“ไตรภาคแห่งความตาย” การวิพากษ์สังคมผ่าน ‘หนังซอมบี้’ ของ จอร์จ เอ โรเมโร

Home / bioscope / “ไตรภาคแห่งความตาย” การวิพากษ์สังคมผ่าน ‘หนังซอมบี้’ ของ จอร์จ เอ โรเมโร

นับตั้งแต่ Night of the Living Dead (1968) ออกฉาย โลกของซอมบี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากที่เคยเป็นแค่ผีลูกกระจ๊อกหรือทาสรับใช้ของหมอผี ซอมบี้กลายเป็นปีศาจเผ่าพันธ์ุใหม่ที่ขึ้นมาครองโลก แม้แต่มนุษย์ที่เคยลำพองใจนักหนาว่าสร้างปีศาจมารับใช้ตนได้ก็ยังไม่อาจรับมือกับซอมบี้จำนวนมหาศาล

ตัวหนังเองก็เช่นกัน หนังซอมบี้เพิ่มจำนวนหลังจาก Night of the Living Dead ออกฉาย โดยมียุคทองตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 จนถึงกลางทศวรรษที่ 1980 ก่อนที่จะเสื่อมถอยไปเพราะผีที่คลาสสิคกว่าอย่าง แวมไพร์และแฟรงเกนสไตน์มาทวงตำแหน่งคืน แต่ในช่วงที่ไตรภาคของโรเมโรสร้างความรุ่งเรืองให้หนังประเภทนี้สุดๆ นั้น มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง…

บ้านหลังเก่า ใน Night of the Living Dead (1968)

ในหนังเปิดไตรภาคความยาว 90 นาทีเรื่องนี้ โรเมโรพาคนดูไปสำรวจตัวละครกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถหนีไปซ่อนอยู่ในบ้านเก่าๆ แถบชนบทได้ ตัวละครหลักในเรื่องนี้ได้แก่ ชาวผิวดำ, หญิงสาว และหัวหน้าครอบครัวที่ปกป้องแต่ครอบครัวของตนเอง ทั้งหมดนี้รวมกันอยู่ในบ้านกลางชนบทหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง เพื่อหาทางรอดชีวิตต่อไป

ทั้งๆ ที่เป็นหนังข่าวดำธรรมดาๆ แต่ความรุนแรงของหนังชวนช็อคแม้กระทั่งคนดูที่คิดว่าตัวองชินกับหนังสยองขวัญเป็นอย่างดี โรเมโรถ่ายภาพซอมบี้รุมฉีกเนื้อคนและกัดกินร่างกายจนขาดวิ่นให้เห็นกันจะจะ ขณะที่หนังอิตาเลียนสยองขวัญในยุคเดียวกันที่ขึ้นชื่อว่าชวนแหวะกันนักหนายังเทียบไม่ติด และหลีกเลี่ยงฉากเหล่านี้ด้วยการใช้มุมกล้องหรือซูมไปที่กองเลือดแทน พูดง่ายๆ ก็คือนอกจาก Night of the Living Dead จะสร้างชีวิตให้หนังซอมบี้แล้ว ยังสร้างมาตรฐานบทใหม่ให้การจัดเรตหนังอีกด้วย

แต่ถึงอย่างนั้น ความสยองของหนังก็ไม่ใช่เป้าหมายหลักของโรเมโรที่ต้องการนำเสนอ พฤติกรรมมนุษย์ต่างหากที่เขาสนใจ เพราะไม่ว่าจะกดดันหรือคับขันแค่ไหน ผู้คนก็ไม่วายหันมาทะเลาะกันเอง

จุดพลิกผันจุดแรกที่ทำให้โรเมโรกลายเป็นคนทำหนังเสียดสีสังคมก็คือ ตัวเอกผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายกลายเป็นชายผิวดำ ทั้งที่สมัยนั้นหนังสยองขวัญมักจะให้คนดำตายก่อน แต่ถึงอย่างนั้น หนังก็ไม่วายพลิกความคาดหมายของคนดู –(สปอยล์นะจ๊ะ) ด้วยการให้คนดำตายด้วยน้ำมือของคนขาวที่เข้าใจผิดว่าตัวเขาเป็นซอมบี้อีกที – นอกจากนี้รัฐบาลที่ไม่เคยปรากฏตัวและสื่อมวลชนที่ไม่ค่อยได้ช่วยอะไร ก็เป็นประเด็นที่โรเมโรละไว้เพื่อตั้งคำถามต่อสังคมเช่นกัน

 

หลังจากออกฉาย Night of the Living Dead ได้กระแสตอบรับดีมากจนได้ชื่อว่าเป็นหนังอินดี้ที่ประสบความสำเร็จที่สุดเรื่องหนึ่ง หนำซ้ำการลเวลายังช่วยยืนยันว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีดีแค่กระแสช่วย เพราะแม้จะผ่านยุคทองของหนังซอมบี้ไปแล้ว ความขลังในฐานะต้นตำรับความคัลต์ก็ยังคงอยู่ จนพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ของนิวยอร์คขอหนังไปเก็บรักษาไว้ และได้รับเลือกเข้าเป็นหนึ่งในหนังล้ำค่าที่จัดขึ้นโดยทำเนียมหนังแห่งอเมริกา (National Film Registry) ปี 1999 อีกด้วย

 

ห้างสรรพสินค้า ใน Dawn of the Dead (1978)

สิบปีต่อมา โรเมโรกลับมาพร้อมกับพาเหล่าตัวละครไปซ่อนตัวหลบซอมบี้ในห้าง หนังทุนสร้าง 1.5 ล้านเหรียญ (ที่จริงๆโรเมโรออกมาบอกตอนหลังว่า ใช้แค่ 500,000 เหรียญ แต่แต่งตัวเลขเพื่อประโยชน์ทางการตลาด) แน่นอนว่ามันพุ่งประเด็นไปที่ลัทธิทุนนิยมอย่างเปิดเผย ภาพของห้างไร้ผู้คนที่ตัวละครสามารถหยิบฉวยสิ่งใดๆ มาเป็นของตนก็ได้ หากแต่ก็ไร้ค่าไร้ความหมายตรงที่มันไมู่้จะเอาไปใช้ที่ไหน ในเมื่อถูกล้อมไปด้วยซอมบี้แบบนี้ ซึ่งนี้คือการต่อว่าต่อขานสังคมแบบบริโภคนิยมได้เจ็บปวดกว่าคำพูดไหนๆ

อีกครั้งที่คนผิวดำได้รับการทดสอบแล้วว่าควรอยู่รอด ขณะเดียวกันตัวละครหญิงก็มีบทบาทมากขึ้น ทั้งๆ ที่ตั้งท้องและอ่อนแอ่สุดๆ เธอก็ยังเรียกร้องสิทธิในการมีส่วนร่วม ขอมีปืนเพื่อปกป้องตนเอง และต้องการให้ผู้ชายสอนเธอขับเฮลิคอปเตอร์ แต่ในที่สุดเธอก็กลับสู่กรอบของผู้หญิงที่สังคมกำหนดอีกครั้ง กลายเป็นคนทำอาหารให้ผู้พวกผู้ชายขณะกำลังนั่งเล่นไพ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่โรเมโรกำลังชี้นำคนดูว่า หากผู้หญิงยังอยู่ในวงเวียนของทุนนิยม ก็ไม่มีวันที่จะเป็นอิสระอย่างที่เฟมินิสต์หวังไว้

ขณะเดียวกัน หนังก็ถูกยกระดับความโหดขึ้นมาอีกขั้น ด้วยภาพสีและเลือดแดงสาดกระเซ็น ขระเดียวกันมันก็มีปัญหาเยอะสุด เมื่อการขอเวลาสถานที่ถ่ายทำได้ไม่กี่ชั่วโมงช่วงกลางคืนเท่านั้น แต่โชคดีที่โรเมโรได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากปรมาจารย์หนังสยองขวัญชาวอิตาลี ดาริโอ อาร์เจนโต จนท้ายที่สุดหนังทำกำไรได้มหาศาล และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทำหนังทั่วโลกลุกขึ้นมาทำหนังทุนต่ำโดยหวังกระแสของ Dawn of the Dead สร้างปาฏิหาริย์ให้ตัวเองบ้าง

 

หลุมหลบภัย ใน Day of the Dead (1985)

หนังปิดไตรภาคที่ห่างกันจากภาคแรกถึง 17 ปี ระหว่างนั้นวงการหนังสยองขวัญได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ความสยองแบบหมดเปลือกโดยไม่ใช้มุมกล้องไม่ใช่ของแปลกอีกต่อไปแล้ว หากโรเมโรยังคงยึดมั่นแนวทางของตนต่อไป จนทำให้หนังถูกวิจารณ์ว่าเป็นภาคที่ย่ำแย่ที่สุด หากโดยส่วนตัวแล้วกลับเป็นที่โรเมโรพอใจมากที่สุด

ครั้งนี้โรเมโรพาตัวละครหลบในหลุมหลบภัย พร้อมกับสมาชิกที่ดูจะให้ความหวังในการรอดชีวิตมากกว่าภาคไหนๆ ทั้งนักวิทยาศาสตร์ที่อาจหายารักษาแก้โรคซอมบี้ได้ พร้อมด้วยหน่วยทหารที่มีทักษะในการต่อสู้ แต่ในขณะเดียวกันบรรยากาศในหลุมหลบภัยก็มีดหม่นหว่าภาคไหนๆ พวกเขาตัดขาดจากโลกภายนอกไม่สามารถติดต่อใครได้ ทีวีทุกช่องเลิกออกอากาศไปแล้ว

ท้ายที่สุดซอมบี้อาจไม่ร้ายเท่ามนุษย์ด้วยกัน นักวิทยาศาสตร์กล้าบ้าบิ่นที่จะใช้มนุษย์เป็นหนูทดลองยาและเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงผีดิบไว้ทำวิจัย สุดท้ายที่เหลือดรอดคือเหล่าคนที่ไม่บ้าไปก่อนเท่านั้นเอง ก่อนพาตัวละครหนีไปสู่เกาะที่ำหนสักแห่ง อันเป็นความหวังริบหรี่ที่โรเมโรมอบให้คนดูนั่นเอง

**ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 44 (ก.ค. 2548)

ร่วมทริบิวต์ให้กับ ผู้ให้กำเนิด ‘หนังซอมบี้’ จอร์จ เอ โรเมโร
กับหนังภาคที่ 5 ในตระกูล ‘…of the Dead’
Diary of the Dead
เสาร์ที่ 22 ก.ค.
2 ช่วงเวลา 13.00 น. และ 22.00 น.

ที่ movie.mthai.com/bioscopetheatre