Like Father, Like Son – ถ้าไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน ยังจะนับเป็น “พ่อ-ลูก” ได้หรือไม่? (ฺBIOSCOPE Theatre)

Home / bioscope / Like Father, Like Son – ถ้าไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน ยังจะนับเป็น “พ่อ-ลูก” ได้หรือไม่? (ฺBIOSCOPE Theatre)

หนังของ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ มีลายเซ็นชัดเจนเสมอ โดยเฉพาะการหยิบแง่มุมเจ็บปวดเศร้าสร้อยว่าด้วยการสูญเสียและฟื้นคืนของความสัมพันธ์ในครอบครัวมาถ่ายทอด ไม่ว่าจะเป็น Maborosi (1995 – หญิงสาวเผชิญความเจ็บปวดหลังสามีฆ่าตัวตาย), Distance (2001 – การมาพบกันของครอบครัวอดีตสมาชิกลัทธิเถื่อนที่ฆ่าตัวตายหมู่), Nobody Knows (2004 – อิงจากเรื่องจริงว่าด้วยเด็ก 4 คนที่ถูกแม่ทอดทิ้งให้เอาตัวรอดกันตามลำพัง), Still Walking (2008 – ช่วงเวลา 24 ชั่วโมงแห่งการรวมญาติของครอบครัวหนึ่งในวันครบรอบวันตายของพี่ชายคนโต), I Wish (2011 – เล่าเรื่องราวสวยงามน่าเศร้าของสองพี่น้องที่ต้องแยกกันอยู่อันเนื่องมาจากการแยกทางกันของพ่อแม่), Our Little Sister (2015, สามสาวพี่น้องตัดสินใจต้อนรับน้องสาวต่างมารดามาเป็นครอบครัวเดียวกัน หลังงานศพของพ่อที่ทอดทิ้งพวกเขาไปมีครอบครัวใหม่), After the Storm (2016, พ่อผู้ไม่เอาไหนพยายามฟื้นคืนความสัมพันธ์กับลูกชายและภรรยา ในอพาร์ตเม็นต์ของแม่เมื่อวันพายุใหญ่เข้า)

Like Father, Like Son

เช่นเดียวกับ Like Father, Like Son ผลงานของเขาที่คว้ารางวัล Jury Prize (ขวัญใจกรรมการ) จาก เทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2013 เรื่องนี้ ที่เล่าเรื่องราวสะเทือนอารมณ์ของ 2 ครอบครัวที่แตกต่างกันทั้งด้านสถานะ บุคลิกนิสัย และไลฟ์สไตล์ ก่อนที่โลกทั้งใบของพวกเขาก็ต้องพลิกผัน เมื่อได้รับข่าวร้ายจากโรงพยาบาลว่าลูกชายวัย 6 ขวบของพวกเขาถูกสลับตัวกันตั้งแต่แรกเกิด!

อะไรทำให้โคเรเอดะหมกมุ่นกับเรื่องราวในครอบครัวปานนั้น? ซึ่งเขาเผยว่า “มันก็ไม่ใช่ประเด็นเดียวที่ผมนึกถึงในการทำหนังแต่ละครั้งหรอกครับ แต่ก็จริงที่ผมรู้สึกอินกับมันมาก แถมตัวผมเองก็กลายมาเป็นพ่อคนแล้วและก็ผ่านการสูญเสียพ่อแม่มาแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะยิ่งชอบสำรวจเรื่องพวกนี้”

ใน Like Father, Like Son โคเระเอดะวางคาแรกเตอร์ของสองครอบครัวให้แตกต่างกันอย่างชัดเจน เริ่มที่ “ครอบครัวโนโนมิยะ” ครอบครัวชนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน อาศัยอยู่บนตึกระฟ้าในนครโตเกียว โดยมีหัวหน้าครอบครัว คือ เรียวตะ (มาซาฮารุ ฟุกุยามะ – นักแสดงและนักร้องชื่อดัง) สถาปนิกหนุ่มผู้มุ่งมั่นกับการไต่เต้าสู่ความสำเร็จและไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งชีวิตอันสมบูรณ์แบบ เขาทำงานเป็นบ้าเป็นหลังจนเหลือเวลาให้กับ เคย์ตะ ลูกชายตัวน้อยเพียงเฉพาะการสั่งสอนเรื่องระเบียบวินัยเท่านั้น มิหนำซ้ำเขายังฝึกให้ลูกโกหกว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกเพียงใดเพื่อที่จะให้ลูกผ่านการสัมภาษณ์เข้าเรียนในโรงเรียนชั้นนำ จะว่าไปแล้วครอบครัวนี้ก็เป็นเหมือนภาพสะท้อนสังคมคนทำงานของญี่ปุ่นปัจจุบัน ที่นอกจากจะมีพ่อบ้างาน แม่ของครอบครัวนี้ – มิโดริ (มาชิโกะ โอโนะ) – ก็เป็นศรีภรรยาที่ทำงานบ้านเลี้ยงดูลูกและแสนจะอ่อนน้อมต่อสามีตรง ตามภาพเหมารวมของ ‘แม่บ้านญี่ปุ่น’ เป๊ะ

BIOSCOPE Theatre ชวนชม Like Father Like Son
วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2560
ชมพร้อมกันสองช่วงเวลา 13.00 น. และ 22.00 น.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

อย่างไรก็ดี ภาพอนาคตชวนฝันของผัวเมียโนโนมิยะต้องพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเมื่อเผชิญกับความจริงว่าเคย์ตะไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตน แต่เป็น ริวเสะ ที่ถูกสลับตัวไปอยู่กับ “ครอบครัวไซกิ” ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกับพวกเขาสิ้นเชิง … ยูได และ ยาการิ ไซกิ (ลิลี แฟรงกี และ โยโกะ มากิ) ไม่ได้ถือการทำงานหนักและระเบียบวินัยเป็นสารัตถะของชีวิต พวกเขาเป็นคนสบายๆ ง่ายๆ ติดดินและยากจนกว่า ทว่ากลับสนิทแนบแน่นและมีเวลาให้กับลูกๆ มากกว่า ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้หนังถูกโจมตีว่า นอกจากจะเล่าเรื่องราวดรามาซ้ำซากเกี่ยวกับลูกสลับตัวกัน (ที่มีหนังและละครมากมายเคยเล่าแล้ว) การสร้างตัวละครสองครอบครัวให้แตกต่างกันสุดขั้วเยี่ยงนี้ก็คร่ำครึเสียเหลือเกิน กลายเป็นว่าหนังพยายามถามคนดูโดยนัยว่าใครกันแน่คือพ่อที่ดีกว่า ระหว่างคนรวยผู้เย็นชาอย่างเรียวตะ หรือ คนจนผู้แสดงความรักได้เต็มที่อย่างยูได ซึ่งออกจะเป็นคำถามที่ไม่ท้าทายให้เกิดคำตอบอันสร้างสรรค์และน่าสนใจเท่าใดนัก

Like Father, Like Son

โคเรเอดะอธิบายเหตุผลของการแบ่งแยกตัวละครอย่างชัดเจนนี้ว่า “ผมเริ่มต้นด้วยตัวละครหลักที่ทะนงตัวเอามากๆ แล้วก็เลยอยากสร้างภาพตรงข้ามขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างจนมันไปสั่นคลอนระบบค่านิยมความเชื่อของเขา ซึ่งนี่แหละเป็นเหตุผลว่าทำไมอีกครอบครัว หนึ่งจึงมีอัตลักษณ์ที่เด่นชัดมาก”

Like Father, Like Son สำรวจประเด็นที่มนุษยชาติถกเถียงกันมาเนิ่นนานว่า ระหว่างสายเลือดกับการเลี้ยงดู สิ่งใดสำคัญกว่ากันในการนิยามความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตร และในขณะที่ครอบครัวโนโนมิยะกับครอบครัวไซกิพยายามแก้ปัญหาด้วยการนัดเจอกันและเริ่มทดลองสลับลูกกันเลี้ยงในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นั้น หนังก็แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครเรียวตะในการเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงกับลูกชาย พร้อมทั้งเริ่มเข้าใจความหมายของการเป็นพ่อคน ซึ่งมาจากการที่โคเรเอดะเองก็ครุ่นคิดถึงบทบาทของตนในฐานะพ่อด้วยเช่นกัน

“ผมเคยอ่านหนังสือที่พูดถึงเรื่องเด็กทารกถูกสลับตัวกันมาเยอะ พอมาเป็นพ่อคนเสียเอง ผมก็เริ่มสงสัยว่าสิ่งใดกันหนอที่เชื่อมโยงตัวผมกับลูกสาว สายเลือดเหรอ? หรือว่าเป็นช่วงเวลาที่ผมอยู่กับลูก? ไอเดียของหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากชีวิตประจำวันที่ผมอยู่กับครอบครัวและลูกสาวของผมน่ะครับ” (นอกจากนี้ เขายังศึกษาข้อมูลจริงจากหลากหลายกรณี ‘ลูกสลับตัวกัน’ ที่เคยเกิดขึ้นมากในญี่ปุ่นในช่วงเวลาหนึ่งอีกด้วย)

Like Father, Like Son

แม้หนังจะสะท้อนภาพสังคมญี่ปุ่นในหลายมุมมอง ทั้งเรื่องการให้ความสำคัญกับสายเลือดเป็นหลักและวัฒนธรรมบ้างาน ทว่าผู้ชมในซีกโลกตะวันตกก็พบว่าประเด็นที่หนังพูดถึงนั้นค่อนข้างเป็นสากลและสัมผัสจับต้องได้ไม่ยาก มันจึงได้รับคำชมว่าแม้จะหยิบประเด็นเชยระเบิดมาเล่า แต่โคเรเอดะก็ยังคงเสน่ห์และลีลาตามแบบฉบับเฉพาะตัวไว้ครบถ้วน โดยเฉพาะการเล่าเรื่องด้วยวิธีเรียงร้อยเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ เข้าด้วยกัน และไม่ว่าพล็อตจะชวนเศร้าสะเทือนใจเพียงไร หนังก็ยังอาบไปด้วยความอบอุ่นลุ่มลึก อารมณ์ขัน และการมองโลกในแง่บวก

นอกจากนี้ ความสามารถของโคเรเอดะในการกำกับนักแสดงเด็กก็ยังคงปรากฏชัด ซึ่งเขาเผยว่า “เรื่องราวในหนังได้แรงบันดาลใจมาจากบุคลิกของเด็กทั้งคู่ ผมคัดนักแสดงเด็กแบบเดียวกับตอนที่ทำ Nobody Knows คือไม่ได้ให้เขาแสดง แต่ผมจับตามองพวกเขา สำรวจและสังเกตวิธีที่พวกเขาสื่อสาร คำศัพท์ที่พวกเขาใช้ การแสดงออกบนใบหน้า แล้วผมก็ใส่สิ่งเหล่านี้ลงไปในบทหนัง โดยตอนที่ถ่ายทำกันจริงๆ ผมไม่ได้ป้อนประโยคให้เด็กพูด แต่ผมจะทำความเข้าใจกับเขาตั้งแต่ต้นแล้ว ปล่อยให้เขาหาประโยคหรือคำพูดที่เหมาะสมที่สุดด้วยตัวเอง…เป็นการด้นสดอย่างไม่สิ้นสุดจริงๆ” โดยฟุกุยามะผู้รับบท เรียวตะ เสริมว่า “โคเรเอดะไม่ได้เอาบทหนังให้เด็กเลย และตอนถ่ายทำเราก็ไม่ได้ ‘แสดงบทบาท’ กับพวกเขาด้วย แต่เหมือนว่าเรากำลังเล่นสนุกไปด้วยกันมากกว่า งานของเราคือการพยายามจับอารมณ์และการโต้ตอบของเด็กๆ โดยพวกเขาแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรากำลังถ่ายหนังกันอยู่”

**จากบทความ “Like Father, Like Son เมื่อพ่อเป็นพ่อ” โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์ / ตีพิมพ์ครั้งแรก ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 142 (เดือนธันวาคม ปี 2013)
มาซาฮารุ ฟุกุยามะ ในบท เรียวตะ
ตัวอย่างภาพยนตร์ BIOSCOPE Theatre ประจำเดือน ตุลาคม 2017
ชมหนังฟรีทางออนไลน์ ทุกวันเสาร์ สองช่วงเวลา 13.00 น. และ 22.00 น.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com