จากทาสใน The Battleship Island สู่การข่มขืนที่นานกิง ถึงระเบิดใน Pearl Harbor: ญี่ปุ่น ตัวร้ายในสงครามโลก

Home / bioscope / จากทาสใน The Battleship Island สู่การข่มขืนที่นานกิง ถึงระเบิดใน Pearl Harbor: ญี่ปุ่น ตัวร้ายในสงครามโลก

สงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงเป็นวัตถุดิบหลักให้คนทำหนังหยิบมาเล่าเรื่องราวจากมุมต่างๆ โดยมีมันเป็นฉากหลังอันน่าเศร้าเสมอ อาจเพราะมันเต็มไปด้วยเรื่องสะเทือนขวัญ, น่าสะพรึงกลัว และแสนสะเทือนใจ ทั้งยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อปัจจุบัน ทั้งการเมือง, สงครามเย็น และสายตาที่โลกมองต่อประวัติศาสตร์ของผู้แพ้สงครามอย่างฝ่ายอักษะ ในฐานะผู้ร้ายของเหตุการณ์

ไม่เพียงแต่นาซีเยอรมันเท่านั้น แต่ญี่ปุ่นเอง ในฐานะที่ลงสมรภูมิรบนี้ด้วย ชั่วเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ก็เป็นอีกประเทศที่ถูกจ้องมองด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว

และเมื่อมองผ่านหนังเรื่องต่างๆ จากประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร เราอาจพอเข้าใจได้ว่า ทำไมประเทศญี่ปุ่นจึงถูกเกลียดชังมากขนาดนี้ เผลอๆ อาจจะเป็นอันดับสองรองจากนาซีเยอรมัน

รุกเข้าเกาหลีใต้

เราอาจเริ่มกันจากที่จักรวรรดิญี่ปุ่นผนวกเกาหลีเข้าเป็นดินแดนของตัวเอง (แน่นอนว่าไม่เป็นที่ยอมรับจากทางการฝ่ายเกาหลี) และนำชาวเกาหลีไปทำงานขุดถ่านหินจนล้มตายเป็นจำนวนมาก และมีหนัง The Battleship Island (2017, รยู ซึงวาน) เล่าถึงเหตุการณ์ที่ว่า

Mulberry (1986, ลี ดูยอง) หนังอีโรติกที่เล่าถึงแม่บ้านสาวผู้เปล่าเปลี่ยวเพราะสามีไม่ค่อยอยู่บ้านในช่วงที่เกาหลีตกอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่น เธอเลยตระเวนมีเซ็กซ์กับหนุ่มๆ ในหมู่บ้านจนเรื่องแดงถึงหูสามีในที่สุด

ตัวหนังเองสร้างในยุคที่เกาหลีใต้เริ่มคลายความเข้มงวดเรื่องการเซ็นเซอร์มากแล้ว ทำให้มีฉากวาบหวิวอยู่เต็มเรื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ทนของชาวเกาหลี ใต้การปกครองของญี่ปุ่นในเวลานั้น

แต่ที่หนักหนามากๆ คือ Spirits’ Homecoming (2016, โช จองแร) เล่าถึงประวัติศาสตร์อันน่าอัปยศอดสูสำหรับชาวเกาหลีใต้ ที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่น และมีเด็กสาว เด็กผู้หญิงนับแสนคนถูกเกณฑ์ไปเป็นทาสบำเรอจนบาดเจ็บ, ติดโรคและถูกทิ้งให้เสียชีวิตอย่างเดียวดาย (จนกระทั่งอีกหลายสิบปีต่อมา เหยื่อที่ถูกข่มขืนในครั้งนั้นและมีชีวิตรอดจนถึงวันนี้ ตัดสินใจฟ้องร้องรัฐบาลญี่ปุ่นให้ชดเชยเงินเธอจำนวน 16 ล้านยูโร จากการถูกทหารญี่ปุ่นข่มขืนทุกวัน วันละ 50 คนสมัยที่ญี่ปุ่นปกครอง)

สังหารหมู่นานกิง

ภายหลังจากการยึดครองเกาหลี จักรวรรดิญี่ปุ่นขยับไปยึดครองแมนจูเรียในปี 1931 และให้จักรพรรดิปูยี ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิงขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิแห่งแมนจูกัวในฐานะหุ่นเชิด จนในเวลาต่อมา ผู้กำกับ แบร์นาโด แบร์โตลุชชี ก็สร้างหนัง The Last Emperor (1987) เล่าเรื่องนี้จนคว้ารางวัลออสการ์ 9 สาขาด้วยกัน ทั้งหนังแห่งปี, ผู้กำกับยอดเยี่ยม รวมถึงเขียนบทยอดเยี่ยมด้วย

ญี่ปุ่นรุกคืบเข้าจีนและยึดกรุงปักกิ่งไว้ได้เกือบทั้งหมดรวมถึงเมืองนานกิง ที่เกิดโศกนาฏกรรมการข่มขืนและสังหารหมู่นานกิง จนมีการประเมินว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้นราว 300,000 คน และถูกเล่าผ่านหนังทั้ง City of Life and Death (2009) ของผู้กำกับ ลู่ เจิน ที่เล่าหนังทั้งเรื่องด้วยภาพขาว-ดำเพื่อขับเน้นความหดหู่ยามสงคราม ทั้งภาพการฝังทั้งเป็น, การทารุณกรรมและการข่มขืน

การยึดครองจีนซึ่งเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ทำให้จักรวรรดิญี่ปุ่นมองการณ์ไกลไปถึงการประกาศต่อสู้กับชาติตะวันตก และตัดสินใจเปิดฉากถล่มสหรัฐด้วยการโจมตีเพิร์ลอ่าวฮาร์เบอร์ อันเป็นชนวนหลักของการเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในเอเชีย

ชนวนเข้าร่วมสงครามโลก

และทันทีที่ประวัติศาสตร์ตกมาถึงมือของมหาอำนาจอย่างอเมริกา เราเลยได้เห็นหนังฟอร์มยักษ์ที่ว่าด้วยการโจมตีอ่าวเพิร์ลอย่าง Pearl Harbor (2011, ไมเคิล เบย์) กับฉากระเบิดเรืออลังการตามสไตล์ ขณะที่ In Harm’s Way (1965, อ็อตโต พรีมิงเกอร์) เล่าถึงนาวิกโยธินที่ต้องรับผิดชอบพาลูกเรือทั้งหมดหลบระเบิดจากญี่ปุ่นที่ถล่มอ่าวเพิร์ลแบบไม่ยั้งให้ได้

นอกจากนั้น ญี่ปุ่นยังยึดอินโดนีเซียและนำเชลยสงครามชาวออสเตรเลียไปปล่อยบนเกาะเมื่อปี 1945 พร้อมทั้งตั้งแคมป์ทำการทดลองกับมนุษย์จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน จนปี 1990 ออสเตรเลียก็สร้างหนังที่พูดถึงเรื่องนี้อย่าง Blood Oath กำกับโดย สตีเฟน วอลเลซ

และในเวลาเดียวกับที่โจมตีสหรัฐ ญี่ปุ่นยังรุกคืบเข้ามาในเอเชีย และยึดครองประเทศฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ หนังอย่าง Markova: Comfort Gay (2000, กิล เฟอร์เตส) สร้างจากชีวิตจริงของ วอลเตอร์ เด็มป์สเตอร์ จูเนียร์ หรือในชื่อ วอลเตอรินา มาร์โควา เกย์ชาวฟิลิปปินส์ที่ถูกบังคับไปเป็นทาสบำเรอให้ทหารญี่ปุ่น

แน่นอนว่าญี่ปุ่นเองรุกมาถึงไทยเองเช่นกัน ขณะที่เราอาจคุ้นเคยกับหนังและละครอย่าง คู่กรรม อันว่าด้วยทหารญี่ปุ่นพบรักกับสาวไทย หนังอย่าง The Bridge on the River Kwai (1957, เดวิด ลีน) ก็เล่าถึงทหารผ่านศึกชาวฝรั่งเศสที่ตกเป็นเชลยกองทัพญี่ปุ่น และมาเป็นแรงงานสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควและทางรถไฟสายมรณะที่จังหวัดกาญจนบุรี

แต่การที่คู่กรณีของญี่ปุ่นคืออเมริกา มหาอำนาจผู้กุมโลกผ่านฮอลลีวูดและสื่อหลัก เราจึงได้เห็นหนังอย่าง Sands of Iwo Jima (1949, อัลลัน ดเวน), Flags of Our Fathers และ Letters from Iwo Jima หนังปี 2006 ของ คลินต์ อีสต์วูด ที่เล่าถึงชีวิตสุดทรหดของทหารอเมริกันในสงครามที่เกาะอิโวจิมา ประเทศญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเองมีหนังจำนวนไม่น้อยที่เล่าถึงเหตุการณ์สงครามโลก ทั้ง Grave of the Fireflies (1988, อิซาโตะ ทาคาฮาตะ) อนิเมชั่นโศกสลดที่ทำคนค่อนโลกร้องไห้ไปกับโศกนาฏกรรมที่สองพี่น้องต้องเผชิญระหว่างสงคราม, Rhapsody in August (1991) หนังของ อาคิระ คุโระซาวะ ที่เล่าถึงชีวิตชาวญี่ปุ่นที่ต้องพบเจอหลังถูกระเบิดถล่มที่เมืองนางาซากิ, ไปจนถึงหนังชุด Always ของ ทาคาชิ ยามาซากิ ที่เล่าถึงความหวังหลังสงครามของคนญี่ปุ่น

ดูเหมือนว่าสงครามโลกจะยังเป็นวัตถุดิบให้กับเหล่าคนทำหนังได้อีกมากทีเดียว เหนืออื่นใด เราอาจเห็นแผลเป็นและความเจ็บปวดของทุกประเทศที่มีต่อเหตุการณ์นี้ผ่านภาพยนตร์ ซึ่งยังไม่เลือนหายแม้เวลาจะผ่านมาหลายทศวรรษแล้วก็ตาม


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine