(Interview) ผกก. ‘เมื่อฉันกับเธอ XXX’ ลัดดาวัลย์ รัตนดิลกชัย “คนทำหนังในปัจจุบัน ต้องทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้ชม”

Home / bioscope / (Interview) ผกก. ‘เมื่อฉันกับเธอ XXX’ ลัดดาวัลย์ รัตนดิลกชัย “คนทำหนังในปัจจุบัน ต้องทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้ชม”

นับเป็นผลงานเรื่องที่สองติดต่อกัน สำหรับ จุ๊ก – ลัดดาวัลย์ รัตนดิลกชัย ผู้บริหารแห่ง Talent 1 Movie Studio ที่ลงมากำกับภาพยนตร์ด้วยตนเอง ถัดจาก The Moment ‘รักของเรา’ แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่าอีกด้านหนึ่ง ลัดดาวัลย์ยังได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ ทาเล็นต์ วัน ที่เชี่ยวชาญในการนำเสนอนิยายเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ด้วย ซึ่งใน you & me XXX ‘เมื่อฉันกับเธอ XXX’ จึงเหมือนเป็นการนำสิ่งที่ลัดดาวัลย์คุ้นเคยมาทำในรูปแบบภาพยนตร์ก็ว่าได้

แต่กระนั้นความโหดหินของโปรเจ็กต์นี้ คงอยู่ที่การนำพล็อตซึ่งสุดแสนจะคลีเช่อย่างการสลับร่าง มาพลิกหาแง่มุมการนำเสนอให้สดใหม่ โดยเฉพาะประเด็นที่ตัวลัดดาวัลย์ค้นพบจากการหาข้อมูลก่อนทำภาพยนตร์เรื่องนี้ นั่นคือความรักที่ลื่นไหลหลุดพ้นจากข้อกำหนดใดๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดจากสารคดีที่เป็นเหมือนไซด์โปรเจ็กต์ของหนังเรื่องนี้อย่าง #BKKY นั่นเอง

– จุดเชื่อมโยงระหว่างโปรเจ็กต์ #BKKY กับหนัง you & me XXX มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร

จริงๆ เบิ้ล (นนทวัฒน์ นำเบญจพล – ผกก. #BKKY) เองก็เขามามีส่วนร่วมกับโปรเจ็กต์ you & me XXX มาตั้งแต่ต้น ด้วยเขาเองเคยเขียนซีรีส์ ‘ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น’ ซีซั่น 2 มาก่อน แล้วด้วยเขาเองก็มาทางสายสารคดีด้วย ซึ่งหนังเองก็ควรจะมีการทำรีเสิร์ชด้วย แล้วไอเดียมันคือจะเอาฟุตเตจที่เกิดจากการรีเสิร์ชเหล่านี้มาทำเป็นสารคดีด้วย เราก็ให้อิสระเบิ้ลทำไปเลย เพราะว่าเราก็อยากได้ข้อมูลจริงๆ ว่าพวกเขามีความสนใจหรือมุมมองต่างๆ ตรงกับที่เราสมมติฐานไว้ไหม

 

– อะไรคือสิ่งที่เราอยากรู้อะไรจากการรีเสิร์ชเพื่อทำหนังเรื่องนี้

เราอยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในรุ่นอายุนี้ และมีมุมมองอะไรบ้างเกี่ยวกับสิ่งนั้น เราเองก็ถามหลายประเด็นมากทั้งเรื่องเพื่อน เรื่องอนาคต เรื่องความรัก ซึ่งพอเป็นเรื่องความรัก เราก็จะเจอคำตอบที่น่าสนใจหลายอันมาก เช่นบางคนเขาตอบว่า เขาไม่ใช่ทั้งทอมหรือดี้นะแต่เขาเป็นผู้หญิงทางเลือกใหม่ คือพวกเขานิยามความคิดของตัวเอง นิยามสิ่งที่ตัวเองเป็นในแบบที่เราเองก็คาดไม่ถึง

 

– แล้วหลังจากรีเสิร์ชข้อมูลแล้ว มันมีผลกับบทก่อนจะมาเป็น you & me XXX มากน้อยแค่ไหน 

เราไปไกลขึ้น หนังเรื่องนี้มีสามสิ่งที่ไปไกลกว่าหนังสลับร่างทั่วไปหรือหนังรักทั่วไป อย่างแรกคือส่วนใหญ่แล้วหนังกลุ่มนี้หลังจากสลับร่างชาย-หญิง ก็จะเกิดทอมหนึ่งคนกับกระเทยหนึ่งคน มันมีความไม่พอดีในคาแรกเตอร์ที่ชายอยู่ในร่างหญิง-หญิงอยู่ในร่างชาย สองคือเป้าหมายของตัวละครคือการพยายามสลับร่างคืนเพราะชีวิตเกิดปัญหาจากการสลับร่าง สามคือตัวละครสองตัวที่สลับร่างกันจะต้องรักกัน แต่เราไปอีกทางหนึ่ง คือหนึ่งเมื่อตัวละครสลับร่างแล้วกลายเป็นว่าทุกอย่างลงตัวพอดี กลายเป็นผู้หญิงที่ดูดีขึ้น ผู้ชายที่ดูดีขึ้นทุกอย่างลงตัว ความต้องการของตัวละครมันไม่ได้ไปอยู่ที่การจะต้องสลับร่างกลับละ แต่ว่ากลายเป็นเรื่องความรักแทน กลายเป็นรักสามเส้าระหว่างตัวละครที่สลับร่าง กับผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งตัวละครหญิงในร่างผู้ชายได้ไปไกลชิดแทน แล้วผู้ชายที่เขาไปใกล้ชิดก็ดันชอบเขาด้วย ซึ่งมันเกิดจากการที่เราไปรีเสิร์ชมาแล้วพบว่า มุมมองความรักของวัยรุ่นในปัจจุบันมันเปิดกว้างมาก

 

ลัดดาวัลย์ รัตนดิลกชัย เจิมกล้อง
ลัดดาวัลย์ รัตนดิลกชัย

 

 

– พอแนวคิดที่เราอยากนำเสนอเรื่องมุมมองของวัยรุ่นในปัจจุบันมันค่อนข้างใหม่ เราปรับให้มันมาอยู่ในฟอร์มของหนังรักวัยรุ่นที่คนทั่วไปคุ้นชินได้อย่างไร

เราพยายามเล่าให้มันง่ายที่สุด ประมาณว่า เด็กชายและเด็กหญิงสลับร่างกันแล้วดันมีความสุข เริ่มชอบกันและกัน หากอยู่ดีๆ มีผู้ชายอีกคนมาสนใจผู้ชาย แล้วความรักของทั้งสามจะสมหวังได้อย่างไร คือจับเส้นเรื่องให้มันง่ายขึ้น อีกอย่างคือเราไม่พยายามพูดเรื่องหรือประเด็นที่มันลึกซึ้ง มันถูกทำให้เหลือแค่ว่าทั้งหมดจะสมหวังในความรักกันไหม และสุดท้ายคือ หนังมันมีอารมณ์ขันเยอะ อารมณ์ขันมันไม่ได้เกิดจากการผิดฝาผิดตัวที่ทั้งสองสลับร่างกัน แต่กลายเป็นว่ามันเป็นความตลกที่เกิดจากผู้หญิงซึ่งอยู่ในร่างผู้ชาย แล้วพอไปอยู่ในกลุ่มผู้ชายแล้วจะเริงร่ามาก แต่ในขณะที่ผู้ชายในร่างผู้หญิงแทนที่จะดี้ด้าได้เห็นเรือนร่างผู้หญิงกลับขี้อายมาก (หัวเราะ) ซึ่งพี่ว่าอารมณ์ขันมันช่วยหนังได้เยอะเลย

 

– ประเด็นที่เราบอกว่าอยากจะเล่ามุมมองความรักในวัยรุ่นปัจจุบัน มันก็จะถูกเหมือนซ่อนเอาไว้ในหนังเฉยๆ

เราเลือกเล่ามันผ่านเรื่องราวของหนังมากกว่า ซึ่งถ้าคนดูสามารถไปถึงประเด็นตรงนั้นได้ เราก็โอเค แต่เราก็ไม่ได้ฝื่นมันนะ เพราะว่าเรากำลังเล่าเรื่องราวของเด็กวัยรุ่น เขาไม่ได้คิดว่าประเด็นเรื่องเพศกับเรื่องความรักมันเป็นเรื่องที่จริงจัง เพราะเขาเป็นแบบนั้น ไม่ต้องมานั่งคิดถึงเรื่องเหล่านั้นแล้ว ซึ่งพอเราไปทดลองฉายให้เด็กๆ ดู ทุกคนสนุกกับมันมาก เด็กๆ ไม่ได้รู้สึกติดขัดกับเรื่องราวในหนังที่มันเกิดขึ้น จะไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่มานั่งคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เขาแค่สนุกไปกับมันเท่านั้นเอง

 

– ทำไมถึงหนังเรื่องนี้ถึงใช้เวลานานพอสมควรถึงเสร็จสิ้น

คือเราใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง สาเหตุคือหนังมีส่วนที่เป็นงาน CG เยอะพอสมควร เพราะมันมีความเป็นแฟนตาซีอยู่ สองคือมันเป็นหนังฟุตบอล ซึ่งตัดต่อยาก สามคือดราฟต์แรกของหนังมันเสร็จใกล้ๆ กับ The Moment ‘รักของเรา’ ซึ่งพอมันใกล้ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ เราเลยเลือกที่จะนำ The Moment เข้าโรงช่วงนั้นก่อน และฉายเรื่องนี้ในช่วงเปิดเทอมแทน ก็เลยถูกขยับมาอีกที

 

 

– ฟังจากพล็อตของ you & me XXX ตอนแรก แอบนึกถึงพวกนิยายไลท์โนเวล กับตัวของคุณลัดดาวัลย์ที่ส่วนหนึ่งของชีวิตทำพวกนิยายแปลเหล่านี้ด้วย มันมีอิทธิพลมาถึงการทำหนังด้วยหรือเปล่า

เรายอมรับเลยว่ามันได้อิทธิพลมาจากสิ่งเหล่านี้เลย และหนังมีความเป็นกราฟิคของการ์ตูน มีความเกินจริงอยู่

 

– อะไรคือเสน่ห์ของนิยายแนวไลท์โนเวล ที่หลังๆ มักถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์มากขึ้น เช่นในญี่ปุ่น

เราว่าญี่ปุ่นเขาเก่งเรื่องการนำ “บิ๊ก ไอเดีย” มาใช้ในหนังมากที่สุด เขาเก่งในการนำเอาบิ๊ก ไอเดียที่อยู่ในไลท์โนเวลหรือเรื่องราวแฟนตาซีมาใช้ คำว่าบิ๊ก ไอเดียคือมันต้องเป็นไอเดียที่ใหม่ ซึ่งในขณะเดียวกันเขาก็สามารถเอาประเด็นที่จริงจังใส่ไปในเรื่องราวแฟนตาซีเหล่านั้นได้ด้วย อย่าง Youe Name ที่มันสามารถต่อจินตนาการไปได้อย่างไรขอบเขต ซึ่งนั่นก็คือเสน่ห์ของไลท์โนเวล ซึ่งสิ่งที่เราประทับใจ Youe Name มากคือ มันสลับร่างเหมือนกันแต่อยู่คนละมิติเวลา มันคือการพาพล็อตที่คนคุ้นเคยไปสู่ทิศทางใหม่ๆ นั่นคือสิ่งที่เราได้อิทธิพลมาจากสไตล์ของไลท์โนเวล ถ้าเกิดการสลับร่างแล้วทุกอย่างมันพอดี เรื่องราวต่อจากนั้นมันจะเป็นอย่างไร จะมีความรักแปลกๆ ไหม

