5 เคล็ดลับปั้นเรื่องให้ปัง!! แบบซีรีส์ Game of Thrones

Home / bioscope / 5 เคล็ดลับปั้นเรื่องให้ปัง!! แบบซีรีส์ Game of Thrones

เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายของซีซั่นที่ 7 กันแล้ว สำหรับซีรีส์แห่งยุคอย่าง Game of Thrones ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังความเข้มข้นของเนื้อหาที่มีทั้งความรุนแรงนองเลือด ฉากเซ็กซ์ ไปจนถึงการหักหลังแย่งชิงบัลลังก์ จนมีเรตติ้งคนดูแบบถูกลิขสิทธิ์ต่อตอนเกิน 10 ล้านคนไปแล้วในปัจจุบัน คงจะหนีไม่พ้นเจ้าของหนังสือชุด A Song of Ice and Fire อย่าง จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน นักเขียนวัย 68 ปีที่เป็นส่วนหนึ่งในทีมเขียนบทซีรีส์นี้มาตั้งแต่ซีซั่นแรกจนถึงปัจจุบัน

จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน

เรื่องย่อๆ ของซีรีส์ Game of Thrones กล่าวถึงผืนทวีปเวสเทอรอส ซึ่งฤดูกาลบางครั้งอาจยาวนานนับสิบปี (มักขึ้นกับว่าตระกูลไหนกำลังครองราชย์) เรื่องราวในซีรีส์เริ่มเมื่อฤดูหนาวกำลังจะมา โดยมีเส้นเรื่องหลักสำคัญคือ การได้เห็นความล่มสลายของตระกูลสตาร์ค (น้ำแข็ง) และการเฝ้าดูการเติบโตทวงบัลลังก์คืนของตระกูลทาร์แกเรียน (ไฟ) ซึ่งทั้งคู่ต่างถูกผลาญทำลายโดยตระกูลที่กำลังครองบัลลังก์อยู่ และยังไม่มีวี่แววว่าน้ำแข็งกับไฟจะบรรจบเป็น ‘บทเพลงแห่งน้ำแข็งและไฟ’ ได้อย่างไร

แม้จะเป็นเรื่องราวย้อนยุคแนวจักรๆ วงศ์ๆ แถมยังมาจากต้นฉบับบทประพันธ์ที่มีตัวละครนับพัน โครงเรื่องซับซ้อน 7 อาณาจักร แถมมีพงศาวดารสืบสันดานย้อนไปได้ 12,500 ปี – แต่หัวใจสำคัญในการเล่าเรื่องให้เข้าถึงจิตใจคนดูก็คือ มองให้เห็น ‘ความเป็นปัจจุบัน’ ของมันให้มากที่สุดก่อน ซึ่งมิได้หมายถึงการต้องปรับเปลี่ยนยุคสมัยของเรื่อง หรือการพยายามยัดเยียดบริบทในปัจจุบันใส่เข้าไป และนี่คือ 5 เคล็ดวิธีปั้นเรื่องแบบลุงมาร์ติน ที่ทำให้ซีรีส์ Game of Thrones ประสบความสำเร็จระดับปรากฏการณ์

จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน และกลุ่มนักแสดง Game of Thrones

หวานอมขมกลืน

ไม่ใช่มีแต่คำชม Game of Thrones ยังโดนจวกเละเพราะอุดมด้วยฉากวิตถารเกินทน เช่น สาดทองร้อนใส่หัวคน ตัดหัวหมา ต่อคอคน ตัดคอคนแขวนประจานกำแพงเมือง ฯลฯ “คุณจะไปพูดอะไรได้ล่ะกับคนที่เหวี่ยงใส่คุณว่า ‘กรูจะเลิกอ่านหนังสือของเมิงแล้วโว้ย’? บางคนอ่านเพื่อผ่อนคลาย หรือคนที่เลิกอ่านก็เพราะมันทำให้เขาไม่สะดวกใจ เขาแค่อยากหาอะไรอ่านเพื่อหนีจากเรื่องบัดซบ ไม่อยากมาถูกตบกบาลด้วยอะไรชวนแหวะขนาดนี้อีก เขาแค่อยากอ่านแต่เรื่องที่ธรรมมะย่อมชนะอธรรมเสมอเพื่อย้ำเขาให้มั่นใจว่าโลกนี้แสนจะยุติธรรม…แต่ใช่ว่าผมไม่แยแสคนพวกนี้นะ แต่แค่มันไม่ใช่เรื่องแบบที่ผมเขียน และก็ยิ่งไม่ใช่เลยกับหนังสือชุดนี้ที่พยายามจะสมจริงจริงๆ เพื่อบอกว่าชีวิตก็อย่างนี้แหละ มีสุขสม แต่มันก็เจ็บปวด แล้วก็โคตรน่ากลัว ผมคิดว่าเรื่องแต่งชั้นเยี่ยมต้องจับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้ด้วย ไม่ว่าจะด้านมืดหรือสว่าง …และผมก็คาดว่ามันจะจบแบบหวานอมขมกลืน”

หักมุมหงายเงิบ

หนังสือชุดนี้ไม่ได้ช็อคแค่ฉากแหวะ แต่ยังช็อคด้วยเหตุการณ์คาดไม่ถึง เช่นตัวละครที่เราแสนรักหรือพระเอกแสนดีนั้นอาจตายโดยไม่รู้ตัว ส่วนตัวละครยอดชั่วก็อาจเผยปมเหตุแห่งการกระทำ แล้วจู่ๆ คนดูก็เป็นแปรใจไปรักตัวชั่วนั่นได้หน้าตาเฉย “ผมชอบแต่งเรื่องให้หักมุมหงายเงิบ ตอนซีซันแรก ผมช็อคคนเป็นล้านด้วยการฆ่าตัวละครที่ทุกคนคิดว่าเขาเป็นพระเอก ซึ่งไม่ว่าจะเจอหายนะขนาดไหนก็จะเอาตัวรอดได้อยู่ดี ทีนี้พอเขาตาย คนก็พากันเดาต่อว่าลูกชายคนโตของเขายังอยู่ สักวันคงกลับมาล้างแค้นแทนพ่อ ซึ่งเมื่อใครๆ คิดว่าต้องเป็นอย่างนั้น ผมก็เลยหักหลังคนอ่านซะอีกรอบ! นี่คือสิ่งที่โลกแห่งความจริงทำกับชีวิตเราล่ะ ตอนเราทุกข์ใจสาหัสเรามักคิดว่าน่าจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นบ้าง แต่ไม่หรอก ชีวิตกลับยิ่งโถมความทุกข์ใส่คุณ”

เสียใจแต่ใช่จะไม่แคร์

ฉากที่มาร์ตินกล่าวถึงไปเมื่อครู่ ถูกเรียกว่า ‘วิวาห์ฉลองเลือด’ หรือ Red Wedding ซึ่งบทความนี้คงไม่ขอสปอยล์ แต่เราอยากบอกว่ามันคือฉากห้ามพลาด ไม่เคยมีใครทำมาก่อนและช็อคสุดๆ! ที่สำคัญ มันเป็นฉากที่ทำให้เรื่องยิ่งเข้มข้นเขม็งเกลียวหนักแน่น “ตอนผมเขียน ผมรู้สึกเหมือนกำลังจะฆ่าลูกตัวเองเลย ผมต้องพยายามเค้นให้คนอ่านอินไปกับสถานการณ์ด้วยให้ได้ ต้องขยี้คนดูให้เศร้าใจสุดขีดราวกับเห็นเพื่อนรักโดนฆ่า …ถ้าคุณเป็นนักเขียนคุณควรจะอินไปกับเรื่องนะ ถ้าตัวละครโดนฆ่าคุณก็ควรต้องแคร์มากๆ ด้วย เพราะถ้าในชีวิตจริงมีคนใกล้ชิดตาย แล้วคุณยังมีแก่ใจไปหยิบป๊อปคอร์นมาเคี้ยวเล่นได้อีกเนี่ย มันคงเป็นอะไรที่พิลึกมาก…และแม้ฉากนี้จะทำให้ผมเสียคนอ่านไปบ้าง แต่มันให้สิ่งอื่นกลับมามากกว่านั้น”

เรื่องจริงบัดซบกว่า

หายนะในเรื่องเกิดขึ้นกับตัวละครที่ไม่เว้นแม้แต่เด็ก จนนักวิจารณ์บางคนลงความเห็นว่า ดูท่ามาร์ตินจะเกลียดเด็กมาก แต่เขาโต้ว่า “เรื่องนี้ไม่ได้รุนแรงเฉพาะแต่กับเด็ก และอันที่จริงแรงบันดาลใจของผมก็มาจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ถ้าคุณเคยอ่านเรื่องจริงที่เคยเกิดในยุคกลาง คุณจะรู้ว่าพวกเขาเคยทำสงครามกับเด็ก 12 ขวบด้วยซ้ำไป เด็กถูกสับจนเละ ผมก็แค่สะท้อนบางอย่างจากเรื่องเหล่านี้”

เช่นกันกับฉาก ‘วิวาห์ฉลองเลือด’ ซึ่งมาร์ตินก็เล่าว่ามาจากเรื่องจริง “ฉากนี้มีต้นเค้าจากสองสามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ สกอต หนึ่งในนั้นคือกรณี Black Dinner ตอนกษัตริย์สกอตสู้รบกับพวกเผ่าแบล็ค ดักกลาส พระองค์มีดำริสงบศึกโดยอัญเชิญ เอิร์ล บุตรชายหัวหน้าเผ่ามาร่วมงานเลี้ยงยังพระราชวังเอดินบะระ แต่แล้วคนของกษัตริย์ก็เริ่มรัวกลอง พร้อมๆ กับยกจานซึ่งมีฝาครอบมาวางตรงหน้าเอิร์ล แล้วเปิดให้เห็นหัวหมูป่าดำอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความตาย ทันใดนั้นเอิร์ลก็รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไร แล้วเขาก็ถูกลากออกไปฆ่าตรงลานปราสาท อีกกรณีคือ การฆ่าล้างโคตรที่เกล็นโกว์ พวกแม็กโดนัลด์มีเหตุให้ต้องค้างคืนกับพวกแคมป์เบลส์ ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติได้วางไว้ว่า หากแขกร่วมรับประทานอาหารใต้ชายคาใคร แม้พวกเขาจะเป็นศัตรูกันก็ห้ามทำร้ายกัน ผู้ใดละเมิดจะถูกประณามไปถึงโคตรเหง้า แต่แล้วพวกแคมเบลส์ก็ลุกฮือขึ้น เชือดแม็กโดนัลด์ทุกรายที่คว้าได้! ดังนั้นอย่าบอกว่าเรื่องที่ผมแต่งนั้นไม่น่าเชื่อ ในเมื่อมีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายพอๆ กันหรือบัดซบยิ่งกว่าอีกมากมาย”

หัวใจสำคัญ

และต่อคำถามที่ว่า อะไรคือหัวใจสำคัญในงานเขียนของเขา มาร์ตินเผยว่า “แม้เรื่องที่ผมเขียนส่วนใหญ่จะเป็นแฟนตาซีบ้าง ไซ-ไฟบ้าง แต่ทั้งหมดคือ ‘เรื่องของตัวละครที่จำลองจากชีวิตคน’ …นักเขียนชาวอเมริกันคนสำคัญอย่าง วิลเลียม ฟอล์คเนอร์ กล่าวสุนทรพจน์ตอนรับรางวัลโนเบลว่า ‘นักเขียนหนุ่มสาวสมัยนี้ได้หลงลืมไปว่า ปัญหาที่ก่อตัวในหัวใจมนุษย์นั้น ไม่ว่าจะเป็นจุดพลิกผันในชีวิตหรือความโดดเดี่ยว ล้วนสามารถแปลงเป็นงานเขียนชั้นดีได้ เพราะเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่มีค่าพอจะให้เขียนถึง’ ซึ่งนั่นล่ะคือสิ่งที่ผมเขียน”

**จากคอลัมน์ Art of Screenwriting “Game of Thrones เขียนอย่างไรให้อลัง ทรงพลัง และครองบัลลังก์!” โดย เลดี้สโตนฮาร์ท / ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 138 (ก.ค. 2013)

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine
และสั่งซื้อนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com