สำรวจโลกเบื้องหลังงานสร้างสุดอลังใน The Lost World: Jurassic Park: สตีเวน สปีลเบิร์ก พ่อมดฮอลลีวูดผู้เนรมิตไดโนเสาร์

Home / bioscope / สำรวจโลกเบื้องหลังงานสร้างสุดอลังใน The Lost World: Jurassic Park: สตีเวน สปีลเบิร์ก พ่อมดฮอลลีวูดผู้เนรมิตไดโนเสาร์

The Lost World: Jurassic Park (1997) คือหนังภาคต่อทุนสร้าง 73 ล้านเหรียญฯ ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ที่กวาดรายได้ถล่มทลายจากทั่วโลกถึง 618.6 ล้านเหรียญฯ ขณะที่ภาคแรกอย่าง Jurassic Park (1993) ทำเงินไปแบบมหาศาลที่หนึ่งพันล้านเหรียญฯ (จากทุน 63 ล้านเหรียญฯ)

ไม่เพียงแต่ทำเงินได้ในระดับปรากฏการณ์ แต่ The Lost World และหนังสกุล Jurassic Park ของสปีลเบิร์กสร้างไว้ คือมาตรฐานการสร้างสเปเชียลเอฟเฟ็กซ์ที่แสนสมจริง ไม่ว่าจะมองมันในอดีตหรือแม้แต่นำมาฉายในปัจจุบันนี้

Image result for lost world jurassic park 1997 behind the scene

“Jurassic Park คือหนึ่งในความทรงจำดีๆ ของผม” สปีลเบิร์กเคยให้สัมภาษณ์ไว้เช่นนั้น “ผมอยากกำกับหนังเรื่องนี้ใจจะขาด และอยากทำภาคต่อด้วยเพราะมีกระแสเรียกร้องเยอะมากเหลือเกิน แถมการถ่ายทำภาคแรกก็เป็นช่วงเวลาดีๆ ของผมด้วย”

แต่การมาทำหนังภาคต่อนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายของสปีลเบิร์ก เขาสารภาพว่าเขาต้องขูดรีดตัวเองเพื่อหนังเรื่องนี้ไม่น้อยทีเดียว “ผมเฆี่ยนตีตัวเองเพื่อหนัง และเอาแต่คิดว่ามันไม่ดีพอสักที ได้แต่บอกตัวเองว่า ‘ได้แค่นี้เองเหรอ มันไม่พอหรอก’ อยู่นั่นเอง”

สปีลเบิร์กดึงเอา เดวิด โคเอ็ปป์ มือเขียนบทจากภาคแรกให้กลับมาเขียนบทหนังให้อีกครั้ง แต่โคเอ็ปป์นั้นเต็มไปด้วยข้อกังขาต่อการสร้างหนังไดโนเสาร์ภาคต่อ อันเนื่องมาจากไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับมันได้อีก (ก็ในเมื่อภาคแรกทำไปจนหมดแล้วนี่!) “ผมถามสตีเวนไปว่า ‘แหงล่ะ คุณจะทำอะไรกับไดโนเสาร์ก็ได้ คำถามคือ คุณจะทำอะไรล่ะ” นั่นทำให้ผู้กำกับและคนเขียนบทผลัดกันโยนไอเดียใส่กันและพบว่าไม่มีไอเดียไหนเลยที่ใช้งานได้ กระทั่งเมื่อผ่านระยะเวลายาวนานที่แลกมากับการระดมความคิดสมองแทบบวมของทั้งสอง

Image result for lost world jurassic park 1997 behind the scene

“มันเป็นจังหวะนั้นเลย ที่เราสองคนพูดอะไรออกมาสักอย่างแล้วทำให้อีกฝ่ายคิดอะไรออก” โคเอ็ปป์ว่า “แต่สิ่งหนึ่งที่ท้าทายพวกเรามากๆ คือความสำเร็จของภาคแรกนั่นแหละ คนดูรู้สึกผูกพันกับตัวละครและรู้สึกเป็นเจ้าของพวกไดโนเสาร์ด้วย ทุกคนเลยมีไอเดียเป็นของตัวเอง พวกเราแค่ต้องพยายามทำให้ไอเดียของคนดูเหล่านั้นเกิดขึ้นให้ได้ในภาคต่อนี้”

ไม่ต่างจากที่สปีลเบิร์กรู้สึกนัก เขาเล่าว่าการทำงานใน The Lost World นั้นมีรากฐานมาจากคนดูเป็นหลัก “ผมคิดถึงคนดูเป็นอย่างแรกเลย พอนึกถึง Jurassic Park ผมก็จะคิดถึงคนดูก่อนเสมอ เพราะผมอยากทำให้พวกเขาประทับใจสุดๆ ในหนังทุกเรื่องของผม”

“ในภาคแรก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสร้างไดโนเสาร์ยังไง แต่ตอนนี้ ในภาคต่อนี้ มันชัดเจนมากๆ ว่าจะใช้เทคนิคแบบไหน ฉะนั้นแล้ว สิ่งที่เราต้องโฟกัสคือการเล่าเรื่องนั่นเองค่ะ” แคธลีน เคนเนดี โปรดิวเซอร์หนังกล่าว และนั่นทำให้  The Lost World เต็มไปด้วยเส้นเรื่องและการผจญภัยของตัวละครที่สดใหม่ ต่างไปจากภาคแรกอย่างสิ้นเชิง

Related image

โดยเฉพาะฉากจำสุดอลังการอย่างฉากไดโนเสาร์วิ่งอาละวาดในเมืองนั้น เหล่าโปรดิวเซอร์และทีมสร้างก็ต้องขบคิดกันหัวแทบแตกเพื่อจะให้มันออกมาน่าสนุกแต่ต้อง “ไม่รุนแรงเกิน” ทั้งยังต้องถ่ายทำกับฉากบลูสกรีนทั้งเรื่องเพื่อนำไปตัดต่อให้ฉากหลังเป็นตึกรามบ้านช่อง

ไมเคิล แลนเทียร์ ฝ่ายสเปเชียลเอฟเฟ็กต์บอกว่า ความยากของการสร้างไดโนเสาร์ที่ทำให้แตกต่างจากการสร้างสัตว์วิเศษในหนังเรื่องอื่นๆ คือขนาดอันมหึมาของพวกมัน “เราต้องคำนวณเรื่องน้ำหนักสารพัดของไดโนเสาร์พวกนี้ ว่ามันจะเคลื่อนไหวยังไง ความเร็วเท่าไหร่ ไม่เหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ อื่นๆ ที่เราเคยทำมาเลย อย่างบางตัวที่หนักเป็นพันๆ ปอนด์แบบนี้” ทีมงาน-ที่หลังจากค้นคว้าข้อมูลกันอย่างหนักแล้ว-จึงสร้างหุ่นไดโนเสาร์ที่ควบคุมด้วยระบบไฮโดรเจนเพื่อให้เคลื่อนไหวได้อย่างสมจริงและอิสระขึ้นมา (ทุกขั้นต้อนต้องมีหุ่นคนยืนเทียบขนาดไว้ด้วย) และนั่นทำให้หนังดูสมจริงอย่างเหลือเชื่อ

แน่นอนว่าหนังประสบความสำเร็จถล่มทลาย และกลายเป็นหนังที่อยู่ในใจของคนดูนับตั้งแต่วันที่มันออกฉาย ทั้งยังเป็นหนึ่งในหนังที่ยืนยันความเป็นพ่อมดของสปีลเบิร์กได้เป็นอย่างดีถึงการเนรมิตไดโนเสาร์ให้มีตัวตนอยู่จริงบนจอหนัง “แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่เคยวางแผนอาชีพของตัวเองอะไรนักหรอกครับ ผมแค่ปล่อยให้มันเกิดขึ้น โอบรับอะไรก็ตามที่เข้ามาในชีวิตเท่านั้นเอง” เขากล่าวปิดท้าย

ชม The Lost World: Jurassic Park (1997) ได้ในวันนี้ (18 กันยายน) เวลา 18.00 น. ทางช่อง MONO 29 จ้า


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com