ออสการ์ปะทะหนังโลกในเทศกาลหนังเวนิซ 2017

Home / bioscope, ข่าวหนัง, หนังฮอลลีวูด, หนังใหม่, หนังไทย / ออสการ์ปะทะหนังโลกในเทศกาลหนังเวนิซ 2017

 

เวียนบรรจบมาครบอีกปีอีกครั้ง สำหรับเทศกาลหนังที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง ‘เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเวนิซ’ โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 74 แล้ว และด้วยชื่อเสียงเกียรติยศประกอบกับความสนใจอย่างล้นหลามที่ตัวเทศกาลได้รับในแต่ละปี บรรดาสตูดิโอยักษ์ใหญ่จากฮอลลีวูดจึงต่างเลือกเวนิซให้เป็นเทศกาลสำหรับเปิดตัวผลงานชิ้นสำคัญๆ ที่พวกเขาหวังจะให้ชิงชัยไกลถึงเวทีออสการ์ ซึ่งเห็นได้ชัดจากขบวนหนังดังอย่าง Gravity (2013, อัลฟองโซ กัวร็อง), Birdman (2014, อเลคันโดร กอนซาเลซ อินาร์รีตู), Spotlight (2015, ทอม แม็กคาร์ธี) รวมถึง La La Land (2016, แดเมียน แชแซลล์) ที่ต่างก็ได้กระแสตอบรับเชิงบวกจากเวนิซมาเป็น ‘แรงผลัก’ ให้หนังเหล่านี้ก้าวขึ้นไปประสบความสำเร็จบนเวทีออสการ์อย่างงดงาม ด้วยเหตุนี้เอง ภายในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทศกาลหนังเวนิซจึงถูกจับตามองในฐานะของ ‘เทศกาลเปิดตัวของหนังเต็งออสการ์’

และก็เป็นไปตามคาด เมื่อในปีนี้ เราจะได้เห็นผลงานน่าสนใจหลายๆ เรื่องจากฝั่งฮอลลีวูดแห่กันมาเปิดตัวในเทศกาลกันอย่างเนืองแน่น ไม่ว่าจะเป็น…

Downsizing

นี่คือหนึ่งในหนังที่ทุกคนตั้งตารออย่างไม่ต้องสงสัย สำหรับหนังเปิดเทศกาลประจำปีนี้โดยผู้กำกับ อเล็กซานเดอร์ เพนย์ (Sideways, The Descendants) ที่เล่าเรื่องของคู่สามีภรรยาที่หวังจะย่อขนาดตัวเองให้เล็กจิ๋ว (!!!) เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่ภาพฝันดังกล่าวกลับต้องสั่นคลอน เมื่อภรรยาเกิดตัดสินใจถอนตัวขึ้นมาในวินาทีสุดท้าย – นำทีมโดยนักแสดงระดับออลสตาร์อย่าง แม็ตต์ เดมอน, คริสเตน วิก, คริสตอฟ วอลต์ซ, ลอรา เดิร์น, นีล แพทริค แฮร์ริส และ เจสัน ซูเดคิส

Downsizing นับเป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ในฝันที่เพนย์วางแผนจะสร้างมาตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน เพราะต้องรอเงินทุนที่เพียงพอสำหรับงานเอฟเฟ็กต์สในการย่อส่วนมนุษย์ ซึ่งถึงแม้ว่าหน้าหนังจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของไซ-ไฟ แต่แน่นอนว่าเพนย์ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของวิกฤตวัยกลางคนตามสไตล์ถนัด “มันมีเค้าโครงคล้ายๆ งานเก่าของผมหลายๆ เรื่อง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ผมหวังว่ามันจะไม่ออกมาซ้ำซากนะ” ผู้กำกับเจ้าของสองรางวัลออสการ์กล่าว โดยหลังจากที่เหล่านักวิจารณ์ได้เห็นฟุตเตจส่วนหนึ่งของหนังที่นำมาฉายในงาน CinemaCon เมื่อช่วงกลางปี ประกอบกับเกียรติประวัติผลงานของเพนย์ที่มีชื่อเข้าชิงออสการ์มาหลายเรื่อง ทุกฝ่ายจึงพากันฟันธงว่า ผลงานเรื่องนี้น่าจะไปได้สวยบนเวทีออสการ์ปีหน้าอย่างแน่นอน

Suburbicon

หลังจากแป้กไม่เป็นท่าไปกับ The Monuments Men (2014) ซูเปอร์สตาร์ จอร์จ คลูนีย์ ก็กลับมาแก้มืออีกครั้งในฐานะผู้กำกับ ซึ่งครั้งนี้น่าจับตากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะรวมเอานักแสดงอย่างแม็ตต์ เดมอน (อีกแล้ว), จูลีแอนน์ มัวร์ และ ออสการ์ ไอแซ็ก มาประชันฝีมือกันแล้ว เขายังได้ผู้กำกับเพื่อนซี้ที่เคยร่วมงานกันมาหลายเรื่องอย่างสองพี่น้อง โคเอน มารับหน้าที่เขียนบทให้ด้วย โดยคลูนีย์ได้ให้สัมภาษณ์อย่างไม่ปิดปังว่า ธีมของเรื่องจะให้อารมณ์ประมาณ Fargo และ Burn After Reading สไตล์โคเอนโน่นเลย

ดราม่าตลกร้ายเรื่องนี้เล่าถึงชีวิตในช่วงปลายยุค 50 ของครอบครัวอบอุ่นในเมืองสุขสันต์ที่ทุกอย่างค่อยๆ กลับตาลปัตรเมื่อพวกเขาถูกโจรบุกบ้าน ซึ่งถึงแม้เราจะได้เห็นฉากสุดแสนอลเวงอยู่หลายฉากจากตัวอย่างที่ปล่อยออกมาแล้ว แต่คลูนีย์ก็ออกมาเตือนว่า “คงเป็นการเข้าใจผิดหากจะเรียกหนังเรี่องนี้ว่า ‘คอมิดี้’ เพราะอันที่จริงแล้วมันเป็นหนังที่ดาร์คสุดๆ แม้มันจะเริ่มเรื่องอย่างสดใสราวกับหนังดิสนีย์ก็เถอะ แต่ท้ายที่สุด มันจะพลิกผันไปมาเหมือนกำลังดูหนังตอนพี้ยาเลยล่ะครับ” แถมยังย้ำอีกด้วยว่า เขาตั้งใจที่จะทำหนังให้ตลกน้อยลงและเกรี้ยวกราดมากขึ้น เพราะสหรัฐอเมริกาในยุคของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ คงเหมาะสมกับหนังที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นนี้ (ก็เพราะคลูนีย์เป็นผู้สนับสนุนตัวยงของพรรคเดโมแคร็ต-ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของทรัมป์-ยังไงล่ะ!)

The Shape of Water

หลังฝากเรื่องผีสไตล์โกธิกสุดละเมียดไว้กับ Crimson Peak (2015) ผกก.ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการสุดบรรเจิดอย่าง กีเยร์โม เดล โตโร ก็กลับมาเรียกเสียงฮือฮาจากทั่วทุกสารทิศทันทีที่ปล่อยตัวอย่าง The Shape of Water -ผลงานโรแมนติกที่ผสมผสานแฟนตาซีแบบดาร์คๆ ตามลายเซ็นที่ตัวเองถนัด- ออกมายั่วแฟนๆ โดยหนังว่าด้วยการก่อร่างสร้างความสัมพันธ์ที่น้อยคนนักจะเข้าใจระหว่างภารโรงสาวผู้เป็นใบ้กับมนุษย์ปลาดึกดําบรรพ์ในห้องทดลองลับของรัฐบาลอเมริกัน การันตีคุณภาพด้วยทัพนักแสดงที่ผ่านเวทีออสการ์มาแล้วอย่าง แซลลี ฮอว์กินส์, ไมเคิล แชนนอน, ริชาร์ด เจนกินส์ และ ออคตาเวีย สเปนเซอร์ ซึ่งด้วยคำชมของผู้อำนวยการเทศกาลเวนิซที่ว่า “นี่คือหนังที่ดีที่สุดของเดล โตโรในรอบสิบปี” บวกกับกระแสตอบรับอันงดงามจากฟุตเตจบางส่วนที่เขาเผยให้สื่อมวลชนได้ชมกันไปนั้น ก็ทำเอาหลายฝ่ายออกมาคาดการณ์กันตั้งแต่ไก่โห่ว่า ผลงานเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จตามรอยสองเพื่อนผู้กำกับร่วมรุ่น-ทั้งกัวร็องและอินาร์ริตู-อย่างแน่นอน
ทว่าก็ไม่ได้มีแค่ฝั่งฮอลลีวูดที่คึกคักเท่านั้น เพราะในรายชื่อหนังที่เข้าร่วมเทศกาลปีนี้ยังคงเต็มไปด้วยการกลับมาของเหล่าคนทำหนังชื่อดังมากมายทั่วทั้งโลก อาทิ…

