ทำไมฮอลลีวูดจึงทั้งรักทั้งชัง ‘ลองเทค’ สำรวจฉากแช่กล้องอันเปี่ยมความหมายในโลกภาพยนตร์

Home / bioscope / ทำไมฮอลลีวูดจึงทั้งรักทั้งชัง ‘ลองเทค’ สำรวจฉากแช่กล้องอันเปี่ยมความหมายในโลกภาพยนตร์

ในยุคที่ฮอลลีวูดมีแนวโน้มจะตัดหนังเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบัน หนังฮอลลีวูดมีความยาวเฉลี่ยช็อตละ 5 วินาทีเท่านั้น (และก็สั้นลงทุกทีๆ เช่น แก๊งหนัง Transformers ทั้งหลายของ ไมเคิล เบย์ ยาวเฉลี่ยช็อตละ 3.4 วินาที หรือ Inception เฉลี่ยแค่ 3.1 วินาที) ขณะที่ผู้กำกับซึ่งไม่ใช่คนอเมริกันก็มักนำนิสัยนี้มาด้วย เช่น Drive (2011) ของ นิโคลัส วินดิง เรฟิน ซึ่งเป็นชาวเดนมาร์ก ใช้ช็อตยาวเฉลี่ย 7 วินาที ทั้งหมดนี้ ก็ยังมีคนทำหนังอีกจำนวนมากที่อยากใช้ลองเทคเพื่อเล่าเรื่องราวและมอบประสบการณ์การดูหนังอีกหลายรูปแบบให้คนดู

แต่ลองเทคอาจไม่ได้เป็นแค่เทคนิคที่โชว์ความชำนาญของคนทำหนังหรือเพื่อเสริมความตื่นตาให้คนดูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังสร้างความตื่นใจให้ด้วย และนี่คือบรรดาลองเทคที่สร้างความตื่นใจในโลกภาพยนตร์ที่เราอยากพูดถึง

Image result for gravity 2013

Gravity (2013, อัลฟองโซ กัวร็อง)

ในยุคที่คนทำหนังมักตัดหนังกันอย่างรวดเร็ว แต่ อัลฟองโซ กัวร็อง คนทำหนังชาวเม็กซิกันกลับสวนกระแสด้วยการเปิดเรื่อง Gravity (2013) โดยใช้ช็อตที่ยาวถึง 17 นาที! แถมในช่วงอื่นก็ยังมีอีกหลายช็อตที่นาน 6-10 นาทีและตลอดทั้งเรื่องมีเพียง 156 ช็อต เขาบอกว่า “ผมกับโจนาส ลูกชาย ตั้งใจให้หนังมีลองเทคตั้งแต่ตอนเริ่มเขียนบทแล้ว เพราะอยากให้รู้สึกเหมือนดูหนังไอแม็กซ์หรือสารคดีช่องดิสคัฟเวอรี โดยใช้ภาพมุมกว้าง ตัดน้อยๆ และเป็นช็อตต่อเนื่อง มีฉากหลังเป็นโลกอันสวยงามให้คนดูจมจ่อมราวกับไปล่องลอยอยู่ในอวกาศจริงๆ”

กัวร็องช่ำชองการใช้ลองเทค เขาเคยทำ Children of Men (2006) โดยมีลองเทคที่โลกยกย่องนานถึง 247 วินาที เป็นฉากที่ ไคลฟ์ โอเวน นั่งอยู่ในรถที่เบียดกัน 5 คนและกำลังพากันหลบหนีออกนอกประเทศ เหมือนจะธรรมดาแต่น่าทึ่งเพราะทั้งซีนถ่ายทำภายในรถคับแคบซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก เนื่องจากต้องเป๊ะทั้งการแสดงและการเคลื่อนกล้องภายในรถ แถมยังต้องคุมคิวสถานการณ์นอกรถขณะกำลังวิ่งบนถนนเลนเดียวที่ไม่มีทางอื่นให้ไปเลยนอกจากเดินหน้าหรือถอยหลังเท่านั้น

 

Forrest Gump (1994, โรเบิร์ต เซเม็กคิส)

หนังจับภาพขนนกลอยจากมุมสูง ก่อนจะปลิวไปตกที่รองเท้าของนาย ฟอร์เรส กัมป์ (ทอม แฮงค์ส) ซึ่งหลังจากนั้นคนดูก็รู้ว่าชีวิตของเขาถูกพัดพาตามโชคชะตาไม่ต่างจากขนนกนั้นเลย

 

Kill Bill: Vol. 1 (2003, เควนติน ทารันติโน)

หนังแทบจะจับเฉพาะสีหน้า อูมา เธอร์แมน ขณะที่เธอบุกเข้าไปในถิ่นของศัตรู แต่ถึงอย่างนั้น เราก็สัมผัสได้ถึงความอำมหิตของบุคคลที่อยู่นอกเฟรมทั้งที่เราไม่เห็นหน้าเขาเลย

 

We Need to Talk About Kevin (2011, ลินน์ แรมเซย์)

เป็นลองเทคที่จงใจทิ้งช็อตยาวเพื่อให้คนดูสังเกตวัตถุหรือพฤติกรรมบางอย่างที่มีความหมาย ความที่หนังตัดสลับกับอดีตและปัจจุบัน เล่าความขัดแย้งของแม่กับลูกชายที่ต่อมากลายเป็นฆาตกรสังหารหมู่ ภาพเปิดใช้ผ้าม่านปลิวลมที่ไม่รู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร แต่คนดูจะจดจำภาพได้เมื่อมันถูกถ่ายให้เห็นอย่างยาวนาน กระทั่งตอนท้ายเรื่องเมื่อม่านนี้ปราฏขึ้นอีกครั้ง เราก็รู้ทันทีว่าเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องกับฉากแรกอันเผยให้เห็นเหตุการณ์สำคัญหลังม่านนั้น

 

ดู Gravity ได้ในวันนี้ เวลา 18.20 น. ทางช่อง MONO29


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com