จอห์น คาร์นีย์ “Sing Street คือสิ่งที่ผมอยากจะทำตอนอายุเท่าตัวละคร” (BIOSCOPE Theatre)

Home / bioscope / จอห์น คาร์นีย์ “Sing Street คือสิ่งที่ผมอยากจะทำตอนอายุเท่าตัวละคร” (BIOSCOPE Theatre)

9 ปีก่อนหน้า Sing Street ผู้กำกับ จอห์น คาร์นีย์ เคยพา Once (2007) ไปเปิดตัวที่ซันแดนซ์ก่อนที่มันจะกลายเป็นปรากฏการณ์อินดี้ที่สั่นสะเทือนไปทั้งวงการ จากเดิมที่คาร์นีย์เป็นที่รู้จักในฐานะอดีตมือเบสวง The Frames ที่ ผันตัวมากำกับมิวสิกวิดีโอ, หนังเล็กๆ และซีรีส์โทรทัศน์ในไอร์แลนด์บ้านเกิด หนังทุนต่ำบาดหัวใจเรื่องนี้กลายมาเป็นเสมือนเพชรยอดมงกุฎที่ส่งให้เขากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพลงนำจากหนังอย่าง Falling Slowly -ที่ประพันธ์ และขับร้องโดยสองนักดนตรีที่ผันมานำแสดงในหนังอย่าง เกล็น แฮนซาร์ด (นักร้องนำ/มือกีต้าร์ร่วมวงของเขา) และ มาร์เกตา อีร์โกลวา– คว้ารางวัลเพลงประกอบหนังยอดเยี่ยมจากออสการ์มาครอง ส่วนตัวหนังเองยังถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครบรอดเวย์เจ้าของ 8 รางวัลโทนี่อีกต่างหาก

“ผมนึกไม่ถึงเลยว่า Once จะได้รับการชื่นชมมาจนถึงทุกวันนี้ มันเหมือนกับได้ค้นพบบ่อนน้ำมันในสวนหลังบ้าน… ไม่ได้หมายถึงแค่ในแง่การเงินหรอกนะครับ แต่มันคลี่คลายปัญหาของผมได้หลายอย่างเลย สถานะ ‘ผู้กำกับ Once’ คงจะติดอยู่กับชื่อของผมไปจนวันตาย” เขาบอก

 

Once (2007)

 

หลังจากที่ Once เล่าเรื่องราวอันว่าด้วยหนุ่มรักคุดกับสาวต่างด้าวในดับลินที่ผ่านมาผูกสัมพันธ์กันผ่านดนตรี ผลงานเรื่องถัดมาของคาร์นีย์อย่าง Begin Again (2013) ก็พาคนดูไปมหานครนิวยอร์คด้วยเรื่องราวที่ยังไม่ทิ้งห่างจากเดิมนัก ว่าด้วยสาวนักแต่งเพลงอกหักที่โคจรมาทำดนตรีกับโปรดิวเซอร์อับโชค โดย Begin Again ประสบความสำเร็จพอหอมปากหอคอ กับหน้าหนังที่ดู ‘ฮอลลีวูดมากขึ้น’ ภายใต้ทุนสร้างของพี่น้องไวน์สตีน และการได้ดาราดังอย่าง เคียรา ไนต์ลีย์, มาร์ค รัฟฟาโล และ อดัม เลอวีน (นักร้องวง Maroon 5) มาร่วมนำแสดง แถมเพลง Lost Stars ก็ยังฮิตถล่มทลายและได้เข้าชิงออสการ์สาขาเพลงประกอบออริจินัลยอดเยี่ยมอีกต่างหาก

 

Begin Again (2013)

 

คาร์นีย์กลับมาทำหนังในไอร์แลนด์อีกหนกับ Sing Street โดยมีฉากหลังเป็นดับลินปี 1985 ติดตามเรื่องราวของเด็กหนุ่มวัย 14 นาม คอนเนอร์ (เฟอร์เดีย วอลช์-พีโล) ที่ถูกปัญหารุมเร้าจากทุกทางเมื่อต้องย้ายจาก โรงเรียนชั้นดีไปเข้าสถาบันคาทอลิกสุด- เคร่งครัด (แห่งเดียวกับที่คาร์นีย์เคยเรียน) ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงทางการเงินของ ครอบครัวและชีวิตรักที่จะพังแหล่มิพังแหล่ของพ่อแม่ (เอแดน กิลเลน จากซีรีส์ Game of Thrones กับ มาเรีย ดอยล์ เคนเนดี จาก The Tudors) เมื่อคอนเนอร์ตกหลุมรักอย่างจังกับสาวมั่นที่ฝันอยากเป็นนางแบบอย่าง ราฟีนา (ลูซี บอยน์ตัน) และหวังมัดใจเธอด้วยการยื่นข้อเสนอให้มาแสดงในมิวสิก วิดีโอให้วงของเขา…ทั้งๆ ตัวเองไม่ได้มีวง ดนตรี (!) เขาจึงชักชวนเพื่อนใหม่มา ร่วมกัน เล่นดนตรีภายใต้ชื่อวง Sing Street (ล้อไป กับชื่อโรงเรียน Synge Street CBS ของ พวกเขา) โดยมี เบรนแดน (แจ็ค เรย์เนอร์ – What Richard Did, Transformers: Age of Extinction) พี่ชายสุดฮิปที่วันๆ เอาแต่ ดูดปุ๊นอยู่บ้านมาเป็นกูรูด้านดนตรีและ แนะนำให้เขารู้จักกับวงโด่งดังแห่งยุคสมัย อย่าง The Cure, The Clash, Duran Duran, Spandau Ballet, Hall & Oates, The Jam และ A-Ha พร้อมคำเตือนสุดเท่ว่า “ร็อค แอนด์โรลล์มันเสี่ยงนะไอ้น้อง… เอ็งเสี่ยง ที่จะโดนคนเขาเยาะเย้ย!”

