอง แล้วอันที่ 2 กับที่ 3 เป็นสิ่งที่เรามองคนรัก ซึ่งไอ้ข้อที่มองคนรักนี่เราเลือกเป็นวัวเป็นควาย (หัวเราะ) ซึ่งมันก็จริงพอสมควร ก็คือเอาคนรักไว้ใช้งาน (หัวเราะ) ซึ่งจริงๆ แล้วอย่างแฟนเรานี่ เราก็ให้เขาช่วยทำอันนี้ให้หน่อย ทำอันนั้นให้หน่อย (หัวเราะ) ความจริง เขานั่นแหละที่เป็นคนถามเราเอง เขาเห็นแบบสอบถามอันนั้นแล้วยังบอก เราว่า “ถูกต้องเลย พี่เจ้ย” (หัวเราะ)

สมัยเราทำหนังใหม่ๆ เราจะแนะนำคนอื่นว่า ถ้าอยากทำหนัง ต้องไม่มีความรัก คือถ้าอยากเป็นนักทำหนังที่ดี ห้ามตกหลุมรักใคร เพราะมันจะเสียสมาธิ ซึ่งเรายังเชื่ออย่างนั้นอยู่ คือพอมีความรักแล้ว ทำงานไม่ได้ แต่ด้วยความที่เราไม่โรแมนติกไงเลยผ่านพ้นมาได้ เราก็บ้างานบ้าหนังไป ครึ่งหนึ่งต้องเป็นหนัง อีกครึ่งค่อยเป็นความรัก มันใช้พลังงานเยอะมากเรื่องความรักเนี่ย พลังเงินด้วย เซ็งมาก

 

นวพล: หนังสือบันเทิงที่สุดที่คุณอ่านคือ…

อภิชาติพงศ์:  การ์ตูนล่ะมั้ง ชอบอ่านการ์ตูน เพราะโตขึ้นมากับการ์ตูนญี่ปุ่น ทั้งนั้นเลย ชอบที่สุดคือ ‘ลามู ทรามวัยจากต่างดาว’ ชอบมาก มันทำให้ เราต่อต้านมากเลยพวกที่มาโจมตีการ์ตูนเรื่องนี้ว่ามันขายเซ็กซ์ โชว์นม แต่ว่ากูเป็นเกย์นะโว้ย กูก็สนุกกับมันเหมือนกันนะ คือทุกคนก็ควรมีสิทธิ เหมือนกัน ถ้าห้ามอันนี้มันก็ไปตัดสิทธิอีกคนนึง

 

ชาญชนะ: แล้วนิยายล่ะครับ

อภิชาติพงศ์:  โอ๊ย เยอะมาก ชอบนักเขียนญี่ปุ่น อย่าง จุนนิชิโร ทานิซากิ, โยชิโมโต บานานา, ฮารูกิ มูราคามิ รวมถึง กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ แล้วตอนนี้ชอบ จอร์จ ออร์เวลล์ แต่มีบางชิ้นที่เป็นเรื่องสั้น เขาเขียนเป็น กึ่งสารคดี บางทีเราอ่านแล้วไม่รู้เลยว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นอะไร มัน คล้ายๆ กับหนังมากเลย อันนี้เราชอบมาก

โดยเฉพาะไซ-ไฟอย่าง ไอแซ็ค อาซิมอฟ แล้วก็ เรย์ แบรดบูรี เราถือว่าไม่ใช่ไซ-ไฟด้วยซ้ำนะ มันเป็นแฟนตาซีอย่างหนึ่ง แต่ว่ามีความโรแมนติกและก็ความเศร้ามากในงานของเขา โดยเฉพาะเรื่องที่ดังมาก อย่าง The Martian Chronicles ที่เกี่ยวกับชีวิตบนดาวอังคาร อ่านแล้วน้ำตาไหลเลย และก็ทำให้อยากทำงานกับเขา เราเลยไปหาเขา ซึ่งพี่แก แก่มากเลย เราไปหาที่บ้านในแอลเอเพราะตอนนั้นจะทำ Utopia (โปรเจ็คต์ที่อภิชาติพงศ์เคยพัฒนาอยู่ช่วงหนึ่งก่อนพักไป) โปรดิวเซอร์ก็ ช่วยพาไป สุดท้ายได้ลายเซ็นมาหลังคอมพิวเตอร์แค่นั้น (หัวเราะ) เพราะแกเพิ่งได้รางวัลพูลิตเซอร์ แกดีใจมาก แบบ “เฮ้ย ฉันไม่ว่างสำหรับคุณ แล้ว” แต่ว่าได้เจอแล้วดีมาก เราก็เล่าว่ามีเด็กจากเมืองไทยชอบเขามาก พอเล่าให้ฟัง เขาก็ร้องไห้ คือแกก็มีชื่อด้านร้องไห้อยู่แล้วเวลาแฟนหนังสือ ไปหา (หัวเราะ) เราก็ชมเขาใหญ่เลย เพราะเราชอบเขาจริงๆ

เพลง ‘หวานฉ่ำ [So Nice]’ ใน ‘สุดเสน่หา’

นคร: แล้วเพลงล่ะครับ

อภิชาติพงศ์:  เพลงนี่แปลกมาก ไม่ฟังเลยช่วงหลังๆ ตอนนี้เราฟังพอดแคสต์ ฟังรายการธรรมะของฝรั่ง ซึ่งพูดตรงกว่าไทยเยอะ ของไทยชอบมีศัพท์ที่ เราไม่เข้าใจ นอกจากนั้นก็มี ‘ตอบปัญหาแดนสวาท’ เป็นรายการตอบ ปัญหาทางเพศแบบไม่เซ็นเซอร์ สนุกมากเลย มีวิทยุชุมชน และอีกอัน หนึ่งเป็นข่าวเหตุการณ์บ้านเมือง ทุกวันนี้เราฟังพวกนี้ ส่วนเพลงถ้าไปดู ในไอพอดก็มีเยอะเหมือนกัน แต่เป็นรุ่นเก่า อย่าง Massive Attack พวก รุ่นที่ต้องเข้ากรุได้แล้ว

 

นวพล: แต่คุณก็ยังใช้เพลงอย่างของเบเกอรี่หรือสมอลล์รูมมาอยู่ ในงานเหมือนกัน

อภิชาติพงศ์:  เออ ก็ชอบนะ แต่ก็แค่นั้นแหละ ชอบสมอลล์รูมยุคแรกก่อนจะ คลี่คลาย ตอนนี้มันคลี่คลายไปยังไงไม่รู้ (ใช่ครับ เค้าทำป๊อปขึ้น – นวพล) ใช่มั้ย รู้สึกเหมือนกันมั้ย เขาจะโกรธเรามั้ยถ้าเราบอกว่าเขาล้มเหลว ไปหน่อย เราชอบช่วงแรกๆ ของเขา เป็นเรื่องของผู้บริหารมั้งที่เขามีไฟ เยอะ ซึ่งเพลงที่เอามาใช้ใน ‘ลุงบุญมีฯ’ ก็ยังเป็นยุคเฟื่องอยู่นะ (Acrophobia ของ เพนกวินวิลลา) (ก็จะเป็นช่วงปลายๆ สมอลล์รูมแล้ว หลังจากนั้นเขาก็เต็มที่ – นวพล) ก็คงเพราะเขามีครอบครัวแล้วมั้ง (หัวเราะ) บอกแล้วไงห้ามมีความรัก

 

นวพล: อยากรู้ว่าทำไมใน ‘สุดเสน่หา’ ถึงใช้เพลงค้านกับภาพ เต็มพิกัดมากเลย (เพลง ‘หวานฉ่ำ [So Nice]’ ของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช)

อภิชาติพงศ์:  เพราะเราชอบ จริงๆ ก็ไม่ได้ฟังเองหรอก ตอนนั้นเราหยุดฟัง เพลงมานานมากแล้ว แต่ทีมงานเปิดเพลงนาเดีย เปิดเพลงสมอลล์รูม แล้วเราก็ไปขอเขา ทั้งที่เราก็ไม่ได้ชอบจริงๆ (หัวเราะ) แต่ทีมงานเปิดเลย ติดหู คือมันเป็น reference ในการทำหนังน่ะ เรานั่งรถตามถนนเส้นนี้แล้ว มีเพลงนี้ขึ้นมาตลอด วนไปเรื่อยๆ เพราะมีอยู่ม้วนเดียว แต่ตอนหลังก็เหมือนเพลงประจำหู …นี่เราเพิ่งไปอังกฤษมา ไปเจอนาเดียแล้วตกใจ มาก (หัวเราะ) ไปแสดงงานหลังจากคานส์ มีศิลปินไทยมาคนนึงแล้วก็มี ผู้หญิงมาอีกคนนึง “ผมชื่อนี่ๆ ครับ แล้วนี่เดียครับ” เขาก็แนะนำตัวเอง ว่านาเดียค่ะ เราก็ครับ หวัดดีครับ โดยไม่ได้นึกว่าเขาคือนาเดียที่เราเอา เพลงเขามาใช้ แล้วเราก็คุยกันตามประสาไปโดยเราก็รีบขอถ่ายรูปเลย ได้เจอดารา (หัวเราะ) แต่เราจำเขาไม่ได้เพราะเขาไม่ได้แต่งหน้ามาก เหมือนที่เราเคยเจอ รู้สึกตอนนี้เขาทำงานกราฟฟิกอยู่ที่สิงคโปร์มั้ง เราเลยเขียนอีเมล์ไปบอกเขาอีกว่าต้องกลับมาทำอัลบั้มนะครับ (หัวเราะ) ขอพี่เลยหนึ่งอัลบั้ม (หัวเราะ) เสียดายน่ะ เขาร้องเพลงน่ารัก

 

ไกรวุฒิ: คุณเป็นคนทำหนังที่ยังมีความบ้าดาราอยู่ด้วย

อภิชาติพงศ์:  ชัวร์ ที่คานส์ก็เจอดารา แต่ว่าผิดหวังมากคือ เอ่อขอเรียกชื่อย่อว่า JB แล้วกัน (หัวเราะ) เราขอเข้าไปถ่ายรูปด้วยเพราะชื่นชมเธอ แต่เธอตอบว่า “สวัสดีค่ะ คุณมาจากกัมพูชาใช่ไหม” (หัวเราะ) แล้วก็เริ่มพูดสะเปะสะปะอะไรไม่รู้ ไม่รู้เมายารึเปล่า เช่น “เนี่ยฉันแบบว่ามาแชริตี้ ให้แอฟริกา ให้แคมโบเดีย” คือไม่ได้พูดภาษาคนเลย พูดอะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะ) เลยถ่ายรูปแบบเซ็งๆ แล้วก็มาคุยกับเพื่อนฝรั่งเศส เขาก็บอกว่า เฮ้ย ยัยนี่มันไม่เต็ม (หัวเราะ) เอ๊ะ เค้าจะฟ้องรึเปล่า (หัวเราะ) โดยเฉพาะ speech บนเวทีของเธอ ไม่รู้ที่เมืองไทยมีข่าวรึเปล่า แต่ทั่วฝรั่งเศสเขาด่าเธอกันหมดเลย เพราะเขาถือว่าเป็น speech ที่หยิ่งมาก

และเราก็ชอบ เบนิซิโอ เดล โตโร เราจะกรี๊ดคนนี้มากเพราะ หล่อเท่ เราก็เข้าไปขอถ่ายรูปแต่ว่าเขากำลังจีบสาวอยู่ เหมือนเราไปทำลายจังหวะโดยไม่ตั้งใจ (หัวเราะ) แถมท่าทางเมายาอีกแล้ว เมามาก ถ้าเห็นรูปที่ถ่ายกับเราเนี่ยเขาเหมือนซอมบี้เลย แต่เขาพูดดีมาก “ผมรัก หนังคุณที่สุดเลยนะ เพราะว่าหมาผมเพิ่งตายไป ผมดูเรื่องนี้แล้วร้องไห้เลย ประทับใจมาก เพราะมันพูดเรื่องความตายและการจากไป” เราก็รู้สึกว่าไอ้นี่ล่ะที่เป็นคนดันหนังเรา (หัวเราะ) อย่างน้อยก็กับ ทิม เบอร์ตัน แต่ที่เราเสียใจคือผู้หญิงที่เขาจีบเดินจากไปแล้ว ก็อืม ไปจีบคนใหม่เถอะนะ (หัวเราะ) (เบเนซิโอ เดล โตโร เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัล ปาล์มทองคำปีนั้นที่มี ทิม เบอร์ตัน เป็นประธาน)

 

นวพล: คุณไม่ค่อยฟังเพลง เพราะชอบความเงียบมากกว่ารึเปล่า

อภิชาติพงศ์:  เราชอบเสียงรอบข้าง นี่ชอบมากนะที่มันมีเว็บไซต์ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ คือเขาแอนตี้ทุกอย่างที่มีเสียง แอนตี้เสียงโฆษณา เสียงในรถไฟฟ้า แม้เราจะไม่ได้เข้าไปแจมแต่ก็นิยมในทัศนคติของเขามาก เพราะกรุงเทพฯ มันอุบาทว์จริงๆ เรื่องมลภาวะทางเสียง

 

นวพล: เคยอยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศไหมครับ

อภิชาติพงศ์:  เคยเลือกเหมือนกันว่าประเทศไหนที่พอจะไปอยู่ได้ มีหลายตัวเลือก แต่พอดูไปดูมากลายเป็นว่าเมืองไทยมันก็มีเสน่ห์ในความงาม ความมั่ว มีความเผ็ดร้อน ชอบในความที่มันไม่พัฒนา ความไม่เท่าเทียม บางทีทั้งขำทั้งรู้สึกทำให้กวนอารมณ์ด้วย จนอาจจะเป็นแรงผลักดัน อย่างหนึ่งที่ทำให้เราได้ไอเดียใหม่ๆ เราเคยไปอยู่ที่ปารีสมาหกเดือน อยู่ญี่ปุ่นมาสามเดือน ซึ่งก็ไม่ยาวนะ แต่ก็ยาวพอที่จะรู้สึกว่ามันสบาย มีสวนสาธารณะที่ดี มีโรงหนังที่ฉายหนังที่เราอยากดู มีวัฒนธรรม มีละครมีคนที่เข้าคิวรอดู แต่พอถึงเวลา ณ จุดหนึ่งแล้วมันเบื่อ คิดอะไรไม่ออก สู้เมืองไทยไม่ได้หรอก


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่
facebook : BIOSCOPE Magazine