มองตลาดหนังในไทย ทั้งอินดี้และหนังใหญ่ โดยผู้บริหาร “โซนี่ พิคเจอร์ส (ประเทศไทย)”

Home / bioscope / มองตลาดหนังในไทย ทั้งอินดี้และหนังใหญ่ โดยผู้บริหาร “โซนี่ พิคเจอร์ส (ประเทศไทย)”

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดให้สื่อมวลชนได้เยี่ยมชมออฟฟิศใหม่ของ โซนี่ พิคเจอร์ส (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์จากฮอลลีวูดเจ้าสำคัญ หลังจากได้มีการปรับเปลี่ยนการบริหารงานใหม่ โดยแยกกับ Walt Disney Thailand ซึ่งครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครั้งแรก ไปจนถึงทาง BIOSCOPE เองก็มีโอกาสถามถึงมุมมองต่างๆ ที่มีต่อตลาดหนังในไทย ณ ปัจจุบัน กับคุณ รชต ธีระบุตร กรรมการและผู้อำนวยการใหญ่ ของ โซนี่ พิคเจอร์ส (ประเทศไทย) ด้วย

 

– เหตุผลสำคัญในการแยกการบริหารของ Sony และ Disney เห็นว่าเกี่ยวกับนโยบายจากทางบริษัทแม่ด้วย

ไม่ใช่แค่ในไทย แต่ยังรวมไปถึงที่สิงค์โปร์และมาเลเซียด้วย สาระสำคัญคือตลาดในภูมิภาคนี้เจริญเติบโตมากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เราเองก็มีโอกาสได้เปิดหนังมากขึ้น ได้นำหนังเอาเข้ามาฉายมากขึ้น เพราะเมื่อแยกกันบริหารแล้ว ต่างคนต่างก็ได้ทำการตลาดได้บริหารหนังของตนเองได้อย่างเต็มที ทั้งสองฝ่ายก็สามารถนำหนังของตัวเองเข้ามาฉายได้มากขึ้น อย่างวันนี้เราได้มีโอกาสในการนำหนังที่ไม่เคยเอาเข้าได้เข้ามา เราว่าสาระสำคัญมันคือตรงนี้มากกว่า

คือปีหนึ่งปกติ 2 ค่ายรวมกันก็มีหนังฉายประมาณ 25 เรื่อง แต่ปีนี้ Sony แยกมาเดียวๆ ปีแรกเราก็มีหนังฉาย 20 เรื่องเลย ดังนั้นมันเป็นโอกาสทางธุรกิจมากกว่าในการแยกทั้งสองบริษัทออกมา ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากกว่านั้น

 

– ในปีๆ หนึ่งเรามีหนังหลายๆ แบบ หลายๆ สเกลเข้าโรง มีวิธีการทำการตลาดอย่างไรบ้าง

รูปแบบการทำการตลาดมันก็ขึ้นอยู่กับขนาดของหนัง ถ้าหนังใหญ่แน่นอนว่าเราก็ลงเม็ดเงินไปกับสื่อทุกรูปแบบ แล้วเดียวนี้ก็ต้องมาเน้นสื่อดิจิตอล สื่อออนไลน์มากขึ้น มากกว่าสื่อกลางแจ้งหรือสื่อรูปแบบเดิมๆ ทั้งหมด เราจะเพิ่มเม็ดเงินไปที่สื่อใหม่มากขึ้น มันคือเทรนด์ของคนที่เสพสื่อจากเครื่องมือสื่อสาร สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต กันเป็นประจำ

 

(คนที่สองจากขวามือ) คุณรชต ธีระบุตร ในบรรยากาศการเปิดตัวนำหนังมาร่วมฉายที่เฮาส์อาร์ซีเอ

 

– เคยมีข้อมูลไหมว่า สื่อชนิดไหนที่ได้ผลกลับมามากที่สุด

ถ้าในสมัยก่อนก็คิอสื่อทีวี เพราะคนดูทีวีกันหมด แต่พอแตกออกมาเป็นยุคดิจิตอลทีวี ช่องทีวีก็มีมากขึ้น ช่องทางมันก็กระจายไปมากขึ้น แต่กระนั้นทีวีก็ยังเป็นสื่อหลักที่เราใช้ประชาสัมพันธ์หนังอยู่ โดยเฉพาะหนังใหญ่ หนังใหญ่ก็เหมือนกะละมัง เราก็ต้องหว่านสื่อไปให้ได้กว้างที่สุด ซึ่งทีวีคือสื่อที่เร็วสุด ง่ายสุด แต่ทุกวันนี้มันก็มีอีกสื่อหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเมื่อพฤติกรรมผู้คนเปลี่ยนไป และต่อไปมันก็ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