มองผ่านๆ มันอาจเป็นหนังก้าวพ้นวัย (coming of age) ทั่วไป แต่การฝันหวานถึงวันวานกลิ่นอายของยุค 80 และความศรัทธาอย่างมหาศาลในสิ่งที่มันเล่า ก็ส่งให้ Sing Street กลายเป็นหนังอันเต็มเปี่ยมด้วยชีวิตและความหวังจนสามารถคว้าหัวใจคนดูจำนวนมากไปได้ โดยนอกจากหนังจะเอาแก่นสารของการเติบโตที่ใครๆ ต่างก็เคยเผชิญมาเล่า มันยังสื่อสารไปถึงวัยเยาว์ของตัวคาร์นีย์เอง เขาชี้ว่า Sing Street คือ หนังที่มีความเป็นส่วนตัวยิ่งกว่าเรื่องก่อนๆ ที่เคยทำมา แม้ไม่ได้เล่าเรื่องชีวิตตัวเองตรงๆ แต่แรงบันดาลใจสำคัญของหนังก็คือ ความอัดอั้นตันใจที่ตัวเขาเองเคยเผชิญและประสบการณ์ที่เขากับเพื่อนๆ ร่วมกันก่อตั้งวงดนตรี “หนังเรื่องนี้เติมเต็มความหวังถึงสิ่งที่ต่างๆ ที่ผมอยากจะทำตอนที่ผมอายุเท่าตัวละครแล้วไม่ได้ทำ” เขาเปรย

หากเปรียบหนังของคาร์นีย์เป็นอัลบั้มเพลง เราอาจกล่าวได้ว่า Once คืออัลบั้มเปิดตัวสุดอินดี้ที่เขาวาดลวดลายใส่จิตวิญญาณเข้าไปเต็มรัก ส่วน Begin Again คืออัลบั้มหลังเซ็นสัญญากับสตูดิโอใหญ่ที่งานเนี้ยบและเป็นมิตรกับคนฟังยิ่งกว่าเดิม ขณะที่ Sing Street คือการหวนกลับมาเฉลิมฉลองรากเหง้าดั้งเดิมพร้อมกับประสบการณ์และความเฉียบคมที่เพิ่มขึ้น โดยหนังทั้ง 3 เรื่องล้วนมีใจความสำคัญร่วมกัน นั่นคือ ‘การกอบกู้ชีวิตผ่านการสร้างสรรค์ดนตรี’ นั่นเอง

 

For Brothers Everywhere

คำอุทิศของ Sing Street ที่คาร์นีย์มอบให้กับพี่ชายทุกคน เน้นย้ำถึงหนึ่งในความสัมพันธ์แสนอบอุ่นและสำคัญสุดๆ ในหนัง นั่นคือความสัมพันธ์ที่คอนเนอร์มีกับเบรนแดน พี่ชายของเขา ซึ่งไม่ได้มีเพียงบทเรียนเรื่องดนตรีและวิธีจีบสาวเท่านั้น หากยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันเขาไปสู่ทางฝันด้วย โดยการแสดงของ เรย์เนอร์ (ที่เพิ่งคว้ารางวัลสมทบชายยอดเยี่ยมของ Irish Film & Television Academy จากบทนี้) นั้น ได้รับคำชมหนาหูว่า สร้างมิติให้ตัวละครเบรนแดนและขโมยซีนไปได้อย่างร้ายกาจ… สำหรับคาร์นีย์นั้น บทบาทพี่ชายดูเหมือนจะมีความหมายต่อเขาไม่ใช่น้อย (ใน Begin Again คาร์นีย์ก็อุทิศหนังให้ จิม พี่ชายคนโตที่เพิ่งจากโลกไป) เขาเล่าว่า “ผมเป็นน้องคนสุด- ท้องและรู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรก็ไม่ผิดในสายตาพวกเขา พี่ๆ ทุกคนตามใจผมสุดๆ จนผมคิดบ้างแล้วว่าผมจะตามใจ ลูกตัวเองแบบนี้เหมือนกัน คือไม่บังคับหรือนำทางเขาไปในทางที่เขาไม่อยากไป ผมคงอยากเป็นพี่ชายให้กับลูกพอๆ กับที่เป็นพ่อน่ะ ผมว่ามันเป็นบทบาทที่ยิ่งใหญ่มากเลย พี่ใหญ่ไม่สนหรอกว่าคุณจะเป็นอะไรตราบใดที่คุณมีความสุขในขณะที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ทั่วๆ ไปจะพยายามกวดขันให้เราเป็นในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าถ้าเป็นแล้วจะมีความสุข… ผมน่ะรู้สึกเหมือนหลบกระแสลมอยู่หลังพี่ๆ ตลอด อะไรๆ ก็ง่ายกว่าเสมอสำหรับน้องคนเล็ก”

ชม Sing Street

เสาร์ที่ 5 ส.ค.
2 ช่วงเวลา 13.00 น. และ 22.00 น.