เล่าเรื่องออทิสติกอย่างไรให้จับใจผู้ชม: คุยกับ นฤเบศ กูโน ผกก. Side by Side และเบื้องหลังการแสดงสุดหินของต่อ-สกาย

Home / bioscope / เล่าเรื่องออทิสติกอย่างไรให้จับใจผู้ชม: คุยกับ นฤเบศ กูโน ผกก. Side by Side และเบื้องหลังการแสดงสุดหินของต่อ-สกาย

ดูเหมือนวงการซีรีส์บ้านเราจะยังคึกคักและน่าสนใจอยู่มาก วัดจากกระแสความนิยมของ Project S The Series ‘Side by Side พี่น้องลูกขนไก่’ ที่เพิ่งจบไปในวันเสาร์ที่ผ่านมา กวาดเอาคำชมมาหอบใหญ่พร้อมน้ำตาท่วมจอของผู้ชม

ไม่เพียงแต่ตัว Side by Side-ซีรีส์ที่เล่าเรื่องของ ยิม (ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร) กับ โด่ง (สกาย-วงศ์รวี นทีธร) สองนักแบดมินตันที่คนแรกเป็นออทิสติก อาศัยอยู่ในครอบครัวแม่เลี้ยงเดียว- จะขยับเส้นแบ่งการเล่าเรื่องจากความรัก, ครอบครัว ไปสู่มิติที่ใหม่มากๆ ในแวดวงการเล่าเรื่องของบ้านเราอย่างประเด็นออทิสติก หรือการที่มันวางตัวเป็นซีรีส์กีฬาเองก็ดี แต่ตัวซีรีส์ยังทำได้ดีในระดับปรากฏการณ์

และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ บอส-นฤเบศ กูโน ทีมเขียนบทและผู้กำกับร่วมของซีรีส์ที่ก็สร้างปรากฏการณ์ทันทีที่ออกฉายอย่าง ‘Hormones Season 3’ (2015) และ ‘I HATE YOU I LOVE YOU’ (2016) ก่อนที่เขาจะได้นั่งแท่นผู้กำกับเต็มตัวพร้อมเขียนบทใน ‘Side by Side’

และนี่คือเบื้องหลังความสำเร็จ ที่แลกมาด้วยน้ำตาและแรงเสียดทานครั้งใหญ่อันแสนคุ้มค่าของเขา

ทำไมถึงเลือกจะเล่าเรื่องภาวะออทิสติกซึ่งเสี่ยงที่จะถูกวิจารณ์ได้ถ้าพลาด

จุดเริ่มต้นของเราคือ เราทำเรื่องเกี่ยวกับกีฬาแบดมินตันและได้นักแสดงจากนาดาวมา ก็เลยคิดหาไอเดียที่จะเหมาะกับต่อ-ธนภพ เราไม่ได้อยากหาบทที่ต่อยตี บทหล่อๆ แล้ว เราอยากหาบทบาทที่ท้าทายคนทำ คือตัวเราเอง และตัวน้องนักแสดงด้วย

เลยเลือกเงื่อนไขว่า มีประเด็นอะไรบ้างที่หนังละครไทยไม่เคยเล่าและน่าสนใจ มันต้องมีความไม่ธรรมดาอยู่แล้ว เราก็เลยหาไปเรื่อยๆ เจอทั้งเรื่องสมาธิสั้น, ไบโพล่าร์ จนไปเจอเรื่องออทิสติกเข้า ซึ่งมันพ่วงมาว่า คนที่เป็นออทิสติกนั้นถ้าเขาทำอะไรได้ดีเนี่ย มันก็จะเป็นพรสรรค์ของเขาไปเลย มันก็เลยลิงค์กับเรื่องแบดมินตัน

จากนั้นเราก็เลยไปค้นๆ ว่าออทิสติกนั้นมีหลายประเภท คนเป็นออทิสติกคือคนที่มีพัฒนาการช้าจึงต้องมีการเลี้ยงดูพิเศษ แล้วเรารู้สึกว่ามันมีหลายประเด็นมากเลยที่เราจะเล่าได้ มีเรื่องครอบครัว เรื่องของคนใกล้ชิดอีก เลยคิดว่า อันนี้ล่ะสร้างสตอรี่ได้ บวกกับให้ต่อเล่น คิดว่าถ้าต่อแสดงเป็นคนออทิสติกจะเป็นยังไงนะ

แล้วตอนนั้นเรายังไม่มีภาพในหัวเลย เราเลยไปดูหนังพวก Maraton (2005, จองยุนชอล) เรื่องนี้ได้รับรางวัลมากมาย บทก็ดี ดูแล้วเชื่อตั้งแต่ช็อตแรก เรื่องต่อไปคือ What’s Eating Gilbert Grape (1993, ลาสซี ฮอลสตรอม) ที่ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เล่นเป็นเด็กออทิสติก ดูเรื่องนี้จบทำให้เราฟันธงว่า นักแสดงต่างประเทศเขาเล่นได้ นักแสดงไทยก็ต้องทำได้

 

ประเด็นละเอียดอ่อนขนาดนี้ ตอนทำเรากังวลไหม

ช่วงแรกกลัวมาก ต้องรีเสิร์ชให้ข้อมูลถูกต้องจริงๆ เพราะเราอยากเจาะลึกประเด็นนี้ แต่ถ้าอยากเจาะแล้วเจาะไม่จริงมันจะโป๊ะมาก (หัวเราะ)

เราเลยให้เวลากับการเขียนบทนานมาก คือเขียนบทนาน 7 เดือน นานมาก และทุกวันศุกร์เราต้องไปสัมภาษณ์เด็กออทิสติก วันเสาร์ต้องไปสัมภาษณ์พ่อแม่เขา เราทำการบ้านกันหนักมาก จนพบหัวใจของพวกเขาว่าเด็กออทิสติกมีหลายประเภท พวกเขาแค่มีพัฒนาการช้า และพอรีเสิร์ชมากๆ เข้ามันก็ทำให้เรามั่นใจขึ้น ความกลัวของเราเริ่มลดลง ก็เลยหาคาร์แร็กเตอร์ตัวละครพี่ยิม เด็กคนนี้ไม่ต้องเหมือนใคร เราไปที่ศูนย์เด็กออทิสติก เอาวิธีคิดของคนนั้นคนนี้มาผสมจนเป็นพี่ยิม แล้วระหว่างที่เราเขียนบท ต่อก็ต้องไปซ้อมแบดฯ เราก็เอาบทไปให้ต่อดูด้วย ต่อเขาก็บอกว่าอยากเล่นแบบนั้นแบบนี้ ตัวเขาเองบางทีก็ไปแอบถามหมอมา แล้วเอาข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน บอกเลยว่าต่อนี่ passion สูงมาก เหมือนตัวเขามีอะไรเปล่งประกายตลอดเวลา แต่น้องมันดูแลตัวเองได้ พัฒนาบทด้วยตัวเองได้

ได้เลือกทำกีฬาแบดมินตันเองไหม

เลือกเองครับ พี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) เขาอยากปั้นผู้กำกับหน้าใหม่ ก็เลยให้เราไปเลือกกีฬาที่อยากทำ ทีนี้เราไม่เล่นกีฬาไง ก็เลยเลือกยากมาก (หัวเราะ) บาสก็ไม่ได้ บอลก็ไม่ได้ ว่ายน้ำก็ไม่เป็น ทางตันมาก แต่มานึกได้ว่า เมื่อก่อนเราเคยเล่นแบดฯ หน้าบ้านกับแม่ แล้วคิดว่า แบดมินตันมันสากลนะ เลยเอาอันนี้ แล้วการตีแบดฯ หน้าบ้านมันก็น่าสนใจ เพราะมันเป็นกีฬาครอบครัว แล้วมันก็โยงเข้าเส้นเรื่องได้เลยเพราะเราอยากทำเรื่องครอบครัวด้วย

 

เลือกพูดเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวเพราะอะไร

เรื่องครอบครัวนี่เป็นแกนหลักแต่แรกก่อนเรื่องออทิสติกอีก เราว่าในปัจจุบันมันมีซีรีส์หลายเรื่องมากๆ ไม่ว่าจะเป็นพระเอกนางเอก หรือซีรีส์วาย มันเยอะมาก เราต้องการเนื้อหาที่โดดเด่น เฉพาะตัวและใหม่ในวงการนี้ เลยคิดว่าให้แม่เป็นนางเอก ลูกเป็นพระเอก เรื่องนี้มันก็ดูพิเศษมากเลย แล้วเราได้ดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง Reply 1988 (2015-2016, ชินวอนโฮ) เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ดูแล้วอบอุ่นหัวใจมาก เลยเป็นแรงบันดาลใจว่าซีรีส์ครอบครัวมันก็ทำให้ประสบความสำเร็จได้นี่ เราเลยเชื่อมั่นแบบนั้น

ความยากที่สุดในการกำกับเรื่องนี้คืออะไร

(คิด) ความที่มันเป็นเนื้อหาที่ไกลตัว ทั้งเรื่องออทิสติก เรื่องกีฬา เลยพยายามหาอะไรที่ลิงค์กับเราและคนดูให้ได้ ก็เลยพยายามมีประเด็นความรักของแม่ลูก ความรักของพี่น้อง หรือเรื่องลูกลำเอียง ที่มันสัมผัสกับคนดู ซึ่งทั้งหมด สิ่งที่ยากที่สุดคือการเขียนบทนั่นเอง

เราท้อเหมือนกันนะ อย่างการเขียนบท ปกติไปเขียนบทที่เดอะสตรีต รัชดา แต่ว่ามีวันนึงไม่ไหวเลย ก็เลยไปนั่งร้องไห้กับน้องเขียนบทอีกคนนึง คิดว่าไม่ไหวแล้ว ไม่เอาเลย ไม่เขียนบทแล้วจะไปปลูกผัก (หัวเราะ) กดดันมาก เพราะพอเราเล่นท่ายากก็อยากทำท่ายากให้สวยงามที่สุด

 

ตอนเขียนบทได้ตั้งใจให้มันเรียกน้ำตาคนดูขนาดนี้ไหม

แฮชแท็กร้องไห้ทุกเสาร์ (หัวเราะ) สารภาพว่าตั้งใจ ตอนดู Reply 1988 เราก็ร้องไห้เพราะเขารักกันเหลือเกิน เลยอยากให้ซีรีส์เราเป็นแบบนั้นบ้าง มีร้องไห้ เสียใจ เจ็บปวด และตัวเราชอบอะไรดราม่าๆ ด้วยเลยคุยกับคนที่เขียนบทด้วยกัน เงื่อนไขคือเราต้องทำให้ตัวเองร้องไห้ทุกซีนก่อนเวลาเขียนบท จนพอราวๆ ตอนที่ 5 คนดูก็เริ่มถามแล้วว่ามึงจะให้กูร้องไห้ทุกตอนเลยเหรอ (หัวเราะ)

กำกับการแสดงยังไงให้ดีขนาดนี้ โดยเฉพาะน้องสกายที่ก่อนหน้าโดนวิจารณ์เรื่องการแสดงมาตลอด

เราเรียกสกายเป็นเมาคลี (หัวเราะ) เริ่มต้นคือตั้งแต่เวิร์คช็อป ก็เห็นแล้วว่าน้องมันไม่ได้ คือทุกคนพร้อมหมด แต่สกายสายตามันไม่มั่นใจเลย ฉะนั้น ทุกครั้งก่อนออกกองเลยซ้อมก่อนทุกซีน เราจะนัดเจอกัน เอาบทมากางตรงหน้าเลย คุยทีละบรรทัด คิดยังไงรู้สึกยังไง หา reference เลยว่าเล่นคล้ายๆ แบบคนนี้เล่นนะ เพราะน้องมันไม่มีประสบการณ์ มันเลยเป็นความยากกว่าคนอื่น 2 เท่า เพราะคนอื่นอ่านบทแล้วจำได้ แต่สกายนี่ต้องนัดเจอก่อน คุยทีละบรรทัดเลย แล้วน้องมันก็ซ้อมหนัก มีความพยายามสูงมาก ทุกอย่างเกิดการซ้อมทั้งนั้น

อย่างเห็นน้องโด่งในซีรีส์ร้องไห้บ่อย บอกเลยว่าสกายร้องไห้บ่อยกว่ามาก บ่อยกว่าในซีรีส์อีก มันกดดัน และอ่านบทตลอด คือมันไม่ประมาท มันทำให้ตัวเองพร้อมทุกอย่าง มันประสบการณ์น้อย เรารู้สึกเป็นความรับผิดชอบของเราเหมือนกันที่ต้องเข็นน้อง

และจากนี้ เรามั่นใจมากว่าถ้าสกายไปเล่นเรื่องอะไร มันจะดูแลตัวเองได้ดีกว่าเดิม และจะเปลี่ยนคาแร็กเตอร์ได้ บอกตรงๆ ว่าเราก็ภูมิใจนะ มันมีช่วงกล้าๆ กลัวๆ ว่าน้องจะไหวไหม แต่พอเล่นหลายๆ ซีน เห็นฟีดแบ็คคนดูเราก็อุ่นใจ น้องเป็นนักแสดงเต็มตัวแล้ว

เราเลือกเราครอบครัวออทิสติก และถ้าไอ้ต่อมันเล่นถึงคนดูจะชอบแน่ เราวางหมากไว้แล้วว่าน่าจะรอด แต่พอมาถึงสกายเนี่ยเราก็คิดแล้วว่าอะไรที่เหมาะกับสกาย ต้องไม่ไกลตัวน้องและพลิกบทบาทน้องอยู่ เลยคิดว่าน่าจะเป็นบทเด็กขี้อิจฉาเพราะครอบครัวออทิสติกมันต้องดูแลเด็กออทิสติกเป็นพิเศษ และเราใส่เรื่องลูกลำเอียงเข้ามาเพราะประเด็นนี้มันอยู่ทุกบ้าน เรื่องแบบแม่รักคนนี้มากกว่า ทำไมแม่ซื้อขนมมาให้คนเดียว ทำไมเราต้องใช้ของต่อจากพี่ เรารู้สึกว่าคนน่าจะอินและน่าจะรักสกายด้วย

แต่เราว่านะ ที่น้องโด่งเป็นที่รักขนาดนี้ เพราะจริงๆ บทนี้มันมีเพื่อสกาย มันต้องเป็นสกายเท่านั้น ถ้าคนอื่นเล่นจะน่าหมั่นไส้ ทำไมมึงต้องเรียกร้องความสนใจ ทำไมต้องด่า พูดจาไม่ดี คนที่จะมารับบทนี้ต้องเป็นเด็กน่ารักในชีวิตจริงๆ มันมีวิธีงอนที่น่าเอ็นดู เราว่ามันลงตัว ถ้าสังเกตดู มันมีแอ็คติ้งที่ดูเกาหลีนิดๆ เราจะเห็นสกายงอนหน้างอๆ เหมือนเกาหลี แต่จริงๆ มันงอนแบบนั้นจริงๆ มันเลยน่าเอ็นดูขึ้น ตอนเขียนบทเราก็พยายามเซฟตัวละคร ว่าเขาทำไม่ดีแบบนี้มันมีเหตุผลนะ แค่อยากให้แม่รัก มันมีเจตนาที่ดี

 

มองว่าตัวเองมาไกลจาก คลิป ‘คุณทนความหนาวได้ดีแค่ไหน’ มากมั้ย

(หัวเราะ) ตอนนั้นฟลุคมาก เราเคยฝันแต่เด็กว่าวันหนึ่งอยากเป็นผู้กำกับที่กำกับซีรีส์ที่คนดูประทับใจ และเกิดสิ่งดีๆ ในสังคม เราวาดฝันเป้าหมายนี้มาตลอด แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ามาไกลหรือไม่ไกล แต่มาถึงตรงนี้แล้วดีใจมาก (คิด) คือเรายังอยากไปได้ไกลกว่านี้นะครับ อยากทำให้ดีขึ้น อยากให้คนดูดูงานของเราเยอะกว่านี้ ถ้าทั่วเอเชีย ทั่วโลก ได้ดูผลงานคนไทยก็น่าจะดีนะ เราอยากฝันไปเรื่อยๆ ไม่อยากหยุดฝัน

 

สุดท้ายแล้ว ทำไมในซีรีส์ต้องเป็นเพลงที่เบิร์ด

เกิดจากว่า อยากหาตัวละครออทิสติกให้มีภาวะออทิสติก ย้ำคิดย้ำทำ ชอบอะไรตั้งแต่เด็กๆ อย่างพี่ยิมนี่จะในพาร์ตกีฬาจะพูดตลอดว่า ‘พี่ยิมซ้อม 5 โมงถึง 2 ทุ่ม’ (ทำสำเนียงแบบพี่ยิม) และเราอยากทำให้เห็นว่า ในชีวิตประจำวันเขาก็มีรูทีนไม่เหมือนคนอื่น เลยไปสัมภาษณ์น้องคนหนึ่ง เขาฟังเพลงพี่เบิร์ดแต่เด็ก และเพลงพี่เบิร์ดเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตเขา และเรารู้สึกเพลงพี่เบิร์ดมีหลายๆ ความหมายที่เล่าในเรื่องได้ อย่างเพลงรักหนักแน่นนี่เป็นบทสรุปเลย