(รือหิ้งหนังเก่า) ‘ทองปาน’ [พ.ศ. 2519] จุดเริ่มต้นของยุคมืดหนังไทยวิพากษ์สังคม

Home / bioscope / (รือหิ้งหนังเก่า) ‘ทองปาน’ [พ.ศ. 2519] จุดเริ่มต้นของยุคมืดหนังไทยวิพากษ์สังคม

“ภาพยนตร์” ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางสังคมหรือการเมืองมาแล้วหลายยุคหลายสมัยจนถึงปัจจุบัน ไม้เว้นแม้แต่ในบ้านเรา

หนังไทยในยุคแรกเริ่ม การสร้างภาพยนตร์เคยถูกพนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสร้างชาติเพื่อเท่าทันอารยประเทศในโลกตะวันตก จอมพล ป.พิบูลสงคราม ถึงกับสั่งดำเนินการสร้างโรงถ่ายหนังไว้ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ (แต่ไม่ทันบรรลุแผน เนื่องจากถูกรัฐประหารเสียก่อน) ขณะที่ ปรีดี พนมยงค์ ก็แสดงวิสัยทัศน์ต่อพลังของศิลปภาพยนตร์ด้วยการสร้าง ‘พระเจ้าช้างเผือก’ ซึ่งแฝงเร้นนัยทางการเมืองอย่างคมคาย

‘พระเจ้าช้างเผือก’

ย้อนไปที่ยุคหลังเหตุการณ์ “14 ตุลาคม 2516” การเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งประวัติศาสตร์คราวนั้นผ่านพ้นไปด้วยชัยชนะของประชาชนและยังผลให้เกิดการสำรวจตรวจสอบสังคมไทยเป็นการใหญ่ วงการหนังไทยเกิดกลุ่มหนังสะท้อนสังคมขึ้นมากมาย นำโดย ‘เขาชื่อกานต์’ (พ.ศ. 2516) หนังสะท้อนปัญหาข้าราชการคอรัปชั่นของ มจ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และรางวัลต่างๆ จนทำให้เกิดหนังสะท้อนสังคมตามมาอีกมาก อาทิ ‘เทพธิดาโรงแรม’ (พ.ศ. 2517) และ ‘เทวดาเดินดิน’ (พ.ศ. 2518) ของมจ. ชาตรีเฉลิม ยุคลเช่นกัน, ‘ตลาดพรหมจารย์’ (พ.ศ. 2517) ของ สักกะ จารุจินดา จนมาถึงหนังกึ่งสารคดีที่ไม่ได้ฉายอย่างเรื่อง ‘ทองปาน’ (พ.ศ. 2519)

‘ทองปาน’

‘ทองปาน’ เป็นหนังสะท้อนสังคมที่เล่าเรื่องของ ทองปาน ผู้เป็นตัวแทนชาวบ้านท้องถิ่นเข้าร่วมสัมมนาที่เขาไม่เข้าใจ เกี่ยวกับการสร้างเขื่อนผามองในภาคอีสาน หนังถ่ายทอดชาตะชีวิตของประชาชนตัวเล็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล หนังเล่าเรื่องโดยตัดสลับภาพระหว่างการสัมมนากับวิถีชีวิตอันยากลำบากในชนบทของทองปานเอง

‘ทองปาน’ ถ่ายทำฉากสุดท้าย คือฉากการสัมมนาที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งเสร็จสิ้นก่อนเหตุการณ์นองเลือด “6 ตุลาคม 2519” เพียงสัปดาห์เดียว และคล้อยหลังเหตุการณ์นองเลือดวันนั้นไม่กี่วัน ทีมงานทุกคนที่มีทั้งอาจารย์และนักศึกษาทั้งชาวไทยและต่างชาติต่างก็ถูกหมายหัวว่า “มีความคิดเป็นคอมมิวนิสต์” หลายคนต้องหนีเข้าป่า บ้างหนีไปอยู่ต่างประเทศ โชคดีที่ฟิล์มหนังอยู่รอดปลอดภัยติดตามหนึ่งในทีมงานไปอยู่ที่อังกฤษ จนได้รับการตัดต่อจนเสร็จสิ้น ก่อนได้ฉายครั้งแรกใน เทศกาลภาพยนตร์ลอนดอน (London Film Festival) และได้รับรางวัลเกียรติยศ Outstanding Film of Southeast Asia ติดมือมาด้วย

สาเหตุที่ทีมงานของหนังเรื่องนี้ต้องหนีแตกกระเจิงไปคนละทางเช่นนี้ ก็เพราะมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง นำภาพการสัมมนาซึ่งเป็นฉากหนึ่งในหนังไปพาดหัวข่าวว่าเป็นการประชุมของพรรคคอมมิวนิสต์!!

‘ทองปาน’ กลายเป็นไก่ที่ถูกเชือดให้ลิงดู สนองนโยบายปราบผีคอมมิวนิสต์ในรัฐบาลยุคดังกล่าว เปิดศักราชสู่ยุคมืดที่การเมืองเข้าครอบงำวงการหนังไทยเบ็ดเสร็จ กองเซ็นเซอร์ได้รับอาญาสิทธิ์ถึงขนาดสั่งระงับการสร้างและขึ้นบัญชีดำกลุ่มผู้สร้าง หรือผู้มีส่วนร่วมในหนังที่มีเนื้อหา “กระทำการเป็นคอมมิวนิสต์” ได้ทันที – อันเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการ “เซ็นเซอร์” และบทลงโทษอันเฉียบขาดของรัฐ ที่กลายเป็นฝันร้ายของคนทำหนังไทย

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 2 ซึ่งใช้ในสมัยรัฐบาล นายธานินท์ กรัยวิเชียร มีเนื้อหาสำคัญว่า “นิตยสารรายสัปดาห์และสิ่งตีพิมพ์ต่อประชาชนอื่นๆ ที่เสนอข้อเขียนและเรื่องประเภทสารคดีและบันเทิงคดี ส่งข้อเขียนและเรื่องต่างๆ ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจสอบข่าวสาร ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ก่อนทำการตีพิมพ์ออกจำหน่ายจ่ายแจกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

ประกาศฉบับนี้ยังผลให้บรรดาสำนักพิมพ์เปลี่ยนทางมาเสนอนิยายและข้อเขียนที่เน้นความประโลมโลก ไม่ข้องแวะกับการเมือง เช่นเดียวกับวงการหนังไทยพากันหลีกเลี่ยงเนื้อหาล่อแหลมและมุ่งเน้นขายความบันเทิงเป็นหลัก ซึ่งเมื่อผนวกกับการที่ช่วงนั้นมีหนังต่างประเทศเข้ามาฉายน้อย (อันเนื่องมาจากการประท้วงของบริษัทหนังต่างประเทศที่โดนฤทธิ์กำแพงภาษีนำเข้าหนังมหาโหด) โรงหนังทั้งหลายจึงถูกยึดครองแทบทั้งสิ้นโดยหนังตลกโปกฮา, เรื่องรักประโลมโลก และหนังบู๊ระเบิดภูเขาเผ่ากระท่อม

‘รักคุณเข้าแล้ว’

แม้แต่ มจ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ก็ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับการทำหนังสะท้อนสังคมในยุคนั้น ดังที่ท่านเคยให้สัมภาษณ์แก่นิตยสาร ลลนา เมื่อปี พ.ศ. 2522 ถึงบรรยากาศของวงการหนังไทยช่วงปี 2518 – 2520 ไว้ว่า “อย่างหนังเรื่อง ‘รักคุณเข้าแล้ว’ (พ.ศ. 2520) มันเป็นอีกยุคหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงหลังจาก 16 ตุลาฯ แล้วนะ ผมเดินกลับมาจากธรรมศาสตร์แล้วเกิดความรู้สึกว่า ผมควรจะทำหนังสักเรื่องประเภท ‘รักคุณเข้าแล้ว’ มีแต่ร้องเพลง มีแต่รักบ้าๆ บอๆ เพราะสมัยนั้นไม่มีใครสามารถพูดออกมาได้อย่างที่ต้องการจะพูดจริงๆ เราก็รู้ว่าเป็นอย่างไร แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ หนังสือทุกเล่ม จะเขียนอะไรก็ต้องเขียนอย่างที่เขาต้องการให้เราเขียน (เป็นผลจากประกาศฉบับที่ 2 ของคณะปฏิรูปแผ่นดิน) เมื่อมันเป็นเช่นนี้ ผมก็จะทำหนังประเภทนี้ออกมาสักเรื่อง จะได้ไม่ต้องไปเถียงใคร โดยเฉพาะเซ็นเซอร์”

**ส่วนหนึ่งจากบทความ “หนังไทย กู้ชาติ” โดย ชาญชนะ หอมทรัพย์ / ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 87 (กุมภาพันธ์ 2552)

 

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com