4 เคล็ดลับสู่สุดยอดการกำกับ: ทำหนัง Found-Footage อย่างไรให้ไม่แป้ก!

Home / bioscope / 4 เคล็ดลับสู่สุดยอดการกำกับ: ทำหนัง Found-Footage อย่างไรให้ไม่แป้ก!

The Blair Witch Project (1999), Paranormal Activity (2007) และการมาถึงของหนัง Cloverfield (2008) คือหมุดหมายของหนัง Found-Footage ของยุคหลัง ที่นำเอาภาพแทนสายตาของตัวละครมาใส่ในหนังอย่างสมจริง โดยเฉพาะ Cloverfield ที่หลายเสียงบอกว่าสมจริงเกินไปหน่อยจนดูแล้วเวียนหัวกลางโรง

แม้ว่าการนำ Found-Footage มาใช้ในหนังนับเป็นไอเดียที่ดี (และอันที่จริงก็น่าจะถือว่ายังสดใหม่อยู่) แต่ก็ไม่ได้แปลว่าหนังที่ใช้ Found-Footage มาประกอบการเล่าเรื่องจะประสบความสำเร็จไปเสียหมด

แล้วปัจจัยอะไรบ้างนะ ที่ทำให้หนังที่เต็มไปด้วยฉากแทนสายตาตัวละครพวกนี้มัน “เปรี้ยง” แทนที่จะ “แป้ก”?

ไฮไลต์ Paranormal Activity 2 – Tokyo Night

 

ลองเปลี่ยนมุมกลับ ปรับมุมมอง

อเล็กซ์ ซัสไคน์ด นักเขียนและคอลัมนิสต์จาก The Guardian ให้ความเห็นว่า หนังที่ประกอบไปด้วย Found-Footage ส่วนใหญ่นิยมเล่าผ่านสายตาของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเท่านั้นเพื่อทำให้คนดูรู้สึกมีอารมณ์ร่วมและเห็นอกเห็นใจชะตากรรมของตัวละครที่สุดท้ายอาจหนีไม่พ้นโดนฟันหัวแบะ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร แต่จะดีกว่าไหมหากหันมาเล่าผ่านสายตาของคนร้ายบ้าง!?

The Poughkeepsie Tapes (2007) ของ จอห์น อีริค โดวเดิล เปลี่ยนให้ฆาตกรเป็นฝ่ายถือกล้องและทำร้ายเหยื่ออย่างเลือดเย็น ปล่อยให้คนดูเห็นสายตาหวาดกลัวและสิ้นหวังของเหยื่อ เช่นเดียวกับ Peeping Tom (1960, ไมเคิล โพเวลล์) ที่ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน แม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม

 

อย่าทำหนังทั้งเรื่องด้วย Found-Footage เท่านั้น

ฟุตเทจดิบๆ ที่แทนสายตาและความรู้สึกของตัวละครมันก็ดีอยู่ แต่ในอีกแง่ หนังอย่าง Cloverfield ก็เคยโดนถล่มเละว่าระหว่างที่ตัวละครถือกล้องวิ่งหนีสัตว์ประหลาดจนกล้องแกว่งไปแกว่งมาแทบทั้งเรื่องนั้น ก็ทำให้การดูหนังในจอใหญ่ยักษ์เป็นเรื่องไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ (ลองนึกภาพดูฟุตเทจดิบๆ ของคนวิ่งหนีตายตลอดเกือบสองชั่วโมงเต็มสิ)

ซัสไคน์ดเสนอว่า เราควรเอาอย่างหนัง District 9 (2009, นีลล์ บลอมแคมป์) ที่แบ่งหนังออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งนั้นเล่าด้วย Found-Footage และอีกส่วน เล่าแทนสายตาจากบุคคลที่สาม ซึ่งช่วยให้ผู้ชมไม่รู้สึกผะอืดผะอมมากเกินไปนัก

Image result for found footage movies

ต้องใช้ Found-Footage เมื่อจำเป็นแล้วจริงๆ

เจสัน บลัม โปรดิวเซอร์หนัง Paranormal Activity, Unfriended (2014), Whiplash (2014) อธิบายว่า ถ้าอยากจะใช้ Found-Footage นัก ก็ต้องทำให้แน่ใจว่า ไม่มีวิธีอื่นในการเล่าเรื่องแล้วจริงๆ

“ถ้าคุณยังเล่าเรื่องตามขนบแบบเดิมๆ ได้ ก็อย่าใช้ Found-Footage เลยนะ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วมันทำยากเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน” ก่อนที่บลัมจะยกตัวอย่างหนัง Sinister (2012) ที่ว่าด้วย อีลิสัน (อีธาน ฮอว์ค) ชายหนุ่มที่บังเอิญไปพบม้วนฟิล์มเข้า หนังบีบให้เขากลายเป็นคนได้เห็นฟิล์มเหล่านั้นร่วมกับผู้ชม เพราะมันไม่เมคเซนส์สักนิดหากให้ตัวละครของฮอว์คมาถือกล้องเอง

Image result for found footage movies

อย่าทำกล้องสั่น! (อ้าวแล้ว Cloverfield ล่ะ…)

ข้อนี้บลัมถือเป็นเรื่องจำเป็นระดับคอขาดบาดตาย “คนส่วนมากเวลาทำหนังที่เล่าด้วย Found-Footage แล้วมักจะทำกล้องสั่นเกินความจำเป็นไปมากตอนเริ่มเรื่อง” ซึ่งอันที่จริงไม่แปลกที่ตัวละครที่ถือกล้องนั้นจะมือสั่น (โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอฆาตกรหรือผีเข้าให้ตรงหน้า ระดับความสั่นอาจเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว) แต่ยังเป็นเรื่องต้องระวังเพราะคนดูที่ดูฟุตเทจผ่านจอหนังขนาดมหึมาอาจไม่สนุกด้วยก็เป็นได้

บลัมยกตัวอย่างหนัง Paranormal Activity ที่ใช้ฟุตเทจจากกล้องวงจรปิดเล่าเรื่องแทนเพื่อตัดปัญหาการสั่นไหวของคนถือกล้อง และนับเป็นวิธีที่ชาญฉลาดไม่น้อย เพราะเอาเข้าจริงๆ ภาพที่ปรากฏบนกล้องวงจรปิดก็ทำให้คนดูกลัวได้ง่ายๆ แล้ว

ตัวอย่างหนัง Paranormal Activity 2: Tokyo Night

 

ดูหนังสยองขวัญสุดหลอนที่เล่าเหตุการณ์เฮี้ยนผ่านกล้องวิดีโออย่าง Paranormal Activity 2: Tokyo Night เรียลลิตี้ขนหัวลุก ดักผีโตเกียว (2010)
วันเสาร์ที่ 23 กันยายน
สองช่วงเวลา 13.00 น. และ 22.00 น.
ทาง https://movie.mthai.com/bioscopetheatre

ชมตัวอย่างหนัง BIOSCOPE Theatre ประจำเดือนกันยายน