Mektoub, My love: Canto Uno

หลังจากผงาดบนเวทีภาพยนตร์โลกกับผลงานเรื่องดังอย่าง Blue is the Warmest Color (2013) ล่าสุดผู้กำกับชาวตูนิเซีย/ฝรั่งเศส อับเดลลาทิฟ กีชิช ก็กลับมาพร้อมผลงานสำรวจชีวิตวัยเยาว์อีกหน โดยดัดแปลงมาจากนิยายของ ฟร็องซัวส์ เบกอโด (เจ้าของเดียวกับนิยายที่ดัดแปลงไปเป็นหนังปาล์มทองเมื่อปี 2008 อย่าง The Class) ซึ่งเล่าถึงชีวิตของ อามิน นักเขียนบทหนุ่มที่ไปตกหลุมรักกับสาวในฝันระหว่างทริปพักร้อนที่บ้านเกิด ในขณะเดียวกันก็ได้พบกับโปรดิวเซอร์ที่สนใจจะลงทุนกับบทหนังของเขา แถมภรรยาของโปรดิวเซอร์ก็ดูเหมือนจะมีใจให้กับอามินอีกด้วย โชคชะตาและสถานการณ์จึงบีบบังคับให้นักเขียนหนุ่มต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง โดยมหากาพย์ coming-of-age เรื่องนี้จะเป็นเรื่องแรกของหนังสองภาค (สาเหตุหลักที่โปรเจ็กต์เรื่องนี้เผชิญกับความล่าช้าอยู่นาน ก็เพราะทางกีชิชดันไปผิดสัญญากับนายทุนที่เดิมทีตกลงกันทำหนังหนึ่งเรื่องด้วยความยาวสองชั่วโมง แต่เจ้าตัวดันทำออกมาเป็นหนังสองภาคยาวภาคละสามชั่วโมง – ส่งผลให้เขาโดนยกเลิกสัญญากลางคันและเดือดร้อนจนต้องออกมาประมูลรางวัลปาล์มทองของตัวเองเพื่อหาทุนเพิ่ม!)

The Third Murder

ถ้าเอ่ยชื่อผู้กำกับชาวญี่ปุ่นที่คอหนังชาวไทยคุ้นเคยกันมากที่สุดในช่วงนี้ คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากยอดฝีมืออย่าง ฮิโรคาสุ โคเระเอดะ เพราะนอกจากเนื้อหาหนังในแนวดราม่าครอบครัวที่ทำออกมาได้อย่างละเมียดละไมและแสนจะกินใจแล้วนั้น ผลงานเกือบทุกเรื่องของเขายังได้รับการจัดจำหน่ายในบ้านเรามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี …การกลับมาครั้งนี้ของเขาทำเอาหลายฝ่ายแอบเซอร์ไพรส์อยู่ไม่น้อย ด้วยการพลิกสไตล์จากการทำหนังสำรวจความสัมพันธ์ในครอบครัวมาเป็นหนังแนวอาชญากรรมสืบสวนสอบสวนสุดเข้มข้นซะงั้น โดยเล่าเรื่องผ่านทนายความที่มารับว่าความให้กับผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมที่กำลังจะถูกตัดสินประหารชีวิต ทว่าเมื่อยิ่งสืบคดีลึกลงไป ผู้ต้องสงสัยที่แท้จริงกลับกลายเป็นตัวลูกสาวของฆาตกรเอง โดยหนังได้สองนักแสดงหน้าคุ้นอย่าง มาซาฮารุ ฟูกุยามะ (Like Father, Like Son) และ ซึสึ ฮิโรเสะ (Our Little Sister) กลับมาร่วมงานกับโคเระเอดะอีกครั้ง (ตัวหนังวางโปรแกรมเข้าฉายบ้านเราแล้วในช่วงปลายปีจ้า)

Human Flow

และแล้วก็ถึงเวลาที่ศิลปินหัวขบถอย่าง อ้ายเหว่ยเหว่ย จะผันตัวเอง (จากที่เคยเป็นซับเจ็กต์ใน Ai Weiwei: Never Sorry หนังสารคดีดังเมื่อปี 2012) มานั่งแท่นผู้กำกับเสียเองใน Human Flow ผลงานหนังสารคดีว่าด้วยวิกฤตผู้ลี้ภัยที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของโลกในยุคปัจจุบัน โดยจะพาผู้ชมไปสัมผัสกับการดิ้นรนเพื่อความปลอดภัย, ที่พักพิง และความยุติธรรม ผ่านการถ่ายทำค่ายผู้ลี้ภัยกว่า 40 แห่งจาก 23 ประเทศ ซึ่งอ้ายได้ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่ลุกขึ้นมาทำหนังสารคดีเรื่องนี้ไว้ว่า “มันเป็นปัญหาระดับโลกที่มาทดสอบบรรดาชาติที่พัฒนาแล้วทั้งหลายในการยืนหยัดอยู่ข้างสิทธิมนุษยชน ผมอยากจะทำความเข้าใจว่าแก่นความคิดอันเป็นรากฐานของหลักประชาธิปไตยและเสรีภาพชุดนี้ มันจะถูกปกป้องหรือละเมิดอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้กันแน่” ซึ่งก็ต้องจับตากันต่อไปว่าท่ามกลางปัญหาผู้ลี้ภัยทั่วโลกที่ยังไม่มีทีท่าจะทุเลาลงนั้น อาจกลายมาเป็นแรงส่งให้ Human Flow เรื่องนี้คว้ารางวัลใหญ่กลับบ้านไปเหมือนกับเมื่อปีก่อนที่ Fire at Sea (2016, เจียนฟรังโก โรซี) หนังสารคดีผู้ลี้ภัยจากอิตาลีคว้ารางวัลหมีทองคำจากเบอร์ลินไปครอง

Ex Libris – The New York Public Library

เป็นผู้กำกับอีกหนึ่งคนที่พิสูจน์มาหลายต่อหลายครั้งว่า อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขจริงๆ สำหรับคุณปู่นักทำหนังสารคดีในตำนานวัย 87 ปีอย่าง เฟรเดอริค ไวส์แมน หลังจากมีข่าวลือมาตลอดว่า เขาจะหยุดทำหนัง แต่ล่าสุดเขาก็สร้างสรรค์ผลงานเรื่องที่ 42 ออกมาจนได้ นั่นคือ Ex Libris– The New York Public Library ที่คราวนี้หันมาสำรวจวัฒนธรรมของห้องสมุดสาธารณะในนิวยอร์คที่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปพร้อมๆ กับรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของสังคมคนรักหนังสือเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งด้วยชื่อเสียงในการถ่ายทอดภาพสถาบันยักษ์ใหญ่ผ่านวิสัยทัศน์อันแสนจะธรรมดาทว่างดงามของไวส์แมน (เห็นได้ชัดในผลงานเก่าๆ อย่าง National Gallery และ At Berkeley) ก็ทำให้ทุกฝ่ายไว้วางใจว่า การติดตามห้องสมุดนิวยอร์คใน Ex Libris จะเป็นอีกหนึ่งงานสำรวจระดับคลาสสิก-ที่สามารถพาเราไปใกล้ชิดกับผู้คนหลากหลายในสังคมห้องสมุดพร้อมซึมซับวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างสำหรับชาวเมืองนิวยอร์คมาเป็นเวลากว่าร้อยปี-อย่างแน่นอน

 

นอกจากบรรดาหนังเด่นหนังดังจากทั่วโลกแล้ว ก็ยังมีตัวแทนจากไทยอีก 2 เรื่องที่เข้าร่วมฉายที่เวนิซในปีนี้ ได้แก่ ‘อวสานซาวด์แมน’ (Death of the Sound Man) หนังสั้นของ สรยศ ประภาพันธ์ ที่ได้รับการคัดเลือกไปฉายในสาย Orizzonti และ ‘ไม่มีสมุยสำหรับเธอ’ (Samui Song) หนังยาวเรื่องใหม่ล่าสุดของ เป็นเอก รัตนเรือง ที่จะเข้าร่วมชิงชัยในสายคู่ขนานของเทศกาลหลักอย่าง Venice Days (คล้ายกับสาย Directors’ Fortnight ของเทศกาลหนังเมืองคานส์)

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเวนิซ ครั้งที่ 74 จะมีกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ไปจนถึง 9 กันยายนนี้ โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารจากเทศกาลได้ทาง Mthai และเพจเฟซบุ๊ค Bioscope Magazine

Contributor :

อินทร์นวัต สังข์มนัส จบกฎหมายแต่หันหลังให้กับสายอาชีพที่เรียนมา ชีวิตพลิกผันเพราะมาตกหลุมรักกับภาพยนตร์จนโงหัวไม่ขึ้นหลังจากได้ดู Natural Born Killers (1994) จนทุกวันนี้ไม่เคยห่างจากเบาะสีแดงในโรงหนังได้เกินหนึ่งอาทิตย์ เริ่มซื้อไบโอสโคปอ่านตั้งแต่สมัยเรียน เลยเหมือนฝันเป็นจริงนิดๆ ที่ได้มาเขียนงานให้ไบโอสโคป

 

 

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine