5 เคล็ด(ไม่)ลับ ทำหนังฉบับ คริสโตเฟอร์ โนแลน

Home / bioscope / 5 เคล็ด(ไม่)ลับ ทำหนังฉบับ คริสโตเฟอร์ โนแลน

“เมินดิจิตอล-ชอบฟิล์ม-รัก IMAX” ด้วยเชื่อว่าจะทำให้ภาพออกมามีคุณภาพสูงสุด, คงทีมงานหลักหน้าเดิมๆ เพื่อ “รักษาพลังงาน และความตื่นเต้นในการทำหนังเหมือนครั้งเป็นเด็ก” แถมยังทิ้งออฟฟิศสุกหรูในสตูดิโอแล้วหันมาใช้โรงรถเป็นที่ประชุมวางแผนงาน ด้วยเชื่อว่า “ทุกคนล้วนมีความสุขที่จะได้หมกตัวอยู่ในมุมเล็กๆ แล้วคอยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์กันล้วนๆ”

วิธีทำหนังใหญ่ที่ให้ความรู้สึกแบบหนังเล็กเช่นนี้ เป็นประสบการณ์ที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน บ่มเพาะมาโดยตลอด และนี่คือ 5 ข้อเด่นๆ ที่เราคัดวิธีการทำหนังแบบโนแลนมาให้ได้อ่านกัน

Following

 

– ไม่ว่าเรื่องจะซับซ้อนแค่ไหน ให้เขียนบทตามลำดับฉากที่เกิดขึ้นบทจอ

ตอนทำ Following (1998) หนังยาวเรื่องแรกของตัวเอง โนแลนเขียนบทแบบลำดับเวลาก่อนจะใช้วิธีสลับบทออกเป็นตอนๆ ในภายหลัง ทำให้ต้องเขียนบทเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมเรื่องทั้งหมดให้ลื่นไหลในภายหลัง จนมาถึงตอนที่ทำ Memento (2000) หนังที่โนแลนเล่าเรื่องแบบถอยหลังจากจุดจบสู่จุดเริ่มต้น เขาจึงเลือกเขียนจากหน้าแรกแล้วกระโดดไปหน้า 125 เลย หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ตรวจสอบการกระโดดข้ามเวลาไปมาและตรรกะเรื่อง ซึ่งเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสำหรับเขามากกว่า

 

– ให้โอกาสแสดงหลายเทค

เมื่อครั้งถ่ายทำฉากสำคัญใน Memento (ในยุคที่เขายังเป็นคนทำหนังอินดี้เงินน้อยมากกก) มีฝ่ายการเงินมาเยี่ยมกองถ่ายแถมเวลาในคิววันนั้นก็ใกล้จะหมด แต่ กาย เพียร์ซ นักแสดงนำของเรื่องก็เสนอว่าอยากถ่ายเพิ่ม คำถามคือ “เราควรจะปล่อยให้เขาแสดงโดยแหกคิวเวลา หรือยืนยันที่จะพอแล้วไปถ่ายฉากอื่นต่อดี”

…สุดท้าย โนแลนเลือกที่จะให้เพียร์ซลองอีกครั้ง และเทคดังกล่าวก็ถูกใช้ในหนังในที่สุด นั่นจึงทำให้โนแลนจำกรณีนี้ติดตัวมาจนถึงปัจจุบันว่า “หากนักแสดงยังบอกว่า -เขาสามารถทำได้ดีกว่านี้- ก็ควรจะให้โอกาสเขา เพราะในเมื่อทุกอย่างถูกเซ็ตไว้เรียบร้อยแล้ว การถ่ายอีกสักเทคมันเสียเวลาแค่ 2-3 นาที เท่านั้น” ซึ่งโนแลนเป็นผู้กำกับที่ชอบดูการแสดงผ่านสายตาตนเองแบบสดๆ และพูดคุยกับนักแสดงอย่างใกล้ชิด มากกว่าการดูอยู่ห่างๆ ผ่านจอมอนิเตอร์

 

Memento

 

– เลี่ยงทางลัดในการใช้วิชวลเอฟเฟ็คต์

โนแลนเคยกล่าวถึงการใช่คอมพิวเตอร์กราฟิคในหนังของตนว่า “ผมอยากภูมิใจเมื่อทำหนังจบว่า เราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นทางลัดให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้น นับวันประเด็นนี้จะยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เช่นหากมีบันไดวางอยู่มุมช็อต คนจะใช้เทคนิคลบมันออกที่หลัง แทนที่จะยกมันออกจากฉาก”

“สำหรับผม วิชวลเอฟเฟ็คต์มีไว้เพื่อลวงตาคนมากกว่าจะทำให้ชวนทึ่งด้วยเทคนิคพิเศษเท่านั้น ผมพยายามไม่ใช้เทคนิคเหล่านี้เลย หากย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อนก็ไม่มีใครใช้วิธีนี้” โดยโนแลนจะเสริมวิธีการต่างๆ แบบดั้งเดิมเข้าไปในหนังแทน เช่น ฉากต่อสู้ตรงระเบียงทางเดินใน Inception (2010) เขาใช้กระจกตั้งมุม 90 องศาไว้ตรงปลายทางเดินแต่ละด้านเพื่อสะท้อนให้ทางเดินดูยาวกว่าเดิม และวางแทร็คบนพื้นพรมเพื่อให้กล้องขยับซิงค์ตรงกับฉากที่ถูกบิดไปมา…

“ผมชอบสิ่งเหล่านี้ตรงที่มันไม่สามารถทำซ้ำแบบไม่มีที่สิ้นสุด เราต้องมีความแม่นยำอันเกิดจากการที่ทุกคนเอาใจใส่ในหน้าที่ของตนเองในชั่วขณะนั้น”

 

Inception

 

– ใช้กล้องตัวเดียวสำหรับฉากแอ็กชั่นดราม่า

เพื่อให้เห็นได้ทุกเฟรม และไม่ต้องแบ่งความสนใจไปที่กล้องหลายตัว ด้วยโนแลนคิดว่า หากยิ่งต้องใช้กล้องหลายตัว นั่นจะยิ่งทำให้เขามีฟุตเตจมหาศาลและต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ในกระบวนการตัดต่อ

“เมื่อผมเห็นฟุตเตจทั้งหมดและกลับมาดูแบบรายวันทุกคืนหลังการถ่ายทำ ผมสามารถนึกภาพที่ต้องการแล้วตัดใหม่ในหัว ทีละซ็อตๆ จนกว่าจะครบทั้งหมด แล้วเมื่อเข้าห้องตัดจิรงๆ แล้ว ผมก็สามารถบอกคนตัดได้เลยว่า เราถ่ายหลายมุมสำหรับฉากนี้นะ และชี้ได้ว่าจะต้องหาจากตรงไหน”

 

– ถ่ายหนังโดยไร้เงา “หน่วยสอง”

“ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายนาฬิกาข้อมือหรือคนเป็นพันเดินข้ามถนน สุดท้ายภาพก็ฉายออกมาในขนาดจอที่เท่ากัน ทุกสิ่งจึงมีน้ำหนักเท่าเทียมกันและจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยความใส่ใจที่เท่าๆ กัน หนังแอ็กชั่นหลายเรื่องใช้หน่วยสองเพื่อทำฉากแอ็กชั่นทั้งหมด สำหรับผมมันประหลาดมาก เพราะถ้าอย่างนั้นคุณจะทำหนังแอ็กชั่นไปทำไม มันจึงเป็นการตั้งคำถามถึง ‘นิยามหน้าที่ของผู้กำกับ’ อีกครั้งหนึ่ง”

**จากสกู๊ป “Why So Serious? คิดเครียดๆ แบบ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน'” โดย สุภัชา ทิพเสนา
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 126 (ก.ค. 2555)

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่
facebook : BIOSCOPE Magazine