“ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ…” บทสนทนาถึงยุค 2538 ของ ยรรยง คุรุอังกูร (BIOSCOPE Theatre)

Home / bioscope / “ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ…” บทสนทนาถึงยุค 2538 ของ ยรรยง คุรุอังกูร (BIOSCOPE Theatre)
2538 อัลเทอร์มาจีบ
จากบทความ “2538 ในปี 2558 อดีต ปัจจุบัน ในร่มเงาอนาคต”
โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ 
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน BIOSCOPE ฉบับ 158 (มีนาคม 2558)

 

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ…”

นี่เป็นประโยคที่ผมกับ เสือ – ยรรยง คุรุอังกูร สาดใส่กันไปมาตามประสาคนหนุ่มที่เติบโตผ่าน พ.ศ. 2538 มาเหมือนกัน เสือคือผู้กำกับหนัง ‘2538 อัลเทอร์มาจีบ’ ซึ่งว่าด้วยการเทียบเคียงยุคสมัยระหว่างพ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2558 มันจึงเป็นการเปลี่ยนประโยค “ถ้าเป็นเมื่อก่อน…” ให้เห็นเป็นภาพจริง เพียงแต่บนโต๊ะกาแฟยามบ่ายในวันนั้น มันเป็นได้แค่การเรียกความทรงจำที่หลบซ่อนอยู่ในส่วนหนึ่งส่วนใดให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง

เสียงอันแผ่วเบาตลอดการสนทนา ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับ ‘เสือ’ สัตว์ป่าน่าเกรงขามที่เป็นชื่อเล่นของเขา ทำให้เราต้องเงี่ยฟังเขาอย่างตั้งใจ ซึ่งนั่นทำให้ง่ายต่อการสัมผัสน้ำเสียงที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาภูมิใจในหนังเรื่องแรกแค่ไหน และเขาอยากให้เราพิสูจน์เพียงใด

“หนังมันเหมือนบทบันทึกส่วนตัวของเรานะ สมมติหนังเรื่องเดียวกันนี้ แต่ผมทำในอีกสิบปีข้างหน้า มันก็ไม่มีทางออกมาเป็นอย่างที่เป็นนี้แน่นอน” ผมก็เชื่อเช่นนั้น และนี่คือบทบันทึกความรู้สึกและมุมมองของเสือต่อชีวิตการทำหนังเรื่องแรกของเขา …ในปี พ.ศ. 2558

– ไอเดียเริ่มต้นมาจากไหน

พอดีทางค่ายหนังเขาปิ๊งไอเดียว่าอยากทำหนังเกี่ยวกับการสื่อสารยุคนี้ ที่มันก้มหน้าคุยกัน เวิ่นเว้อ ในเฟซบุ๊ค เลิกกัน อันเฟรนด์กันง่ายๆ แล้วการสื่อสารยุคไหนที่มันสนุก เขาให้โจทย์เรามา ก็เลยนึกถึงยุคอัลเทอร์เนทีฟ ที่มีตู้สติ๊กเกอร์ ซึ่งมันก็เหมือนการถ่ายเซลฟี่ การใช้เพจเจอร์  มันก็คล้ายการแชตนั้นแหละ และยุคนี้เป็นยุคที่เพลงอัลเทอร์เนทีฟดังมาก ทุกคนต้องอัลเทอร์ฯ เออ ยุคนี้น่าสนใจ

 

– แล้วเรื่องการย้อนเวลาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

มันก็เป็นโจทย์ของเราอีกแหละ ว่าถ้าจะเปรียบเทียบการสื่อสารระหว่างปัจจุบันกับอดีตให้ชัด ควรทำยังไง  ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นคนคนหนึ่ง ที่มันเป็นคนยุคปัจจุบันนี่แหละ สื่อสารแบบคนยุคเนี้ย แล้วให้เขาไปเจอการสื่อสารของคนยุคก่อน จะรู้สึกยังไง เลยใส่ความเป็นไซ-ไฟและการย้อนเวลาลงไป คล้ายๆ Back to the Future ที่เราเคยดู แต่ดัดแปลงให้ดูเป็นของเรา ดูแล้วไม่เคอะเขิน  Back to the Future เค้าจะเป็น ไซ-ไฟจ๋า แต่ของเราเหมือนไม่มีเหตุผล เหมือนเป็นปาฏิหาริย์อะไรสักอย่าง พระเอกนึกย้อนกลับไปได้แล้วก็ไปใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น ไปเจอความรักที่มันไม่ฉาบฉวย คนสมัยก่อนน่ะ คิดก่อนพูด มีความละเอียดกว่า ตรงต่อเวลา ไม่ใช่ว่าจะเลตครึ่งชั่วโมงแล้วสามารถแชตไปบอกได้ เพื่อนที่รอจะได้ไปทำอะไรอย่างอื่นก่อน แต่นี่ไม่เลย คนรอก็รอไป ติดต่ออะไรกันไม่ได้ ถ้าเราอยู่บนรถเมล์จะเพจหากันได้ยังไง ก็เลยรู้สึกว่าคนยุคนั้นจีบกันสนุกดี โทรก็ต้องโทรไปที่บ้าน เพราะไม่มีมือถือ หรืออาจจะต้องเจอพ่อด้วยนะ

2538 อัลเทอร์มาจีบ

– การทำหนังเรื่องยุคสมัยมันเหมือนจะง่าย แต่ความจริงก็น่าจะยากนะเพราะมันเต็มไปด้วยรายละเอียด เราจัดการมันอย่างไร

ตอนทำบทก็ยากอยู่นะ เราทำเอ็มวีมา พอมาทำอะไรที่มันยาวๆ มากๆ แล้วเราจะงมกับมันยังไง ทีมบทเล่าให้ฟังก็ยังงงๆ อยู่ นึกภาพไม่ออก อันนั้นก็เป็นปัญหาของเราเอง การทำงานตอนแรก บางทีเรากับทีมบทก็มานั่งเล่นกันเอง มาเล่นกันเลย สมมุติว่าตัวเองเป็นตัวละครตัวนึง แล้วก็เล่นเพื่อต่อให้ได้ว่า พ้นจากซีนนี้มันจะเป็นยังไง เหตุจากซีนนี้มันจะไปเชื่อมกับผลของซีนต่อไปยังไง อีกอย่างที่เราคิดว่าเป็นปัญหา คือเรื่อง Art Direction เพราะหนังเรื่องนี้มันย้อนกลับไปแค่ 20 ปี เราจะหาของที่มันใหม่ มันยาก หมายถึงของใหม่สำหรับยุคนั้น เพราะในยุคนี้มันจะดูเก่าไปแล้ว สู้เราทำหนังที่มันย้อนลึกไปเลย 40-50 ปี บางทีมันอาจจะง่ายกว่า

 

– 20 ปีนี่ใครหลายคนก็เกิดทัน ทุกคนที่เกิดทันสามารถเป็นกูรูได้หมดด้วย

เพราะอย่างนี้เราก็เลยคุยกับทีมงานว่า เราสรุปคอนเซ็ปต์กันดีกว่า อย่างเสื้อผ้า บางคนก็บอก เออ อัลเทอร์เนทีฟต้องเป็นเสื้อกระทิงแดงแขนจั๊ม กางเกงขาม้า เราบอกไม่ต้องไปซีเรียสขนาดนั้น เอาเป็นของยุคนั้นแหละ แต่ทำไมตัวละครเราถึงเลือกใส่ อย่างเช่นตัวตั้มเองบ้าวง Nirvana มาก ก็เลยใส่เสื้อผ้าคล้ายๆ Nirvana ซึ่ง Nirvana ยุคนั้นก็ไม่ได้ใส่แขนจั๊มหรืออะไรที่เป็นอัลเทอร์เนทีฟหรอก ฝั่งอเมริกาใส่เสื้อกันหนาวไหมพรม ผมยาวสีทอง ไอตั้มของเราก็ไปย้อมผมยาวเป็นสีทองมาเลยให้สนุกกับคอนเซ็ปต์ อย่างเช่นส้มของใบเฟิร์นก็ยังเป็นเด็กมัธยมอยู่ ฉะนั้นก็ยังชอบใส่อะไรกุ๊กกิ๊ก แต่เขาอยากเป็นอัลเทอร์เนทีฟ ส่วนก้องของเนตั้นนั้นย้อนกลับไปยุคนั้นก็ใส่เสื้อผ้าพ่อ ก็เลยยังกลายเป็นคล้ายๆ Nirvana แหละ เป็นทางเดียวกัน มีใส่เสื้อช็อปบ้าง ส่วนแหม่มเป็นลูกทหารก็เลยแต่งตัวเนี้ยบๆ ผมเผ้าก็จะเนี้ยบ สูงศักดิ์นิดนึง เราสนุกกับการดีไซน์ ต้องใส่ชุดสีอะไร เสื้อผ้าอะไร มากกว่าที่จะต้องมายึดติดว่ามันต้องมีอันนี้ ต้องมีอันนั้น เครียดไง มันอาจจะไม่ใช่ตัวละครนั้นก็ได้ เพราะว่าอัลเทอร์ฯ ก็จะมีฝั่งอังกฤษ ฝั่งอเมริกา ซึ่งแต่งตัวต่างกันนะ อังกฤษก็จะตัดผมม้ามั้ย ใส่เสื้อเชิ้ตติดกระดุม ใส่เสื้อแขนสั้นแบบวง Blur มันก็มีหลายแบบ เลยเลือกแบบที่สามารถเอาตัวละครเราเข้าไปอยู่ได้จริงมากกว่า

2538 อัลเทอร์มาจีบ
(เสื้อดำ) เสือ – ยรรยง คุรุอังกูร

– ในเรื่องมันมีคอนฟลิกต์ค่อนข้างเยอะ มีทั้งเรื่องพ่อลูก เรื่องยุคสมัย เรื่องความรัก เรื่องดนตรี ทั้งหมดทั้งมวลนี้เราทำงานกับมันยังไง

จริงๆ ถ้าได้ดูหนังเราจะเห็นได้ชัดว่า เรานำเสนอเรื่องการสื่อสารเยอะที่สุด เรื่องการสื่อสารเป็นประเด็นหลัก แม่ พ่อ คุยกันมั้ย ไม่ค่อยได้คุยกัน แต่ละซีนมันจะมีการสื่อสารเป็นแกนหลัก คอนฟลิกต์ต่างๆ มันก็จะไปตามนี้แหละ สมมุติว่าเป็นเรื่องของการจีบสาว ก็ใช้การสื่อสารโดยใช้เพจเจอร์ที่ต้องฝากข้อความผ่านคนกลาง แต่ว่าเรื่องอื่นๆ เราก็พยายามจะหยอดลงไปเพื่อความสนุกสนาน ตอนแรกก็งงเหมือนกันว่ามันจะไปกันยังไง เอาเรื่องไหนแน่ ก็คุยกับทางทีมว่าก็เอามันไปด้วยกันนี่แหละ แต่ว่าจะวางน้ำหนักมันยังไง

 

– ตอนปี 2538 คุณทำอะไรอยู่

ปีสามแปด เราเพิ่งจบ ม.6 ตอนนั้นกำลังเอ็นทรานซ์ ก่อนจะจบ ม.6 ก็มาติวที่กรุงเทพฯ เราเป็นคนอุบลฯ อยากเข้าคณะวาดรูปมาก ลาดกระบังนี่อยากเข้ามาก แต่มันจะต้องมีการสอบวาดรูปก็เลยเข้ามาเรียนวาดรูป เริ่มใช้เพจเจอร์ เห็นคนใช้เพจเจอร์ยุคนั้นแหละ

เรามีแรงบันดาลใจเป็นวง พราว ซึ่งก็อยู่ลาดกระบัง พอเห็นฮีโร่เราอย่างวงพราวออกเทปก็อยากออกด้วย ยุคนั้นมันเสรีในการทำเพลงมาก วงในมหาวิทยาลัยขอให้ได้ขึ้นไปเล่นเถอะ พอเข้าไปอยู่ลาดกระบัง ก็อยากทำเพลงเองเขียนเพลงเอง ไปตีซี้กับพี่ๆ มีช่วงนึงพี่บ้านหลังเดียวกับพี่รอย (ธนบดี บุ่นวรรณา) วง Student Ugly ซึ่งก็คือเซียนคนหนึ่งเลยในยุคอัลเทอร์เนทีฟ เป็นพังค์ร็อค สอนการเขียนเพลงสอนอะไร ก็เลยซึมซับมาจากตรงนั้นมา มาใส่ในตัวละครตั้ม

2538 อัลเทอร์มาจีบ

– เพิ่งจบมัธยมฯ แล้วเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ด้วย ชีวิตช่วงนั้นได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างมั้ย

จริงๆ เราเรียน ม.ขอนแก่น ก่อนปีนึงด้วย แต่อยากเข้าลาดกระบังมาก เลยเอ็นท์ฯ อีกปีนึง มันก็โลดโผนดีนะชีวิตช่วงนั้น เป็นเด็กต่างจังหวัดด้วย คือการเข้ากรุงเทพฯ มันยากนะ พอเข้ามาเรียนจริง ๆ มันก็เห็นสีสัน มันมีความสุข เห็นรุ่นพี่เค้าทำงานหนักๆ แล้วเท่จังเลย เวลาพี่เค้าไปทำงานตามกองถ่าย ไปขอฝึกงานอะไรพวกนี้แล้วไม่ได้นอนเลย เรารู้สึกพี่เค้าเท่จัง ตอนนี้รู้สึกว่าคิดผิด (หัวเราะ) คนเราต้องนอน มันไม่เท่หรอก แต่ตอนนั้นมันเหมือนเลือดมันสูบฉีด อยากลุย อยากทำเพลง จบไปอยากทำภาพยนตร์ด้วย เป็นช่วงที่ฮอร์โมนฉีดสุดๆ แล้ว มันได้เห็นอะไรจริงๆ ได้สัมผัสมันจริงๆ ยิ่งกว่าตอนมัธยมอีกที่เวลามีวันเกิดเพื่อนก็ปาร์ตี้น้ำโค้ก ปาร์ตี้น้ำแดง มันก็มีความสุขแหละ ไปบ้านเพื่อนทำยำหมูยอ พอมหาวิทยาลัยก็อีกแบบ โตขึ้นอีกสเต็ป

 

– อะไรในยุคสมัยนั้นที่ส่งอิทธิพลมาถึงคุณจนถึงปัจจุบันบ้าง

คงเป็นดนตรี เพราะว่าก่อนหน้านี้เราฟังเพลงที่มันเป็นเมนสตรีมเยอะ อย่างเช่นพวกเพลงร็อคหรือไม่ก็ป็อปไปเลย ซึ่งยุคนั้นมันมาให้เราเสพอยู่ตลอด ซึ่งศิลปินยุคนั้นพอเขาได้เป็นศิลปินแล้วเขาดังจริงๆ จนรู้สึกเราเข้าถึงศิลปินยาก แต่พอเปลี่ยนยุคเป็นอัลเทอร์ฯ มันก็จะใกล้เราเข้ามา เราจะได้ฟังซาวด์ที่แปลกใหม่ มันมี Tower Records ที่เราได้ไปฟังซีดี เพลงจากเมืองนอกด้วย มันเริ่มมี MTV, แชลเนลวี  เราได้เห็นเอ็มวีใหม่ๆ เข้ามา ไม่ใช่ว่าเสิร์ชยูทูบแล้วจะเจอเลย แต่เราจะต้องรอดู ฉะนั้นดนตรีมันก็มีอิทธิพลกับเรามาก ฟังแต่ละเพลงก็จะอินง่าย มันเล่าเรื่องราวของเราในยุคสมัยนั้น อกหักที ก็ฟังเพลง ‘ไม่รักเธอ’ ของ สไมล์ บัฟฟาโล่ มันก็ทำหน้าที่ของมัน เหมือนเพลงมันอยู่ในชีวิต มันสำคัญกว่าอย่างอื่นเลย ถ้าไปดูห้องเราในยุคนั้นนะจะมีเทปเป็นตั้งเลย

2538 อัลเทอร์มาจีบ

– พูดถึงการแสดงบ้าง ในเรื่องนี้เหมือนจะมีแค่ใบเฟิร์นที่ชั่วโมงบินสูงกว่าเพื่อน เรามีวิธีทำงานกันอย่างไรเพื่อพากันไปรอดได้ทั้งทีม

สิ่งแรกเลยที่ต้องสร้างก็คือความสัมพันธ์ในกลุ่ม ตั้งแต่เวิร์คช็อปเราจะให้พวกเขามารู้จักกัน สนิทกัน ตั้งไลน์กรุ๊ปคุยกันเลย เวลาเข้าหากัน เข้าบทกันจะได้ลื่นๆ ซึ่งเราว่าสำคัญสำหรับนักแสดงใหม่ ไม่ใช่ว่าเห็นใบเฟิร์นเก่งกว่าเนตั้น เพราะว่าการมีประสบการณ์มันกลายเป็นกำแพงที่กั้นไว้ ฉะนั้นก็ต้องทำให้พวกเขาเป็นเพื่อนกัน ซึ่งความมากประสบการณ์ทำให้ใบเฟิร์นรู้ว่าควรทำอย่างไร ฉะนั้นเขาจะเป็นฝ่ายเข้าหาพี่ๆ เพื่อนๆ เป็นคนที่เข้าไปคลุกคลีให้ทุกคนละลายพฤติกรรมกับเพื่อนๆ เวลาเล่นก็จะไม่เคอะเขินกัน

ส่วนการกำกับ เราจะเน้นความเข้าใจของแต่ละคน  คิดว่าตัวละครเข้าใจยังไง ใบเฟิร์นทำได้เกินกว่าที่เราคิดอีก คือตัวละครตัวนี้ที่คิดไว้อีกแบบนึง แต่ใบเฟิร์นเขาจะมีอินเนอร์อะไรที่เติมเข้ามาเต็มที่ อย่างเช่นตอนที่เขามีความสุข เขาจะเก็บอินเนอร์ความสุขของเขาไว้จนเต็ม แล้วปล่อยมันออกมาเวลาเราบอกแอ็กชั่น เนตั้นเองก็เกินคาด เพราะเราคิดแค่ว่าให้เขาเล่นออกมาแบบมึนๆ แต่เนตั้นเขาใส่ความเป็นยุคนี้เข้าไปเยอะ ด้วยความที่เขาเป็นคนยุคนี้ด้วยแหละ  ก็เลยเล่นแบบที่เขาเป็น ก็เลยได้ภาพที่มันเกินกว่าที่คิดดี ตอนแรกจะเป็นห่วงเนตั้นมากเพราะพูดไม่ค่อยชัด เราเลยไม่ไปซีเรียสเรื่องพูด เอาแบบที่เขาเข้าใจพอ ซึ่งก็ดี มันก็เป็นการกำกับที่ไม่รู้ว่าผู้กำกับคนอื่นเขาทำกันมั้ย แต่เราเน้นให้นักแสดงเข้าใจมากกว่า เราจะได้ไปดูอย่างอื่น

2538 อัลเทอร์มาจีบ

– ซึ่งก็ดีนะ เพราะเท่าที่เห็นคือไม่มีนักแสดงคนไหนเกร็งเลย

ใช่ๆ…แม้แต่อาเกรียง (เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง) ที่รับบทเป็น อาเจ็ก เขาก็เล่นตามความเข้าใจของเขา เราก็ได้ทีเด็ดของเขามาหลายอย่าง หรือแม้แต่อารอน (รอน บรรจงสร้าง รับบทพ่อของแหม่ม) ที่ตอนแรกถามว่าจะให้เล่นยังไง ผมก็ปล่อยให้แกแสดงตามความเข้าใจมันเลยจะออกมาเป็นละครแบบที่แกถนัด ซึ่งพอมาอยู่ในหนังมันเลยตลกมาก พอทุกคนถ่ายทอดออกมาตามความเข้าใจมันเลยไม่มีใครขาดหรือเกิน

 

– ทำหนังเรื่องแรกเสร็จไปแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

ก็ติดใจนะ เราว่าการทำหนังนั้นสิ่งที่ได้มามันไม่ใช่แค่หนัง แต่มันเป็นความทรงจำ หนังเรื่องนี้มันบอกเราว่าช่วงนี้มีอะไร เราคิดอย่างไร เก็บความทรงจำเราไว้ 4-5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ ถ้าให้ทำอีกจะออกมาแบบนี้อีกหรือเปล่าไม่มีใครทราบ ประสบการณ์มันก็จะบอกเรา

BIOSCOPE Theatre
เสาร์ที่ 12 สิงหาคม : ‘2538 อัลเทอร์มาจีบ’

ชมหนังฟรีทุกวันเสาร์ 2 ช่วงเวลา
13.00 น. และ 22.00 น.

ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

ชมไฮไลต์โปรแกรมหนังเดือนสิงหาคม​