ยังไม่ได้ดู!! ศาลปกครอง “ยกฟ้อง” คดีผู้สร้าง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ฟ้อง คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ฯ

Home / bioscope / ยังไม่ได้ดู!! ศาลปกครอง “ยกฟ้อง” คดีผู้สร้าง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ฟ้อง คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ฯ

วันนี้ (11 มี.ค. 2560) ที่ ศาลปกครอง ได้มีการนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีพิพาทที่ มานิต ศรีวานิชภูมิ และ สมานรัชฎ์ กาญจนะวนิชย์ โปรดิวเซอร์และผู้กำกับของภาพยนตร์ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ได้ฟ้องต่อ คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ, คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อเพิกถอนคำสั่งที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไม่อนุญาตให้หนัง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ออกฉาย และเรียกค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 7 ล้านบาท โดยในที่สุด ศาลปกครอง ได้พิพากษายกฟ้อง

เรื่องราวใน ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ว่าด้วยกลุ่มละครเวทีที่กำลังแสดงในเรื่อง แม็คเบ็ธ ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ ซึ่งตัวแสดงนำเป็น เมฆเด็ด นั้นมีหน้าเหมือนกับ “ท่านผู้นำ” จอมเผด็จการในโลกจริงที่หนังวางไว้ให้เกิดในประเทศสมมติ ซึ่งในท้ายที่สุดหนังจบลงด้วยความรุนแรงและมีฉากที่กลุ่มสนับสนุน “ท่านผู้นำ” ได้นำร่างของผู้กำกับละคร (ที่แต่งตัวคล้ายเชคสเปียร์) จับแขวนคอและทุบตีด้วยเก้าอี้เหล็กพับ ท่ามกลางกลุ่มคนจำนวนมากที่มาส่งเสียงเชียร์

โดยศาลปกครองได้มองว่า แม้ประเทศในภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นประเทศสมมติก็ตาม “แต่เนื้อหาหลายตอนหลายฉากสื่อให้เห็นได้ว่าเป็นสภาพสังคมไทยและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย” มิใช่ประเทศสมมติตามที่ผู้สร้างกล่าวอ้าง และ คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติมองว่าคล้ายกับเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และมีกลุ่มตัวละครชายโพกผ้าสีแดงถือท่อนไม้เข้าไปทำร้ายคนดูในโรงละคร ไปจนถึงส่งเสียงสนับสนุนการกระทำในฉากดังกล่าว อันเป็นฉากที่ก่อให้เกิดการแตกสามัคคีระหว่างคนในชาติ

แม้ว่าจะมีภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องนำประวัติศาสตร์ชาติไทยในอดีตที่มีความขัดแย้งของคนในชาติมาสร้างก็ตาม แต่ประวัติศาสตร์ในอดีตดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นมาหลายร้อยปีแล้ว จนคนไทยในปัจจุบันไม่อาจสืบสาวเรื่องราวได้ว่าบุคคลในประวัติศาสตร์ดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์หรือเป็นญาติพี่น้องกับตนหรือไม่ จึงไม่ก่อให้เกิดความเคียดแค้นชิงชัง ต่างจาก ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’  ที่นำเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็น “เหตุการณ์ร่วมสมัย” และมีความยาวในฉากดังกล่าวถึง 2 นาทีเศษ ย่อมสร้างความไม่พอใจให้แก่ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตหรือผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดความรู้สึกเคียดแค้นชิงชัง อันเป็นชนวนให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติได้ และแม้จะมีการแจ้งให้ผู้สร้างสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงฉากดังกล่าว แต่ทางผู้สร้างยืนยันที่จะไม่ทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ศาลจึงเห็นว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ชอบด้วยกฏหมายจึงมีมติให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคือผู้สร้างและผู้กำกับ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เป็นผลให้คำตัดสินห้ามเผยแพร่ภาพยนตร์ในไทยของหนังเรื่องนี้ยังคงอยู่ต่อไป ทั้งนี้ทางมานิตและสมานรัชฎ์ยังมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์อีกครั้งภายใน 30 วัน

หลังจบการอ่านคำพิพากษาและทุกคนได้เดินออกมาจากห้องพิจารณาแล้ว สมานรัชฎ์ได้เดินไปหายัง ประดิษฐ์ โปซิว ผู้อำนวยการสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และกล่าวด้วยเสียงดังว่า “ใครให้การเท็จขอให้มีอันเป็นไป” โดยทางมานิตและสมานรัชฎ์ ผู้สร้างและผู้กำกับหนัง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเคร่งเครียดถึงกรณีที่ศาลได้นำเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาจุดสำคัญในการชี้ว่าคำตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์นั้นชอบด้วยกฏหมายเป็นเรื่องการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน เพราะก็มีหนังไทยหลายเรื่องที่นำเหตุการณ์ดังกล่าวมาถ่ายทอดในรูปแบบภาพยนตร์เช่นกันแต่ก็ได้รับอนุญาตให้เข้าฉาย ไปจนถึงกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ได้แจ้งให้ทางตนนำภาพยนตร์กลับไปแก้ไขนั้น ก็ไม่ได้ยืนยันว่าเมื่อนำกลับไปแก้ไขฉากที่มีปัญหาดังกล่าวจะสามารถทำให้หนังสามารถเข้าฉายได้หรือไม่ ทั้งนี้การที่ซึ่งฝ่ายคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ได้อ้างถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นสาเหตุหลักในการห้ามฉายภาพยนตร์ในความเป็นจริงก็ไม่ได้มีการระบุชี้ชัดลงไปในฉากดังกล่าวแต่อย่างใด โดยทางผู้สร้าง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ จะนำประเด็นเหล่านี้ไปต่อสู้ในการอุทธรณ์ครั้งต่อไป