หนังดีจากนิยายของ สตีเฟน คิง: ราชานิยายสยองขวัญผู้เป็นที่รักของนักทำหนัง

Home / bioscope / หนังดีจากนิยายของ สตีเฟน คิง: ราชานิยายสยองขวัญผู้เป็นที่รักของนักทำหนัง
Stephen King

เห็นรายได้และคำวิจารณ์ของ The Dark Tower (2017, นิโคไล อาร์เซล) แล้วอย่าเพิ่งถอดใจว่าหนังแฟนตาซีที่สร้างจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของราชานิยายระทึกขวัญอย่าง สตีเฟน คิง จะ ‘แป้ก’ ไปเสียทุกเรื่อง

เพราะก่อนหน้านั้น โลกฮอลลีวูดผลิตหนังชั้นยอด กวาดรางวัลและรายได้ถล่มทลายมาแล้วจากวรรณกรรมทั้งเรื่องยาวเรื่องสั้นของคิงนี่เอง!

 

The Shawshank Redemption (1994, แฟรงค์ ดาราบอนต์)

หนังระดับห้าดาวที่สร้างจากเรื่องสั้น Rita Hayworth and Shawshank Redemption จากหนังสือ Different Seasons ปี 1982 ของคิง และ แฟรงค์ ดาราบอนต์ ซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นหนังในราคาเพียง เอ่อ… 1 เหรียญฯ ถ้วน

เรื่องของนายธนาคารผู้ซื่อตรงถูกใส่ร้ายว่าฆ่าภรรยาตัวเองตายจนต้องโทษติดคุกตลอดชีวิต นำมาสู่ชีวิตชวนสิ้นหวังภายหลังลูกกรง กับเหล่านักโทษที่ค่อยๆ ถูกความโหดร้ายในเรือนจำทำให้ลืมชีวิตที่ถูกปฏิบัติอย่างมนุษย์ด้วยกันในโลกภายนอกไปทีละน้อย…

ไม่เพียงแต่มันจะดาหน้าเข้าชิงทุกเวทีน้อยใหญ่ทั้งที่เป็นหนังยาวเรื่องแรกในฐานะผู้กำกับของดาราบอนต์ แต่ตัวหนังยังยืนหยัดผ่านระยะเวลายาวนานด้วยการเป็นหนังในดวงใจอันดับ 1 ของเว็บไซต์ฐานข้อมูลภาพยนตร์อย่าง IMDB ด้วย

 

The Shining (1980, สแตนลีย์ คูบริค)

สร้างจากวรรณกรรมสยองขวัญชื่อเดียวกันปี 1977 ของคิง ซึ่งคิงเอาประสบการณ์ส่วนตัวจากการเข้าพักในโรงแรม The Stanley Hotel ในรัฐโคโรราโด ระหว่างบำบัดอาการติดสุราเรื้อรังมาเขียน และเป็นเรื่องแรกที่แจ้งเกิดเขาในฐานะนักเขียนผู้รังสรรค์งานสยองขวัญได้อย่างน่าขนลุกมากที่สุดคนหนึ่งของยุคสมัย เล่าเรื่องครอบครัวหนึ่งที่พักอยู่ในโรงแรมเคยเกิดเหตุฆาตกรรมสยองขวัญ พร้อมสิ่งลี้ลับในโรงแรมที่ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับเรื่องสยองที่สุดในชีวิต

นี่คือหนึ่งในหนังสยองขวัญแห่งยุค 80 พล็อตเรื่องสุดเฮี้ยนบวกการแสดงสุดหลอนของ แจ็ค นิโคลสัน ในบทนักเขียนขี้เหล้าผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ก็ทำให้มันกลายเป็นหนังที่ไม่ว่าจะหยิบมาดูในยุคสมัยใด ก็ยังให้อารมณ์ขนลุกขนพองอยู่ไม่เสื่อมคลาย

 

Stand by Me (1986, ร็อบ ไรเนอร์)

พูดถึงหนัง coming of age-เราจะต้องพูดถึง Stand by Me

หนังดราม่าน้ำดี สร้างจากวรรณกรรมเรื่อง The Body ซึ่งถูกตีพิมพ์ในหนังสือรวมงานเขียนของคิงเรื่อง Different Seasons ปี 1982 เล่าถึงเด็กชายสี่คนในเมืองเล็กๆ ออกเดินทางตามหาศพของเด็กชายอีกคนที่หายไปจากเมือง จนผูกพันเป็นมิตรภาพอันแน่นแฟ้นจนต้องหลั่งน้ำตา

ตัวหนังเข้าชิงออสการ์สาขาเขียนบทยอดเยี่ยม และชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาหนังแห่งปี, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และเป็นหนังที่ดำรงอยู่ในใจของผู้คนทุกเพศทุกวัย ที่อาจเคยมีประสบการณ์ก้าวพ้นวัยและมิตรภาพในวัยเด็กแบบเดียวกับเหล่าตัวละครทั้งสี่นั่นเอง

 

The Green Mile (1999, แฟรงค์ ดาราบอนต์)

กรีนไมล์ คือทางเดินสีเขียวที่นักโทษใช้เป็นทางออกเดินจากห้องขังไปสู่เก้าอี้ไฟฟ้าในสาระสุดท้าย

เรื่องราวในเรื่องคือความสัมพันธ์ระหว่างพัศดีกับ จอห์น ค็อฟฟี (ไมเคิล คลาร์ค ดันแคน) นักโทษผิวดำร่างยักษ์ที่โดนข้อหาฆ่าคนตายและได้รับโทษประหารชีวิต ท่ามกลางบรรยากาศสิ้นหวังนั้น เหล่าพัศดีกลับเห็นพฤติกรรมอันอ่อนโยนขัดแย้งกับภาพลักษณ์และสถานะนักโทษของค็อฟฟี

จากสร้างหนังสือชื่อเดียวกันปี 1996 ของคิง เนื้อเรื่องถูกแบ่งเล่าออกเป็น 6 ตอน และเป็นอีกงานเขียนชั้นเลิศของคิงที่เขียนในแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism) ความนิยมของมันทำให้ The Green Mile ของคิงถูกนำกลับมาตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งแบบปกอ่อนและปกแข็ง

ขณะที่เวอร์ชั่นหนังเองก็เข้าชิงออสการ์สาขาหนังยอดเยี่ยมแห่งปี และยังคงสถานะ ‘หนังที่ดีที่สุด’ เป็นลำดับต้นๆ ของเว็บไซต์ IMDB และเป็นหนังอีกเรื่องที่เล่าถึงความหวังในชีวิตได้อย่างงดงามมากที่สุดเรื่องหนึ่ง

 

The Mist (2007, แฟรงค์ ดาราบอนต์)

สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกันของคิง โดยดาราบอนต์ (อีกแล้ว)

สร้างจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกันของคิง ซึ่งถูกตีพิมพ์รวมเล่มอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นสยองขวัญ Dark Forces: New Stories of Suspense and Supernatural Horror ปี 1980 ตัวหนังสือได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยหนังสือสยองขวัญยอดเยี่ยมใน Horror: Another 100 Best Books โดย คิม นิวแมน และ สตีเฟน โจนส์ นักเขียนวรรณกรรมสยองขวัญชาวอังกฤษ

The Mist ว่าด้วยเมืองเล็กๆ ที่ถูกสัตว์ประหลาดยักษ์ลี้ลับบุกเข้ามาทำลาย ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งหลบอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตและต้องเกาะกลุ่มกันไว้เพื่อความปลอดภัย ทั้งพ่อและลูกชายตัวน้อย, สาวแคชเชียร์, ทหาร ไปจนถึงคนเคร่งศาสนา ท่ามกลางความตึงเครียดที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ทุกคนคลุ้มคลั่งด้วยความกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคิงได้พล็อตเรื่องมาจากประสบการณ์จริง เมื่อหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ถูกพายุฝนถล่มครั้งใหญ่ หนึ่งวันหลังพายุผ่านพ้น เขากับลูกชายเดินทางไปซูเปอร์มาร์เก็ตของเมืองเพื่อซื้อของจับจ่ายใช้สอยเข้าบ้าน และนาทีนั้นเองที่คิงจินตนาการถึงสัตว์ประหลาดยักษ์ที่อาจเข้ามาโจมตีร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ จนเขานำมันกลับมาเขียนเป็นวรรณกรรมเรื่องเยี่ยมเรื่องนี้

ตัวหนังเองทำได้เยี่ยมไม่แพ้งานเขียน เพราะมันเดินหน้ากวาดรางวัลจากเวทีต่างๆ มากมาย และแม้ว่า ‘ตอนจบ’ ของหนังจะแสนอื้อฉาวเสียจนเราอาจจะลืมไปว่า มันเป็นหนังอีกเรื่องที่แสนจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ฝีมือการคิดพล็อตเรื่องเพื่อขับธาตุแท้ในตัวมนุษย์ของคิง และการกำกับหนังเพื่อเน้นอารมณ์อันละเอียดอ่อนจากตัวละครของดาราบอนต์นั้น ยอดเยี่ยมและคงกระพันผ่านกาลเวลามากเพียงใด (และจนตอนนี้ มันก็ยังเป็นหนังที่ถูกพูดถึงในฐานะ หนังที่ชวนสิ้นหวังและมีจุดจบที่ชวนให้ทึ้งหัวมากที่สุดอีกด้วย!)