รู้จัก คาซูโอะ อิชิงุโระ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมคนล่าสุด ผ่าน Never Let Me Go ฉบับภาพยนตร์

Home / bioscope / รู้จัก คาซูโอะ อิชิงุโระ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมคนล่าสุด ผ่าน Never Let Me Go ฉบับภาพยนตร์

ถ้าจะถามว่า Never Let Me Go น่าสนใจตรงไหน คำตอบอาจมีได้หลายข้อ

ทั้งการเป็นหนังดัดแปลงจากบทประพันธ์ชื่อเดียวกันของ คาซูโอะ อิชิงุโระ (ผู้เขียนนวนิยายสุดคลาสสิกเรื่อง The Remains of the Day) ทั้งการกำกับโดย มาร์ค โรมาเนค (เจ้าของเอ็มวีสุดล้ำอย่าง Scream ของ ไมเคิล กับ เจเน็ต แจ็คสัน ไปจนถึงเอ็มวีสุดสยองอย่าง Closer ของ Nine Inch Nails) และทั้งการรับบทบาทของสามนักแสดงอังกฤษรุ่นใหม่มาแรงอย่าง แครี มัลลิแกน, เคียรา ไนต์ลีย์ และ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ซึ่งล้วนน่าจับตามอง

แต่คำตอบสุดท้ายกลับเป็นคำกล่าวของโรมาเนคที่ว่านี่คือ “นี่คือหนังไซ-ไฟที่แทบไม่มีวิธีการนำเสนอแบบหนังไซ-ไฟเลย” ไม่มียานอวกาศ ไม่มีสิ่งก่อสร้างล้ำยุค ไม่มีเครื่องจักรหรือวิทยาการอันล้ำสมัย มีก็แต่ “ภาพอังกฤษในวันฟ้าครึ้มฝน ท้องทุ่งโล่งกว้าง แสงแดดโชนอ่อน ฟาร์มถูกทิ้งร้าง และท้องถนนว่างเปล่า” ไม่ผิดเพี้ยนไปจากภาพความคิดของอิชิงุโระ แทนที่หนังเรื่องนี้จะพาเราก้าวไปยังอนาคต มันกลับเปล่งประกายของอดีตอันงดงาม วัยเยาว์ และความทรงจำที่เก็บไว้ในห้วงลึก

ที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะหนังพาคนดูย้อนสู่อังกฤษยุค 70 แต่มันมิได้บอกเล่าประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง หากกลับเป็นภาพจินตนาการว่า “อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นำมนุษยชาติเดินไปสู่อีกหนทางหนึ่ง” ยิ่งกว่านั้น โรมาเนคตระหนักด้วยว่าประเด็นหลักของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ความเป็นไซ-ไฟ แต่เป็นเรื่องราวดราม่าว่าด้วยความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของคนสามคนที่เติบโตมาด้วยกัน

กระนั้น ความเป็นไซ-ไฟก็ไม่ใช่ตัวสอดแทรกที่ไร้ความหมาย ตรงกันข้าม มันกลับช่วยสร้างสถานการณ์ที่คั้นกรองความเป็นมนุษย์ให้เข้มข้น จนทำให้เรื่องราวของตัวละครกลายเป็นภาพชีวิตฉบับย่นย่อของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม และนำไปสู่คำถามพื้นฐานที่ว่า เราจะค้นหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองและใช้ชีวิตให้มีความหมายได้อย่างไร เราจะก้าวพ้นเงื้อมมือแห่งโชคชะตาได้หรือไม่ และอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเวลาของเราใกล้จะหมดลง

บทที่ 1 : ในซอกหลืบของวัยเยาว์

ตั้งแต่จำความได้ เคธี, รูธ และ ทอมมี ก็อยู่ในโรงเรียนประจำที่มีชื่อว่า เฮลแชม

เคธี คือผู้สังเกตการณ์ที่เก็บงำความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ไว้ภายใต้เปลือกนอกอันนิ่งเฉย ตรงข้ามกับเพื่อนสนิทอย่าง รูธ หัวโจกผู้คอยบงการคนอื่นๆ ส่วนทอมมีนั้นเป็นเด็กชายผู้อ่อนไหวที่มักถูกเพื่อนรังแกเป็นประจำ พวกเขาใช้ชีวิตในโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วไป ผูกมิตรกัน เล่นด้วยกัน แกล้งกัน ปั้นแต่งเรื่องตามจินตนาการ และใฝ่ฝันถึงโลกภายนอกที่ไม่เคยได้สัมผัส

ทว่า…โรงเรียนแห่งนี้ยังมีความลึกลับบางประการแฝงตัวอยู่!

ด้วยเหตุนี้เคธีจึงมองโลกรอบตัวด้วยสายตาฉงนสงสัย ทำไมครูต้องคอยย้ำว่านักเรียนเฮลแชมเป็นคน ‘พิเศษ’ และโชคชะตาของพวกเขาถูกกำหนดไว้แล้ว ทำไม ‘การตรวจสุขภาพ’ และ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ จึงสำคัญนัก ทำไมผลงานของนักเรียนถึงต้องถูกคัดเลือกไปไว้ในแกลเลอรี่ของหญิงลึกลับที่ใครๆ เรียกกันว่า ‘มาดาม’ และถ้าชื่นชอบผลงานของพวกเขาขนาดนั้น ทำไมมาดามถึงได้แอบกลัวเด็กๆ ราวกับพวกเขาเป็นแมงมุมที่น่าขยะแขยง?

จริงอยู่ว่าเฮลแชมอาจไม่เหมือนโรงเรียนประจำไหนๆ แต่ความรู้สึกของเคธี่ที่ว่าโลกช่างเต็มไปด้วยความลึกลับนั้นไม่ได้ห่างไกลจากความรู้สึกของเราๆ เมื่อครั้งยังเด็กเลย เวลาที่เราตั้งคำถามต่อความเป็นไปต่างๆ แล้วผู้ใหญ่ไม่สามารถบอกข้อมูลทั้งหมดให้เรารู้ หรือถึงบอก ก็เป็นเพียงคำอธิบายอันคลุมเครือยากจะเข้าใจ เฮลแชมจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แทนโลกของเด็กที่ถูกแบ่งแยกออกจากโลกของผู้ใหญ่ และอิชิงุโระใช้มันเพื่อสำรวจคำถามที่ว่า เราควรบอกความจริงที่โหดร้ายของโลกใบนี้ให้เด็กๆ รับรู้มากน้อยเพียงใด ถ้าบอกเร็วเกินไป วัยเยาว์อันสดใสและความทรงจำอันงดงามจะถูกทำลายไปหรือไม่ หรือถ้าบอกช้าเกินไป พวกเขาจะรับมือกับความเจ็บปวดเมื่อออกไปเผชิญโลกภายนอกได้หรือเปล่า

บทที่ 2 : ทางเดินที่ไม่ได้เลือก

นักเรียนเฮลแชมล้วนเกิดมาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือการเป็น ‘ผู้บริจาค’ แต่กระนั้น คำถามถึงชีวิตรูปแบบอื่นก็ก่อตัวขึ้นอย่างเลือนราง เวลาที่รูธฝันถึงการเป็นพนักงานออฟฟิศ หรือเวลาที่คู่รักฝันว่าจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างที่ตัวเองเลือกนั้น แม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาต่างรู้ดีว่ามีชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

หลายคนอาจแปลกใจที่ตัวละครเหล่านี้สยบยอมต่อสิ่งที่ถูกกำหนดให้ง่ายดายเหลือเกิน แต่นี่ล่ะคือสิ่งที่อิชิงุโระต้องการสื่อ ตัวละครของเขาไม่ใช่วีรบุรุษผู้สู้อย่างกล้าหาญ แต่เป็นคนสามัญที่แบกรับเงื่อนไขในชีวิตไว้อย่างภาคภูมิ

“สิ่งที่ผมสนใจคือการที่คนเราทนรับชะตากรรมของตนได้อย่างน่าทึ่ง แล้วก็ยังหาเกียรติและศักดิ์ศรีให้ตนเองได้ ผมหลงใหลความเป็นมนุษย์ในแง่นี้” แม้ทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระบบทาสแล้ว แต่บ่อยครั้งเรายังคงพบว่าไม่อาจลิขิตหนทางของตัวเองได้ นี่คือสิ่งหนึ่งที่อิชิงุโระได้เรียนรู้ “ตอนที่คุณยังเป็นหนุ่มสาว มุมมองทางจริยธรรมและจุดยืนทางการเมืองดูเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่เมื่ออายุมากขึ้นผมก็ตระหนักว่า แม้หลักการยังคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่คุณก็ไม่ได้กำหนดชีวิตของตัวเองเสมอไปหรอก บางครั้งคุณก็ถูกกระแสลมพัดพาไปยังที่อื่น”

โรมาเนคมองว่ามันเป็นการเสนอภาพพฤติกรรมมนุษย์อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง “คนที่โตมาในรัสเซียดูหนังเรื่องนี้แล้วเข้าใจทันทีว่าทำไมตัวละครถึงไม่ต่อต้านระบบ ความคิดเรื่องทาสผู้ก่อกบฏอย่างกล้าหาญน่ะเป็นเรื่องเล่าที่ดี แต่ผมไม่แน่ใจหรอกนะว่าพฤติกรรมของมนุษย์จริงๆ เป็นอย่างนั้น”

 

บทที่ 3 : มองย้อนผ่านความทรงจำ

อิชิงุโระไม่ได้ใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็ก และโรมาเนคก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องมาเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอ แต่การเดินทางอ้อมก็ช่วยให้ทั้งคู่พบว่า ประสบการณ์กลับช่วยให้การก้าวเดินสู่จุดหมายมั่นคงกว่าเดิม

“ช่วงอายุสิบหกจนถึงปลายยี่สิบสี่ ความฝันของผมคือการเป็นนักแต่งเพลง” อิชิงุโระเล่า เขาเขียนเพลงเก็บไว้เป็นร้อย ทำเทปเดโม เข้าไปพบฝ่ายจัดหาศิลปินตามค่าย แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน “มีช่วงสองสามปีที่ผมล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในแง่อาชีพการงาน แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ผมก็ได้เรียนรู้หลายอย่างจากการเขียนเพลง มันช่วยให้ผมผ่านพ้นการเป็นวัยรุ่นที่เขียนแต่เรื่องตัวเองหรือการประดิดประดอยภาษาเพื่อโชว์ความสามารถ ผมเคยแต่งเนื้อเพลงแบบกระแสสำนึก ใช้คอร์ดอ็อกเมนเต็ดและดิมินิชเล่นกับจังหวะละติน พอมาเขียนเรื่องสั้น ผมจึงลดทุกอย่างลง และเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างการตั้งใจโชว์กับการแสดงออกทางศิลปะอย่างแท้จริง”

โรมาเนคก็คล้ายกัน “ผมไม่ได้โตมากับการฝันว่าจะทำเอ็มวี ผมโตมากับความฝันว่าจะทำหนัง” เขาเคยทำหนังสมัยหนุ่มๆ แต่ก็รู้ตัวว่ายังไม่ถึงขั้น “ตอนนั้นผมยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ ยังไม่รู้เรื่องชีวิตมากพอ และยังไม่มีมุมมองหรือประเด็นทางศิลปะที่อยากสำรวจเลย” เมื่อจับพลัดจับผลูได้งานเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอในยุครุ่งเรืองของ MTV เขาจึงเห็นโอกาสที่จะได้ฝึกฝนตนเอง “ผมทำงานนี้เพื่อรอเวลา ได้เรียนวิชาทำหนังแบบมีค่าจ้าง แถมยังได้ทดลองทำอะไรหลายอย่างด้วย”

หลังจากทำเอ็มวีมายี่สิบปี โรมาเนคยอมรับว่าเขาอาจรอนานไปหน่อย เพราะถูกล่อด้วยข้อเสนอในการทำงานกับศิลปินดีๆ มากมาย อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้เคี่ยวกรำทักษะดังที่ตั้งใจจนเมื่อมาทำหนังใหญ่ (ประเดิมด้วย One Hour Photo เมื่อปี 2002) ก็ไม่ต้องกังวลกับเรื่องเทคนิคอีกต่อไป “มันช่วยให้ผมได้หันมาใส่ใจกับสิ่งที่สำคัญกว่า อย่างการเล่าเรื่องหรือการทำงานกับนักแสดง”

บทที่ 4 : ความเป็นญี่ปุ่นและความเป็นอังกฤษ

แม้อิชิงุโระจะเติบโตในอังกฤษและเขียนหนังสือตามขนบของวรรณกรรมตะวันตกด้วยความชื่นชอบนักเขียนยุคศตวรรษที่ 19 อย่าง เชคอฟ, ดอสโตเยฟสกี, ชาร์ล็อตต์ บรอนเต, ชาร์ลส์ ดิกเคน แต่งานของเขามักถูกมองผ่านแว่นขยายเพื่อวิเคราะห์หาความเป็นญี่ปุ่น แม้ในเรื่องที่ฉากและตัวละครมีความเป็นอังกฤษเข้มข้นอย่างเรื่องคนรับใช้ชาวอังกฤษยุคสงครามโลกอย่าง The Remains of the Day นักวิจารณ์ก็ยังอดชี้ไม่ได้ว่ามีความเป็นญี่ปุ่นสอดแทรกอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการข่มอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร หรือการเล่าเรื่องแบบไม่บอกจนหมดเปลือก

โรมาเนคเห็นด้วยว่างานของอิชิงุโระมี ‘การผสมผสานกันอย่างน่าประหลาดระหว่างความเป็นญี่ปุ่นกับความเป็นอังกฤษ’ ดังนั้น แม้ Never Let Me Go จะมีฉากและตัวละครเป็นอังกฤษ แต่เขาก็พยายามศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่นเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจในการสร้างภาพและโทนหนังที่เทียบเคียงได้กับรูปแบบการเขียนของอิชิงุโระ ทั้งดูหนังของผู้กำกับที่อิชิงุโระชอบอย่าง ยาสุจิโระ โอสุ และ มิกิโอะ นารุเสะ ไปจนถึงการศึกษาปรัชญาญี่ปุ่น เช่น วะบิ-ซะบิ หรือความงามของสิ่งที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา อันนำไปสู่การจัดการกับรายละเอียดเสื้อผ้าและฉากให้ดูเก่า ขาด ซีดจาง สะท้อนถึงความไม่จีรังยั่งยืนด้วย

ส่วนความเป็นอังกฤษก็เป็นสิ่งที่ผู้กำกับอเมริกันคนนี้ต้องศึกษาเช่นกัน โดยเฉพาะชีวิตในโรงเรียนประจำอังกฤษ “ผมนึกถึง The Ice Storm (1997) ของ หลี่อัน เพราะตัวผมเติบโตมาในแถบชานเมืองอเมริกายุค 70 และเขาก็ทำเรื่องนั้นได้สมจริงทั้งที่เป็นชาวไต้หวัน เขาพิสูจน์ว่าถ้าทำการบ้านมาดีและมีความรักในสิ่งนั้นๆ เราก็สร้างสิ่งที่เป็นของแท้ขึ้นมาได้ผ่านจินตนาการและสัญชาตญาณของเรา”

บทที่ 5 : มิก้มหัวต่อชะตากรรม

แม้ตัวละครใน Never Let Me Go จะยอมรับชะตากรรม แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยไปเปล่า ยิ่งเมื่อตระหนักว่าเวลาของตนมีจำกัด พวกเขาก็ยิ่งให้ความสำคัญแก่การทำ ‘สิ่งที่ถูกต้อง’ อิชิงุโระพูดว่า “เมื่อก่อนผมมักเขียนถึงความล้มเหลวของตัวละครเพื่อเป็นคำเตือนให้ตัวผมเอง แต่ Never Let Me Go เป็นครั้งแรกที่ผมหันไปหาด้านบวกของมนุษย์ ตัวละครอย่างเคธี, รูธ และทอมอาจมีข้อบกพร่อง แต่โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขามีความดีงามอยู่ในตัว”

ด้วยเหตุนี้ แม้จะเล่าเรื่องผ่านความทรงจำของเคธี ซึ่งเป็นตัวละครหลักผู้นำเอาเหตุการณ์ต่างๆ มาเรียบเรียงและตีความเพื่อทำความเข้าใจชีวิตเหมือนในงานหลายๆ เรื่องของอิชิงุโระ แต่เธอก็ไม่ได้มองอดีตด้วยความเศร้า (อันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครใน The Remains of the Day) แต่เลือกจะเก็บความทรงจำไว้ย้ำเตือนความหมายของชีวิตที่ผ่านมา

สำหรับเรา การได้สัมผัสชะตากรรมของตัวละครเหล่านี้จึงอาจเป็นการทบทวนเส้นทางแห่งชีวิตของเราเองด้วย เหมือนกับที่นักวิจารณ์ เจมส์ วูด บอกไว้ว่า “เราอาจเริ่มอ่านนิยายเรื่องนี้ด้วยความตกใจในสิ่งที่ตัวละครต่างจากเรา แต่เราจะอ่านจบลงอ่านด้วยการคิดคำนึงถึงสิ่งที่ตัวละครกับเรามีคล้ายคลึงกัน”

บทส่งท้าย : อิชิงุโระและเพื่อน

“นวนิยายจะไม่สามารถอยู่รอดและสู้กับละครทีวีและหนังได้ ถ้ามันไม่มุ่งไปยังลักษณะเฉพาะที่มีก็แต่ในนวนิยายเท่านั้น ผมจึงพยายามเขียนเพื่อนำเสนอประสบการณ์ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่คุณเห็นผ่านจอหนังหรือจอทีวีโดยสิ้นเชิง”

งานเขียนของอิชิงุโระที่มักเล่าเรื่องผ่านมุมมองบุคคลที่หนึ่งซึ่งแต่งแต้มอารมณ์และความรู้สึกความนึกคิดปะปนบนความจริงนั้น อาจไม่ง่ายต่อการดัดแปลงเป็นหนัง กระนั้น ก็มีหนังที่ดัดแปลงจากงานของเขาและได้รับคำชมอย่างท่วมท้นอย่าง The Remains of the Day และ Never Let Me Go แต่นั่นอาจไม่ใช่ชะตากรรมของวรรณกรรมเรื่องเยี่ยมอีกมากมาย โดยเฉพาะงานของนักเขียนรางวัล Granta Best of Young British Novelists รุ่นเดียวกับอิชิงุโระ (รุ่นปี 1983) ซึ่งมีแต่ เอียน แม็กอีแวน (ผู้เขียน Atonement) ที่เนื้อหอมในหมู่คนทำหนัง ขณะที่งานของ ซัลมัน รัชดี ไม่เคยถูกทำเป็นหนังเลย ส่วนงานของ มาร์ติน เอมิส อย่าง The Rachel Papers และ Dead Babies ก็กลายเป็นหนังที่ถูกนักวิจารณ์สับแหลก

 

* เรียบเรียงจากบทความ ‘Never Let Me Go : เมื่อไซ-ไฟขับเน้นความเป็นมนุษย์’ โดย อรจิรา โกลากุล จากนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 109 (ธันวาคม 2553)

 

Contributor :

อรจิรา โกลากุล เขียนคอลัมน์ให้ BIOSCOPE และ Fuse ช่วงปี 2551-2555 งานหลักคือการเป็นนักแปล โดยมีผลงานอย่าง ‘สุดชีวิต’ (Dear Life) ของ แอลิซ มันโร (แปลร่วมกับ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา) และ ‘ตำนานนิรันดร์’ (The Immortal Story) ของ ไอแซค ไดนีเสน นอกจากนี้ ยังทำงานดนตรีในฐานะมือเบสและคนเขียนเพลงวง Harmonic Distortion

 


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
 หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com