(Interview) #BKKY และความท้าทายใหม่ของคนทำสารคดี นนทวัฒน์ นำเบญจพล

Home / bioscope / (Interview) #BKKY และความท้าทายใหม่ของคนทำสารคดี นนทวัฒน์ นำเบญจพล

แม้ เบิ้ล-นนทวัฒน์ นำเบญจพล จะได้ชื่อว่าเป็นนักทำสารคดีที่นำเสนอได้สวยงามใกล้เคียงกับความเป็นหนังเล่าเรื่อง ทั้งใน ‘ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง’ และ ‘สายน้ำติดเชื้อ’ ไปจนถึงยังมีประสบการณ์ร่วมเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทซีรีส์ดัง ‘Hormones วัยว้าวุ่น’​ ในซีซั่นที่ 2 มาแล้วก็ตาม หากแต่ในผลงานล่าสุดของเขาอย่าง #BKKY แล้วนี่คือการได้มาทำหนังเล่าเรื่องครั้งแรกของเขา (แม้จะยังมีส่วนของการสัมภาษณ์​แบบสารคดีอยู่ก็ตาม)​ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกในการทำภาพยนตร์ในระบบสตูดิโอ​ของตัวนนทวัฒน์อีกด้วย

แต่กระนั้น #BKKY​ ก็มีความคล้ายกับผลงานสารคดีขนาดยาวเรื่องแรกของเขาเองอย่าง ‘โลกปะราชญ์’ อยู่สูง ทั้งประเด็นการสำรวจวัยรุ่นในเมืองใหญ่ ไปจนถึงความหลงใหลในกีฬาสเก็ตบอร์ดของตัวเขา นั้นจึงทำให้หนัง(กึ่งเล่าเรื่องกึ่งสารคดี)​เรื่องนี้กลายเป็นการมาบรรจบกันของการทำสิ่งที่คุ้นเคยในรูปแบบที่ท้าทายต่างออกไปของตัวนนทวัฒน์​ได้อย่างน่าสนใจ


– ที่มาของโปรเจ็กต์ #BKKY

วันหนึ่งตอนนั้นเราออกกองพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) อยู่ พี่จะ ‘ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง’ หรือ ‘สายน้ำติดเชื้อ’ ก็โทรมาชวนเราทำสารคดีเกี่ยวกับวัยรุ่น เราเองก็พึ่งเสร็จจากการบทฮอร์โมน ซีซั่นที่ 2 พอดี เราก็เลยสนใจซับเจ็กต์ที่เป็นวัยรุ่นมาก เอาจริงๆ บุคคลที่เราสำรวจในสารคดีมาตลอดก็คือวัยรุ่น ไม่ว่าจะ ‘ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง’ หรือ ‘สายน้ำติดเชื้อ’ หรืออาจจะย้อนไปไกลถึง ‘โลกปะราชญ์’ เลยก็ได้ ซึ่งในขณะเดียวกันเราก็สนใจที่จะลองทำงานในทิศทางใหม่ๆ ดูบ้าง ซึ่งทางพี่จุ๊กเองก็ให้อิสระกับเราเต็มที เพราะส่วนหนึ่งเขาอยากจะใช้สารคดีนี้มารีเสิร์ชข้อมูลให้กับหนังเรื่องใหม่ของพี่เขาด้วย ก็เลยพยายามไปคิดต่อว่า วิธีการแบบไหนที่มันทำให้ได้สิ่งที่ต้องการทั้งเขาและเราเองก็สนุกด้วย มันก็เลยเริ่มจากไอเดียที่เราอยากสัมภาษณ์เด็กวัยรุ่น 100 คน เราก็ท้าทายตัวเองต่อว่าเราจะทำยังไงต่อกับบทสัมภาษณ์เหล่านี้ เพื่อให้กลุ่มคนที่ไม่เคยดูหนังของเรามาก่อนเลยคือกลุ่มวัยรุ่นให้เขาอยากมาดูหนังของเรา ซึ่งพอมันเป็นสารคดีเฉยๆ เขาอาจจะไม่อยากดู ก็เลยสร้างส่วนของเรื่องที่แต่งขึ้นมาและถ่ายทำเพิ่มไปกับส่วนที่เป็นสารคดีด้วย

เอาจริงๆ มันก็ไม่ใช่วิธีการที่มันใหม่นะ แต่พอเราไปถ่ายส่วนที่มันเป็นบทที่เราเขียนมาเสริมส่วนที่สัมภาษณ์ สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาหนังมันไม่ค่อยจะเป็นสารคดีสักเท่าไหร่ แทบจะเป็นหนังเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งไปแล้ว แต่ถ้าคนจะมองว่ามันคือสารคดีมันก็มองได้ เราเองในเมื่อมาทำงานในสตูดิโอ เราก็อยากให้หนังมันได้เงินกลับไปสู่เขาด้วย เราก็เลยทำให้มันสนุกมากขึ้นด้วย ซึ่งพอมันเป็นเรื่องวัยรุ่นในกรุงเทพฯ จังหวะและเรื่องราวของมันก็จะเร็วกว่าการที่เราไปทำสารคดีในต่างจังหวัดโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างตอนเราไปทำสารคดี ‘สายน้ำติดเชื้อ’ ที่ห้วยคลิตี้ มีสายน้ำมีต้นไม้พริ้วไหว เวลาและทุกอย่างมันเดินช้ามาก แต่พอมาเป็นกรุงเทพฯ มันมีพลังงานมันมีความคึกคักซึ่งสำหรับเรามันเป็นพลังงานแบบเดียวกับตอนที่เราทำ ‘โลกปะราชญ์’ เลย ดังนั้นจังหวะหรือประเด็นใน #BKKY มันจึงค่อนข้างใกล้เคียงกับเรื่องนั้นมาก แม้กระทั่งประเด็น เพราะว่ามุมมองที่เด็กมีต่อโลก มีต่อพ่อแม่มันยังคงเหมือนเดิม คือแกนบางอย่างมันยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่บริบทบางอย่างที่มันเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง ซึ่งพอโลกมันเร็วขึ้นมันก็ทำให้เด็กโตวัยขึ้น กล้าคิดกล้าแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ซึ่งมันก็ช่วยเราให้ได้อัพเดตกับวัยรุ่นในปัจจุบันไปในตัวด้วย

ที่นี้พอเราสัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นไป 100 คน โดยบังเอิญ ประเด็นเรื่องเพศของคนประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ เคยคบหากับคนเพศเดียวกันสมัยมัธยมฯ ก่อนที่ไปคบเพื่อนต่างเพศในช่วงมหาวิทยาลัย คืออยากคน 100 คนเราก็ได้มาจากหลากหลายแหล่ง ทั้งจาก SOITIP Casting (ของ สร้อยฟ้า แสนคำก้อน และ ทิพย์วรรณ นรินทร) และก็ไปหาจากแถวสยามด้วย ตามโรงเรียนกวดวิชาหรือตามจุดต่างๆ หรือตามโรงเรียนต่างๆ ที่อยู่รอบนอกหน่อย โดยเน้นตามแลนด์มาร์คสำคัญๆ ของกรุงเทพฯ แล้วก็ค่อยถามแต่ละคนว่ามีเพื่อนที่น่าสนใจแนะนำไหม เพราะเราต้องการเด็กหลายๆ แบบ ทั้งเด็กจากโรงเรียนชายล้วนหรือหญิงล้วน แก๊งเด็กติ่งเกาหลี กลุ่มนักกีฬาโรงเรียน หรืออื่นๆ

– ตอนสัมภาษณ์ เราใช้วิธีการยังไงให้พวกเขาสามารถเปิดเผยความรู้สึกหรือตัวตนของพวกเขาออกมาได้

มันก็เป็นประสบการณ์ในการทำสารคดีของเราด้วย จริงๆ เราเซ็ตคำถามง่ายๆ 3-4 คำถาม เช่นอยากเรียนอะไร เคยมีความรักไหม หรือพ่อแม่เป็นยังไงบ้าง แล้วค่อยๆ ต่อยอดจากสิ่งที่เขาตอบมา ซึ่งทางสร้อยฟ้าและทิพย์วรรณเองก็ช่วยให้เด็กๆ ที่มาผ่อนคลายขึ้นซึ่งก็ช่วยเหลือเราได้เยอะ สิ่งที่เราภูมิใจคือ เด็กๆ ที่มาหลายคนเขาได้ระบายสิ่งที่เขาอยากจะพูดออกมา ซึ่งมันได้ปลดปล่อยหลายๆ สิ่งในใจเขาออกมาด้วย คือเหมือนเขารู้สึกว่าได้ไปคุยกับจิตแพทย์ (หัวเราะ)

หลังจากนั้นมันก็มีหลายๆ ประเด็นที่มันน่าสนใจ ทั้งมุมมองที่เขามีต่อเรื่องความสัมพันธ์มันกว้างมาก มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเพศอีกต่อไป คือเขามองที่เรื่องความรักก่อนส่วนเรื่องเพศมันค่อยตามมาที่หลัง ซึ่งพอเราเอามาเล่าให้พี่จุ๊กฟัง มันก็ตรงกับโปรเจ็กต์หนังที่เขากำลังทำอยู่พอดี นั่นคือ Fifteen (ซึ่งต่อมาคือ ‘เมื่อฉันกับเธอ XXX’) ก็เลยได้เข้ามามีส่วนร่วมในร่างแรกๆ ของบทหนังเรื่องนั้นด้วย ซึ่งเราก็ใช้ข้อมูลที่ได้มาเสริมแก่นเดิมของบทที่มันมีอยู่แล้ว ก่อนที่ทีมบทจะเอาไปพัฒนาต่อไป

– วิธีการคัดเลือกจากสิ่งที่เด็กทั้ง 100 คนพูดเราทำยังไงบ้าง

คือด้วยจำนวนฟุตเตจที่มันเยอะมาก สุดท้ายแล้วก็เหลือแค่คนละหนึ่งประโยค จากที่เราตั้งคำถามไปสามสี่ประเด็น เช่นเรื่องความรัก เรื่องการเรียน เรื่องชีวิต เราก็ต้องมานั่งดูในแต่ละประเด็นอีกว่ามันมีแต่แยกย่อยออกไปอีกกี่หัวข้อ จนมันละเอียดที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วก็เลือกนำมาเรียงลำดับความสำคัญอะไรมาก่อนมาหลัง เสร็จแล้วก็นำมาเขียนเป็นบทอีกทีที่จะเอามาถ่ายในส่วนที่เป็นเรื่องแต่งซึ่งเราจะนำไปเสริมส่วนที่เป็นสัมภาษณ์อีกที ซึ่งพอดีเราติดใจซับเจ็กต์คนหนึ่งมาก คือน้อง โจโจ้ (พลอยยุคล โรจนกตัญญู) ซึ่งเขาดูฉลาดแล้วกล้าแสดงออก คุยไปคุยมาก็รู้ว่าน้องเขาเขียนไดอารี่ทุกวันเลย ก็เลยขอน้องมาอ่านดู ซึ่งน้องเขียนสนุกเป็นเรื่องเป็นราว แล้วมันก็อินไซด์ความเป็นวัยรุ่นในโมเม็นต์ต่างๆ ก็เลยนำเอาเรื่องของน้องโจโจ้ในไดอารี่มาเป็นแกนในบทส่วนที่เขียนเพิ่มขึ้นมา ซึ่งในส่วนของบทสัมภาษณ์เองมันก็ช่วยขยี้ประเด็นต่างๆ ที่เรานำเสนอผ่านเรื่องราวของโจโจ้ด้วย คือในประเด็นหนึ่งที่โจโจ้เจอ มันก็จะมีมุมมองหลายๆ แบบจากคนอื่นๆ ที่มีต่อเรื่องเดียวกัน

 

– สิ่งที่ทำให้เราเลือกโจโจ้มาเป็นตัวละครหลักคืออะไร

คือเราเองคุยถูกคอและน้องก็กล้าแสดงออกด้วย คือน้องเป็นคนที่ลุ่ทกอย่างแบบเปิดเผยมากทั้งเรื่องพ่อเรื่องแฟน อีกอย่างคือมุมมองในเรื่องความรักหรือการศึกษาของน้องก็น่าสนใจ มันค่อนข้างเปิดกว้างและมันสามารถนำไปต่อยอดได้เยอะ อีกอย่างคือน้องเองก็ขึ้นกล้องด้วย (หัวเราะ) ก็เลยเลือกมาแสดงในส่วนของที่แต่งขึ้นใหม่ด้วย

– แล้วนักแสดงคนอื่นๆ ที่เราเลือกมาเล่นในส่วนของเรื่องแต่งด้วย เราได้ใส่ตัวตนของพวกเขาลงไปด้วยหรือเปล่า

คือทุกๆ คนมีความเป็นตัวเองอยู่ในหนัง เช่น เจสเปอร์ (เจตน์ เกสะวัฒนะ) เองก็เล่นเป็นบทบาทชื่อของตนเอง แต่ถ้าให้เทียบกับโจโจ้แล้ว โจโจ้จะมีตัวตนจริงๆ ในหนังถึง 90 เปอร์เซ็นต์  ส่วนคนอื่นๆ จะมีแค่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ มันคือการหยิบเรื่องราวชีวิตของคนอื่นๆ บางส่วนมาใส่ในเรื่องราวของโจโจ้อีกที

อย่าง คิว (อนงค์นาถ ยูสานนท์) เองก็เคยอยู่โรงเรียนหญิงล้วนมาแล้ว ซึ่งเขาก็เข้าใจมุมมองความรักในแบบโจโจ้เป็นอย่างดี ซึ่งก็ดูเหมาะดีและผสมกับเคมีของทั้งสองคนก็ไปด้วยกันดี (ในขณะที่ชีวิตของ เจสเปอร์ มันดูซ้อนทับกับ ‘โลกปะราชญ์’ ด้วย – ผู้เขียนถาม) ใช้ และที่สำคัญคือเขาโตจากเมืองนอกด้วยซึ่งมันก็ทำให้ได้มุมมองอีกแบบหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือเพราะน้องเขาเล่นสเก็ตได้นี่ละ (หัวเราะ) ซึ่งมันทำให้เรานึกถึงตัวเองตอนทำ ‘โลกปะราชญ์’ ด้วย

เอาเข้าจริง มันแทบจะเหมือน ‘โลกปะราชญ์’ เลย ทั้งวิธีการหรือจังหวะการตัดต่อถ่ายทำ ไปจนถึงประเด็น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากรู้อีกอย่างว่า พอเราได้กลับมาทำงานแบบเดิมอีกครั้งมันจะแตกต่างไปจากเดิมยังไง เพราะเราเองก็อย่างลองทำหนังที่มันเข้าถึงคนในวงกว้างให้มากที่สุด

 

– เบิ้ลเป็นคนทำสารคดีที่มักจะนำเสนอคาแร็กเตอร์ของสถานที่ไปพร้อมๆ กับประเด็นที่จะเล่า แล้วใน #BKKY เราอยากจะนำเสนอกรุงเทพฯ ในแบบไหน

พื้นฐานการทำสารคดีของเราเรามักจะเริ่มคิดถึงพื้นที่นั้นๆ ก่อน แล้วค่อยมาดูว่าในพื้นที่เหล่านั้นมันมีประเด็นอะไรที่เรามาต่อยอดได้อีกบ้าง  แต่ใน #BKKY เองเราก็ยอมรับนะว่าเรามุ่งไปที่การสำรวจวัยรุ่นในกรุงเทพฯ ก่อน โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะนำเสนอกรุงเทพฯ ในมุมมองแบบไหน ที่ผ่านมาเราไม่เคยอยากถ่ายหนังในกรุงเทพฯ เท่าไหร่ เพราะเราเองก็โตมาที่นี่ ซึ่งสำหรับเรามันไม่มีอะไรที่น่าสนใจมากขนาดนั้น คือเห็นอยู่ทุกวันก็จะรู้สึกว่าธรรมดา แต่พอไปถ่ายหนังที่ชายแดนแล้วตื่นตาตื่นใจกว่า (หัวเราะ) ในหนังเรื่องนี้มันเลยคล้ายๆ การอัพเดตกรุงเทพฯ ในปัจจุบันสำหรับเรามากกว่าว่าหน้าตามันเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

คือความเป็นกรุงเทพฯ สุดท้ายมันออกมาจากเด็กที่เราสัมภาษณ์ทั้ง 100 คน ทั้งเรื่องความรักที่มันหวือหวาขนาดนี้ หรือเรื่องอื่นๆ มันแสดงให้ทางเลือกในชีวิตที่มันเยอะกว่า อีกอย่างวัยรุ่นส่วนใหญ่ที่เราคุยโตมาในชนชั้นกลาง เราถามเรื่องดอนเมืองด้วยนะ ไม่มีใครรู้เรื่องเลยคือเขาไม่สนใจประเด็นการเมืองหรือสังคมเลย คือน้อยมาก ต่างจากเด็กต่างจังหวัดที่เขาจะสนใจเรื่องเหล่านี้มากกว่า แต่ในแง่ความคิดความฝันที่มีต่ออนาคต เด็กในกรุงเทพฯ จะหลากหลายมาก เพราะโอกาสที่มันเปิดกว้างกว่าต่างจังหวัดด้วย ผิดกับเด็กต่างจังหวัด อย่างเราไปถ่ายงานบนดอย ทุกอย่างมันจำกัดมากๆ เขาแทบจะฝันอะไรไม่ได้เลย เป็นได้แค่ทหารอย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่ตัวเลือกเยอะไปหมด แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเลือกอะไรเหมือนกัน

– ตัวเราเองที่เคยทำแต่สารคดี แล้วในเรื่องการกำกับการแสดงครั้งแรก เรามีวิธีการยังไง

คือด้วยงบขนาดที่เราได้มา ถ้าเป็นโปรดักชั่นหนังอื่นๆ เขาอาจจะใช้ทีมงานใหญ่ๆ แล้วถ่ายอัดคิวภายในไม่กี่วัน แต่เราทำกลับกัน คือเหลือทีมงานถ่ายทำให้น้อยที่สุดเท่าทีทำได้ และขยายวันถ่ายทำให้มากที่สุดแทน เพื่อที่จะได้ค่อยๆ กำกับไป ค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกับนักแสดงกันไป พยายามถ่ายเรียงตามบทให้ได้มากที่สุด อยากให้ตัวเราและนักแสดงโตไปพร้อมๆ กัน มันเลยเป็นบรรยากาศที่ค่อนข้างสบายๆ ซื้อกล้องซื้ออุปกรณ์ไฟมาเอง เพื่อที่จะไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาถ้าเราเช่าอุปกรณ์มา ดังนั้นทุกอย่างมันจะช้าๆ วันหนึ่งได้ 2-3 ซีน

จริงๆ การได้ออกกองถ่ายกับพี่เจ้ย เราก็นำเอาเทคนิคของพี่เจ้ยมาใช้เต็มๆ เลย คือก่อนถ่ายแต่ละวันเราก็จะมานั่งเวิร์คช็อปกันก่อนว่า วันนี้จะถ่ายอะไรมีซีนอะไรบ้าง ก็มีการซ้อมกันในระดับหนึ่ง พอถึงหน้ากองก็ให้น้องๆ ได้ทดลองเล่นในหลายๆ แบบเผื่อเลือก อีกอย่างคือเราจะถ่ายลองเทคในทุกๆ ซ็อต แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมุมไปเรื่อยๆ เพื่อนำมาเลือกตัดต่อในภายหลัง ซึ่งเอาเข้าจริงเป็นวิธีการที่เหนื่อยนะ เพราะสุดท้ายมันจะต้องมาด้นสด (improvise) ในการตัดต่ออีกที เพราะมันไม่ได้ถูกล็อกไว้ทั้งหมด ซึ่งของพี่เจ้ยเองจะถ่ายลองเทคเยอะมากและสามารถเลือกตัดเข้าตอนไหนก็ได้ แต่เราเองยังไม่ได้แม่นในการทำหนังเล่าเรื่องขนาดนั้น มันเลยยิ่งที่ถ่ายเผื่อทุกสิ่งไว้เยอะมาก และสุดท้ายตอนมาตัดต่อจริงๆ มันก็เปลี่ยนไปจากสิ่งที่คิดไว้ตอนแรกเยอะเหมือนกัน คือมันก็มีทั้งซีนที่ลองเทคเลย กับซีนที่คัตหลายๆ ครั้งก็มี

จริงๆ ตอนเสร็จใหม่ๆ เราไม่มั่นใจกับหยังเลยว่ามันจะแมสส์พอไหม คนดูจะฟีดแบ็คมันยังไง คือถึงแม้เราจะพยายามทำสารคดีที่มันไม่ค่อยเหมือนสารคดีก็ตาม อย่างที่เคยเห็นทั้งใน ‘ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง’ หรือ ‘สายน้ำติดเชื้อ’ ซึ่งเราเองพยายามหลีกเลี่ยงการสัมภาษณ์แบบ Taking Head (นั่งคุยโดยเห็นผู้สนทนา) มาโดยตลอด แล้วเรื่องนี้คือการนำสิ่งที่เราหนีมาตลอดมาท้าทายตัวเอง จนกระทั่งได้ไปเปิดตัวที่เทศกาลหนังปูซาน 2016 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นฟีดแบ็คของผู้ชม ซึ่งคนดูเกาหลีเขาจะตื่นเต้นมากว่า โห คนไทยเปิดกว้างเรื่องเพศขนาดนี้เลยเหรอ แล้วพอฉายเสร็จผู้ชมก็มารอต่อคิวถ่ายรูปกับน้องคิวกับโจโจ้ที่ไปด้วยจนน้องๆ ร้องไห้ดีใจ สำหรับเราก็คิดว่ามันคงได้ประมาณนี้ แต่หลังจากนั้นหนังก็ไปอีกหลายเทศกาลมาและฟีดแบ๊คมาก็ค่อนข้างโอเค หรือแม้แต่ที่ได้รางวัลหนังสารคดียอดเยี่ยมจากฮัมบูร์ก (เทศกาล Lesbisch-Schwules Stadtfest 2017) มาก็ค่อนข้างแปลกใจเหมือนกัน

– หลังจากนี้เราอยากจะทำหนังเล่าเรื่องอีกไหม นอกจากการทำสารคดี

อยากทำ และตอนนี้ก็มีทำอยู่คือ ‘ดอยบอย’ เป็นหนังเล่าเรื่อง โดยเราทำไปพร้อมๆ กับสารคดีที่ชื่อ No Boys Land ซึ่งเป็นรีเสิร์ชของหนัง ‘ดอยบอย’ อีกที คือพอเราทำหนังในกรุงเทพฯ เสร็จแล้วก็ก็คิดถึงชายแดนของเราเหมือนเดิม ก็เลยอยากกลับไปทำหนังในพื้นที่เหล่านั้นอีกครั้ง ซึ่งเราเคยทำชายแดนกัมพูชามาแล้ว ไปแถวๆ คลีตี้มาแล้ว ก็เลยเลือกไปทำที่ภาคเหนือดูบ้าง ซึ่งเราเองก็เคยทำสารคดีกลางที่เกี่ยวกับไทยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เลยมีเพื่อนไทยใหญ่ที่เรารู้จักหลายคน จนมาวันหนึ่งก็มีเพื่อนคนหนึ่งหนีกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด ไปเป็นทหารเฉยเลย ไม่อยากอยู่แล้วกรุงเทพฯ ซึ่งมันเป็นช่วงที่ อองซานซูจี ได้รับการเลือกตั้งพอดี ก็เลยสนใจว่าเพราะอะไรพวกเขาถึงสนใจจะกลับไปเป็นทหารอยู่บนดอย ซึ่งเหล่านี้มันเริ่มเมื่อสองปีที่แล้วนะ แล้วเราก็ค่อยๆ เก็บฟุตเตจมาเรื่อยๆ จนรู้ว่าความฝันของชาวไทยใหญ่อย่างหนึ่งคือการได้มาใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในเชียงใหม่ ซึ่งพอเป็นเชียงใหม่แล้วการถ่ายทำในแง่สารคดีมันอาจจะยากเกินไป ก็เลยนำเรื่องราวตรงนี้มาทำเป็นหนังเล่าเรื่องแทน โดยว่าคนที่อยู่บนดอยแล้วอยากใช้ชีวิตอยู่ในเมือง กับคนที่มีความสุขดีกับการใช้ชีวิตบนดอย คือส่วนของสารคดีเราก็ทำของเราไปไม่ได้มีปัญหาอะไร ส่วนที่เป็นหนังเล่าเรื่องเราก็เขียนบทเสร็จแล้ว ก็ส่งไปขอทุนที่ SEAFIC ด้วยก็ติด 5 เรื่องสุดท้าย ซึ่งก็ได้คอมเม็นต์บทกลับมาเยอะมาก แล้วก็นำมาพัฒนาบทเรื่อยๆ ก็พยายามเอามันไปขอทุนในที่ต่างๆ ต่อไป