 

– พอได้กำกับ The Moment ‘รักของเรา’ ที่เป็นหนังรักผู้ใหญ่มากๆ กับ you & me XXX ที่เป็นหนังรักวัยรุ่นมันแตกต่างกันไหมสำหรับเรา

จริงๆ แรกเริ่มเดิมแล้ว โปรเจ็กต์ you & me XXX เราเป็นแค่โปรดิวเซอร์ เสร็จแล้วก็มีทีมเขียนบทที่เคยทำหนังวัยรุ่นมาประมาณ 5-6 คน ก่อนที่จะนำข้อมูลที่รีเสิร์ชมาทำงานกัน เสร็จแล้วเราจึงนำบทมาให้เด็กอายุ 15 จริงๆ มานั่งอ่านแบบ read through ทั้งหมด ก่อนที่จะกำหนดผู้กำกับคือ พงษ์ชัยพัทร เศรษฐนันท์ ซึ่งเขาควบตำแหน่งผู้กำกับภาพของเรื่องนี้ด้วย แต่พอผ่านไปสักพักเขาเริ่มไม่ไหว เขาจึงขอไปทำตำแหน่งผู้กำกับภาพอย่างเดียว ซึ่งตัวเราเองก็เป็นคนที่ควบคุมการทำงานด้านบทของเรื่อง เข้าใจเรื่องทั้งหมด ก็เลยลงมากำกับ

ที่นี่กระบวนการพัฒนาสไตล์ของมัน คือการใส่พวกสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ให้มันมีความเป็นแฟนตาซี ไปจนถึงการแสดงต่างๆ ที่มันมีความเหนือจริงประมาณหนึ่ง ขั้นตอนต่อมาเราจึงนำหนังไปเจอกลุ่มผู้ชมที่เราอยากให้ดู เราทดสอบกับกลุ่มมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยเลยว่าเขาชอบไหม ซึ่งเป็นกระบวนการที่เราทำเพื่อให้หนังมันตรงกับกลุ่มผู้ชมที่เรานึกถึงมากที่สุด

 

 

– หลังจากสองเรื่องแรกของ Talent 1 คือหนังสยองขวัญ ก่อนจะมาถึงหนังรักสองเรื่องติดกัน เรามองอนาคตของค่ายว่าจะทำหนังในแนวทางอื่นๆ ต่อไปไหม

มีอยู่ เพราะเราเชื่อว่าคนดูต้องการสิ่งใหม่ และเราควรจะทำสิ่งนั้น ถึงแม้มันจะลงตัวบ้างไม่ลงตัวบ้าง แต่เราเชื่อว่าคนดูเห็นความตั้งใจของเรานะ ยกตัวอย่าง The Moment ที่มีทั้งคนชอบมากและไม่ชอบมัน ซึ่งสำหรับเรามันอันตรายกว่าถ้าสมมติหนังไม่มีใครสนใจมันเลย

 

– คือคนทั้งสนใจเยอะ และคาดหวังกับมันเยอะด้วย

สำหรับเราไม่เป็นไร คือมันอาจจะมีความคาดหวังลงไป และความคาดหวังแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

 

– ระยะห่างระหว่าง ‘The Couple รัก ลวง หลอนและ The Moment ค่อนข้างห่างกันมากๆ หลังจากนี้เราจะพยายามทำหนังให้ออกมาสม่ำเสมอขึ้นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้เราก็เตรียมโปรเจ็กต์อื่นๆ อยู่ ซึ่งในระหว่างที่เราทำหนัง เราก็มีไปทำซีรีส์ด้วย เพื่อเป็นการเรียนรู้ของบริษัทว่าในตลาดแมสส์มากๆ อย่างทีวี ผู้คนเขาชอบอะไร อย่างที่เราบอกคือภารกิจของคนทำหนังในปัจจุบัน คือการต้องทำสิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้ชม


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine