จาก Bad Boys สู่ Armageddon และ Transformers ย้อนรอยความเถิดเทิงของ ไมเคิล เบย์ ผู้กำกับตัวเอ้แห่งฮอลลีวูด

Home / bioscope / จาก Bad Boys สู่ Armageddon และ Transformers ย้อนรอยความเถิดเทิงของ ไมเคิล เบย์ ผู้กำกับตัวเอ้แห่งฮอลลีวูด

“การกำกับไม่ใช่แค่งานนะ มันคืออาชีพมากกว่า นั่นแหละมันถึงได้เจ๋งไงล่ะ!”

แม้จะเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่นักวิจารณ์หลายคนปั้นหน้าเหม็นเบื่อใส่มานานนับทศวรรษ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไมเคิล เบย์ คือผู้กำกับที่เอาจริงเอาจังและมีวินัยกับหนังตัวเองเสมอ แถมยังโนแคร์โนสนนักวิจารณ์ด้วยการยัดระเบิดโครมคราม, รถยนต์, สาวงามเข้าไปในหนังทุกเรื่องจนกลายเป็นลายเซ็นติดตัว

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เขาเข้าวงการหนังด้วยการถ่ายมิวสิกวิดีโอให้ศิลปิน ไทเลอร์ คอลลินส์ กับเพลง Whatcha Gonna Do? ซึ่ง “ความไมเคิล เบย์” ก็เริ่มออกลายตั้งแต่ตอนนี้แล้วเพราะเอ็มวีความยาว 4 นาทีนิดๆ เต็มไปด้วยหนุ่มล่ำและสาวสวยเปียกน้ำ เต้นยุกยิกๆ ล้อแสงล้อเงา

Image result for michael bay bad boys

เบย์ยังคงวนเวียนอยู่กับการกำกับวิดีโอขนาดสั้นและเอ็มวีอยู่อีก 6 ปีเต็ม (จนนับไปนับมาก็ทำเอ็มวีและวิดีโอสั้นไปราวๆ 40 กว่าชิ้น!) จนในปี 1995 หนุ่มน้อยเบย์ก็ตัดสินใจทำหนังยาวกับเขาบ้างเป็นเรื่องแรก นั่นคือ Bad Boys หนังอันว่าด้วย ไมค์ ลาวรีย์ (วิลล์ สมิธ) กับ มาร์คัส เบอร์เน็ตต์ (มาร์ติน ลอว์เรนซ์) ตำรวจไมอามี่สองนายที่เป็นคู่หูกัน และต้องเผชิญหน้ากับแก๊งค้าเฮโรอีนสุดวายป่วง!

แล้วใครจะไปคิดว่าไอ้หนังตำรวจไล่ผู้ร้ายซัดกันเกลื่อนหาดแบบนี้มันจะกลายเป็นหนังแจ้งเกิด วิลล์ สมิธ ไปได้!

ตอนนั้นสมิธกำลังตั้งต้นงานแสดงได้เพียงไม่กี่ปีและรับบทเล็กๆ น้อยๆ จากซีรีส์ Blossom (1991) และหนัง Six Degrees of Separation (1993) กระทั่งเมื่อเบย์ลากเขามารับบทตำรวจรูปหล่อไฟแรง กับฉากสวมเสื้อเชิ้ตเปลือยอกวิ่งไล่ผู้ร้ายสุดระห่ำ! และนี่กลายเป็นฉากขายของหนังและแจ้งเกิดสมิธในฐานะพระเอกผิวสีนักบู๊ที่มาแรงที่สุดแห่งยุค! (แม้เบย์บอกว่าหากสมิธถอดเสื้อวิ่ง จะทำให้หนังน่าดูกว่านี้ แต่สมิธก็ยืนกรานว่า ให้ได้มากสุดแค่ปลดกระดุมเท่านั้นแหละโว้ย)

 

จากนั้น เบย์ขยับมาทำหนังเล่นใหญ่ชวนน้ำตาไหลอย่าง Armageddon (1998) เล่าเรื่องโลกที่กำลังโดนอุกกาบาตยักษ์ชนจนนาซ่าต้องไปว่าจ้างทีมงานขุดเจาะแก๊งหนึ่งให้ขึ้นยานอวกาศ เพื่อไปเจาะรูเอาระเบิดฝังในอุกกาบาตไม่ให้พุ่งมาชนโลก แม้หนังจะมีฉากชวนซึ้งและน่าประทับใจหลายต่อหลายฉาก แต่นักวิจารณ์และบรรดาทีมงานนาซ่าคงไม่ปลื้มเท่าไหร่นักเพราะหนังได้รับคำติชมไปอื้อว่า ไม่สมจริงเอาเสียเลย

Image result for michael bay bad boys

แม้แต่ เบน เอฟแฟล็ค ที่แสดงนำในหนังเรื่องนี้ยังอดถามเบย์ไม่ได้ว่า “มันจะไม่ง่ายกว่าเหรอที่จะสอนนักบินอวกาศให้ใช้เครื่องขุดเป็น แทนที่จะมาสอนนักเจาะให้หัดบินเนี่ย” (แต่เบย์บอกว่า หุบปากไปเลยไป เบน)

ปี 2001 เบย์กลับมาร่วมงานกับเอฟแฟล็คอีกครั้งในหนังดราม่าสงครามโลกอย่าง Pearl Harbor ที่ก็ไม่วายเต็มไปด้วยฉากระเบิดระเบ้อกับสาวงาม (แต่งตัวเซ็กซี่ริมหาดอีกแล้ว)

ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปี 2003 กับหนังภาคต่ออย่าง Bad Boys 2 ที่น่ายินดีที่มันได้รับคำชมมากพอกับเรื่องแรก แถมกวาดรายได้ไปเป็นกระบุงโกยที่ 273 ล้านเหรียญฯ (จากทุน 130 ล้านเหรียญฯ) กลับมาเล่าเรื่องของคู่หูตำรวจที่ต้องกลับมากวาดล้างยาเสพติดและต้องไปพัวพันกับเจ้าพ่อสุดเหี้ยมจนแทบเอาชีวิตไม่รอด (กับฉากบู๊สุดอลังเช่นเดิม ใครจะไปลืมฉากดวลปืนและฉากเมายาสุดฮาได้กันล่ะ!) อ้อ และเบย์ก็ไม่ลืมใส่ลายเซ็นของเขาลงไปด้วยอย่างฉากริมหาดเก๋ๆ กับสาวเซ็กซี่ในชุดว่ายน้ำ

Image result for bad boys 2

กระทั่งปี 2007 ที่เบย์เข็นเอา Transformers หนังหุ่นยนต์นอกจักรวาลตีกันออกมาขาย มันก็ทำรายได้ถล่มทลายแบบมหาศาลและเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ว่าเราจะรักหรือจะชังเบย์ก็ต้องจดไว้ จนมันมีภาคต่องอกตามออกมาอีก 4 ภาคเต็มๆ และกลายเป็นหนังที่เรานึกถึงเวลาพูดถึงเบย์ เจ้าพ่อทำหนังระเบิดภูเขาเผากระท่อมแสนเถิดเทิงคนนี้

“เอาจริงๆ นะ ผมรู้ว่านักวิจารณ์คิดยังไงกับหนังของผม และนั่นแหละผมถึงทำตามคำแนะนำของ เจอร์รี บรัคไฮเมอร์ (โปรดิวเซอร์หนัง) ว่า ‘กูไม่อ่านคำวิจารณ์หรอก ไม่อ่านจริงๆนะ’

“ผมชอบนะ เวลาที่ผู้คนทำตัวร้ายๆ แล้วเรียกเราว่า ‘ไอ้หอกเอ๊ย'” เบย์ว่า “เขาไม่เห็นหรือไงนะว่าหนังของผมมันไปได้สวย มันสร้างความประทับใจไปทั่วโลกเลยนะ ผมเคยเจอชายคนหนึ่งจากบาลีที่อาศัยอยู่ในกระท่อม มีทีวีอยู่เครื่องหนึ่ง เขาบอกว่าเขาชอบหนัง The Rock (1996) มากๆ และนั่นก็น่าจะมีความหมายบางอย่างอยู่ใช่ไหมล่ะครับ”


ชม Bad Boys 2 (2003) ได้ในวันนี้ (19 กันยายน) เวลา 18.00 น. ทางช่อง MONO 29 จ้า