 

– แล้วสื่อกลางแจ้งยังได้ผลไหมครับ

ก็ลดน้อยลง ถ้ามีหนังใหญ่จริงๆ ถึงจะลงไปกับสื่อกลางแจ้ง ซึ่งเดียวนี้มันก็เป็นจอ LED หมดแล้วซึ่งประสิทธิภาพหรือจำนวนคนดูมันก็สู้สื่อหรือคัตเอาท์เชยๆ แบบดั้งเดิมไม่ได้

 

– ถามถึงการนำหนังเล็กๆ เข้ามาจัดจำหน่ายในไทย โดยเฉพาะการจับมือกับโรงหนังเฮาส์ อาร์ซีเอ ทั้งสองเรื่องแรก (T2 Trainspotting และ 20th Century Women) เป็นอย่างไรบ้าง

ดีครับ จริงๆ เราไม่คิดว่าตลาดตรงนี้จะมีมากพอจะอยู่ได้ เพราะธรรมดารายได้จากหนังนอกกระแสเหล่านี้ลำพังเองมันอยู่ไม่ได้หรอก แล้วยิ่งไปเข้าโรงหนังตามปรกติมันก็ยิ่งยากเพราะอายุการฉายก็สั้น 2 อาทิตย์ก้ไปแล้ว ยังไม่ทันคุ้มทุนเลย แต่กับโรงเฮาส์เองเขาเป็นโรงหนังที่มีตลาดเฉพาะทางนี้อยู่แล้ว และก็ไม่ได้เปลี่ยนโปรแกรมบ่อยๆ หนังแต่ละเรื่องมีโอกาสยืนโรงเป็นเดือน ดังนั้นมันจึงเป็นช่องทางที่เหมาะสำหรับหนังแบบนี้ของเรา เขาเองก็ช่วยในการใช้ช่องทางที่เขามีอยู่ประชาสัมพันธ์ให้ เราเองก็โปรโมทในแง่การประชาสัมพันธ์ด้วย แต่ก็คงไม่ขนาดเอาไปซื้อโฆษณาทีวีหรือสื่อโฆษณาอื่นมากมาย เมื่อมองจากรายได้แล้ว เราจึงรู้สึกว่าประสบความสำเร็จกับหนังทั้งสองเรื่องที่ผ่านมามากๆ

 

20th Century Women

 

– คิดว่าถ้ามันมีพื้นที่สำหรับหนังเล็กๆ เหล่านี้มากขึ้น จะมีโอกาสที่ Sony เอาหนังเหล่านี้เข้ามามากขึ้นไหม

แน่นอนครับ คือปีนี้เราลองที่ 5 เรื่อง ปีหน้าก็อาจจะยังคงเป็น 5 เรื่องอยู่ แต่ถ้ารายได้ของหนังเหล่านี้มันยังเสถียรดีอยู่ ประมาณปี 2562 ก็อาจจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันทางเฮาส์เองก็ต้องโตตามด้วย คือด้วยทำเลอาร์ซีเอ ถ้าคนที่อยู่ย่านซึ่งไกลออกไปมันก็ยากที่จะไป ดังนั้นอากาสที่หนังเหล่านี้โตมันยังมีอยู่ อย่างลิโดก็เป็น แต่เดียวนี้เองลิโดก็ไม่ใช่พื้นที่สำหรับหนังเล็กๆ เสียทีเดียวแล้ว และเวลาที่หนังได้ยืนโรงก็สั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้เราจึงพอใจกับสิ่งที่เราเดินไปกับเฮาส์ คือหนังเหล่านี้ อย่างน้อยควรมีเวลาเดือนหนึ่ง ในแบบที่มีคนดูต่อเนื่องนะ แล้วจะมีโอกาสทำรายได้เพียงพอที่จะนำหนังในลักษณะนี้เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่ได้มากหรอก ขอให้ไม่ขาดทุนพอแล้ว

 

– วิธีการดูหนังของผู้ชมที่เปลี่ยนไป ส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง

ก็ส่งผลกระทบ โดยเฉพาะกับหนังระดับกลางและหนังเล็ก เพราะราคาค่าตั๋วมันเท่ากัน ไม่ว่าจะหนังใหญ่หนังเล็ก แน่นอนว่าคนดูมักจะเลือกหนังใหญ่ๆ ก่อน พวกหนังอื่นๆ ค่อยไปดูที่หลังก็ได้ แต่ว่าเราเองยังเชื่อว่ากลุ่มคนที่นิยมการเสพภาพยนตร์ในโรงยังมีอยู่ เราก็เชื่อยังนี้มาตลอด แล้วที่เราทดลองกับหนังเล็กๆ เหล่านี้แล้วอยู่ได้ แสดงว่ายังมีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่

 

– อะไรคือความท้าทายในการจัดจำหน่ายหนังในไทยปัจจุบันนี้

อายุหนังมันสั้น สั้นลง ดังนั้นการวางวันฉายสำคัญ การใช้เงินที่ถูกต้อง ไม่ใช่มากหรือน้อยนะ ต้องใช้ให้ถูกต้อง เพราะกระแสมันมาเร็วไปเร็วมาก ฉะนั้นถ้าเปิดแล้วไม่ได้ (รายได้) ก็ยากที่จะอยู่ หนังบอกต่อเดียวนี้ยากที่จะอยู่ เพราะไม่ทันบอกต่อโรงก็ตัดรอบไปแล้ว มันต้องบอกต่อแบบดีมากจริงๆ ซึ่งปีหนึ่งจะมีแบบนี้แค่ 1-2 เรื่อง ดังนั้นตรงนี้เราก็ต้องระวังมากขึ้นในการทำการตลาด

 

– เห็นว่าจะมีการรุกในส่วนของตลาดทีวีในบ้านเราด้วย

จะเป็นส่วนของเฟสที่ 2 คือออฟฟิศนี้ที่เราเปิดขึ้นมาใหม่ก็จะดูแลการจัดจำหน่ายหนังในโรง โดยในช่วงปลายปีทาง Sony ก็มองว่าในส่วนของทีวีมันโตขึ้นในบ้านเราด้วยการเกิดขึ้นของดิจิตอลทีวี เพราะฉะนั้นเขาจึงมาตั้งทีมดูแลเรื่องตลาดทีวี เป็นทีมแรกในเซาต์อีสต์เอเชียเลย เพื่อมาดูแลตลาดด้านนี้โดยเฉพาะ

 

-สุดท้ายแล้ว ในแง่ของผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ เราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับโรงภาพยนตร์ในบ้านเราอย่างไรบ้าง

จริงๆ โรงหนังบ้านเรานี่คือดีที่สุดในเอเชียนะ ทั้งในแง่การบริการหรือในแง่การแข่งขัน การพยายามทำให้โรงหนังเป็นพื้นที่แบบจุดเดียวมีทุกอย่างให้ผู้คนสามารถใช้เวลาสองสามชั่วโมงได้ ไปจนถึงการเริ่มรุกไปในตลาดต่างจังหวัดซึ่งผมว่ามันก็มาถูกทาง เขาก็พัฒนาของเขาไป เพียงแต่ทั้งสองฝั่ง ทั้งค่ายหนังและเจ้าของโรงจะต้องมาคุยกันว่าจะทำยังไงให้รักษาจำนวนของคนดูหนังให้อยู่เท่าเดิม เพราะว่ามันมีช่องทางอื่นในการเสพหนังมากขึ้น คือเราไม่เคยสงสัยในรูปแบบการให้บริการของโรงหนัง ไม่ว่าจะผ้าห่ม เตียงนอน หรือฮันนีมูนซีท คือเขาสรรหามาดีอยู่แล้ว แต่ว่าเขาจะทำยังไงให้คนรู้สึกว่ามาเข้าโรงดูหนังกันเถอะแทนที่จะดูผ่านมือถือ ถ้าทำได้ หนังก็อยู่ได้


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine