Still Alice เบื้องหลังความเข้มข้นในการถ่ายทอดชีวิตของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ให้สมจริง (BIOSCOPE Theatre)

Home / bioscope / Still Alice เบื้องหลังความเข้มข้นในการถ่ายทอดชีวิตของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ให้สมจริง (BIOSCOPE Theatre)

ชีวิตของ อลิซ ฮาวแลนด์ มีทุกสิ่งพร้อมสรรพ เธอเป็นศาสตราจารย์ภาษาศาสตร์ชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย, เป็นผู้เขียนตำราว่าด้วยพัฒนาการด้านภาษาของมนุษย์ที่ถูกใช้ในห้องเรียนทั่วโลก, มีชีวิตแต่งงานแสนสุขกับ จอห์น หนุ่มใหญ่นักวิชาการที่รักเทิดทูนเธอหมดใจ, เป็นคุณแม่ของลูกสามคนที่ล้วนเติบโตกันอย่างน่ารัก และมีบ้านงดงามทั้งใจกลางนิวยอร์คและริมทะเลลองไอส์แลนด์

พูดง่ายๆ …มันเป็นชีวิตที่ใครๆ ก็อิจฉา

แต่แล้ว คล้อยหลังวันครบรอบวันเกิดปีที่ 50 แค่ไม่นาน โลกของอลิซก็พังทลาย เธอพบว่าตัวเองหลงทางกระทั่งในพื้นที่ที่คุ้นเคย หลงลืมสูตรอาหารทั้งที่มันเป็นจานโปรดของลูกสาว ลืมนัด ลืมชื่อคน ลืมคำศัพท์ที่อยากพูด และแม้เธอจะภาวนาขอให้มันเป็นแค่อาการหลงๆ ลืมๆ ประสาคนแก่อย่างที่จอห์นปลอบใจ หรือเป็นแค่อาการพ่วงท้ายของการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน แต่สุดท้ายอลิซก็ไม่อาจหลีกหนีข่าวร้ายแท้จริงเมื่อหมอวินิจฉัยว่าเธอมีเป็นโรคอัลไซเมอร์ชนิดเกิดเร็ว ซึ่งไม่เพียงหมายถึงความเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็วของการรับรู้และความทรงจำเท่านั้น หากมันยังถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมอีกด้วย

จากชีวิตที่แวดล้อมด้วยความสำเร็จ อลิซกลายมาเป็นดังผู้ต้องขังในโลกใบเล็กของตัวเองที่คนรอบกายไม่อาจเข้าใจ กิจวัตรง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยาก ลูกรักกลายเป็นคนแปลกหน้า ความพยายามที่จะกอบกู้ตนเองในแต่ละระยะของอาการลงเอยด้วยความล้มเหลว เธอพบว่าเวลาไหลเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วและทีละวูบใหญ่ เมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นแต่ละครั้งก็แทบไม่อาจรู้ได้อีกต่อไปว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหนและเส้นใดที่ขีดแบ่งระหว่างอดีต ปัจจุบัน อนาคต

ชม BIOSCOPE Theatre
วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม

Still Alice

ชมฟรี!! สองช่วงเวลา 13.00 น. และ 22.00 น.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

จูลีแอนน์ มัวร์

จูลีแอนน์ มัวร์ ผู้ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากการรับบทอลิซ บอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นเรื่องราวของโรคนี้ถูกถ่ายทอดผ่านตัวผู้ป่วย ไม่ใช่แค่จากมุมของคนรอบข้างที่ได้รับผลกระทบแบบที่มักเห็นกันในหนังอัลไซเมอร์เรื่องอื่น ส่วน ทอม เบอร์นาร์ด ประธานโซนี พิกเจอร์ส คลาสสิกส์ ซึ่งซื้อหนังเล็กๆ เรื่องนี้ไปจัดจำหน่ายทันทีที่ได้ดูในเทศกาลหนังโตรอนโต บอกว่า “มีหนังเกี่ยวกับอัลไซเมอร์มากมายที่เล่าถึงมันราวกับเป็นเรื่องสยองขวัญ แต่หนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญแก่ประเด็นว่าด้วยครอบครัว หนังทำให้เราได้เห็นว่าแต่ละคนเผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้อย่างไรและมีปฏิกิริยาอย่างไร…จริงอยู่มันเป็นโศกนาฏกรรม แต่หนังไม่ได้ว่าด้วยโศกนาฏกรรม มันว่าด้วยการโอบอุ้มของครอบครัวที่เปี่ยมไปด้วยความรัก”

วอช เวสต์มอร์แลนด์ หนึ่งในสองผู้กำกับ-เขียนบทของ Still Alice (ร่วมกับ ริชาร์ด แกลตเซอร์ – คู่ชีวิตของเขา ซึ่งป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือ ALS ในระหว่างการทำหนังเรื่องนี้นี่เอง อาการเขาทรุดเร็วถึงขั้นพูดและเดินไม่ได้ ต้องสื่อสารกับนักแสดงด้วยการใช้นิ้วจิ้มไอแพ็ดเท่านั้น) บอกว่า “เราไม่อยากให้มีอะไรที่ดูหลอกๆ ตื้นๆ เราอยากให้ทุกอย่างดูสมจริง เราไปคุยกับคนที่เป็นอัลไซเมอร์ชนิดเกิดเร็วหลายๆ คนเพื่อจะพยายามทำความเข้าใจว่าเขารู้สึกอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ แล้วนำข้อมูลที่ได้นั้นกลับมาทำสตอรี่บอร์ดและกำหนดช็อตภาพเพื่อจะถ่ายทอดประสบการณ์อันทั้งมีความเป็นส่วนตัวและน่ากลัวที่เราได้ฟังมาออกมาให้คนดูได้เห็น”

การพยายามสร้างความสมจริงที่ว่านี้มีมาตั้งแต่ในหนังสือต้นฉบับของ ลิซา เจโนวา แล้ว เธอใช้เวลาหาข้อมูลอย่างเข้มข้นอยู่หนึ่งปีครึ่งในขณะลงมือเขียน “ฉันได้รู้จักผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ชนิดเกิดเร็ว 27 คน เราคุยกันทุกวันทั้งทางอีเมล แช็ตออนไลน์ โทรศัพท์ และเจอหน้ากัน ฉันเข้าร่วมการทดสอบของนักประสาทวิทยา, ไปสังเกตการณ์การทำงานของหมอด้านนี้ในโรงพยาบาล, สัมภาษณ์หัวหน้าแผนกประสาท-วิทยา และก็ไปสัมภาษณ์ที่ปรึกษาด้านพันธุศาสตร์กับนักสังคมสงเคราะห์ที่คอยนำการให้คำปรึกษาแนะแนวแก่กลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยด้วย”

วอช เวสต์มอร์แลนด์ (ยืนกลาง) และ ริชาร์ด แกลตเซอร์ (นั่ง)

หนังเล่าครอบคลุมช่วงระยะเวลาสองปีครึ่งในชีวิตของอลิซ โดยสองผู้กำกับใช้เทคนิคหลายอย่างในการถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงของตัวละคร ตั้งแต่เมคอัพ เสื้อผ้า ไปจนถึงการใช้ฟิลเตอร์กล้อง ส่วนมัวร์รับหน้าที่สื่ออาการเหล่านั้นผ่านลักษณะการพูดและการแสดงออกทางกาย เวสต์มอร์แลนด์บอกว่า “เราไม่อยากให้คนดูรู้สึกชัดถึงความเปลี่ยนแปลงของอลิซ จนกว่าจะถึงตอนท้ายที่ได้เห็นภาพเปรียบเทียบระหว่างตัวเธอในปัจจุบันกับอดีตผ่านคลิปวิดีโอที่เธอเคยถ่ายไว้ ในฉากนั้นแหละที่คุณจะเพิ่งได้เห็นกับตาว่าเธอต่างจากเดิมขนาดไหน”

โดย Still Alice ใช้เวลาถ่ายเพียง 3 สัปดาห์ครึ่งโดยไม่ได้ถ่ายเรียงฉากตามลำดับเวลา แต่ถ่ายสลับไปมาตามแต่โลเคชั่นจะอำนวย ซึ่งนั่นแปลว่ามัวร์ต้องแม่นยำอย่างยิ่งในการไล่เรียงลำดับอาการป่วยของตัวละครเอาเอง ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องพอเหมาะพอดีกับฉากก่อนหน้าและหลังจากนั้น!

ดูเหมือนความพยายามทั้งหมดนั้นดูจะให้ผลคุ้มค่า มัวร์บอกว่า “สิ่งหนึ่งที่ฉันชอบมากเกี่ยวกับ Still Alice ก็คือ มันสัมผัสความรู้สึกของคนดูอย่างอ่อนโยน ไม่มีการบีบบังคับให้คุณต้องร้องไห้หรือมีปฏิกิริยาแค่แบบใดแบบเดียว ซึ่งนี่ล่ะที่ทำให้คนดูรู้สึกเชื่อมโยงและเข้าถึงหนัง”

“หลังหนังฉายไม่นาน ภรรยาของเพื่อนฉันส่งโน้ตมาให้ว่าเธอก็มีคนในครอบครัวเป็นอัลไซเมอร์เช่นกัน และหนังเรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกใกล้ชิดกับญาติคนนั้นขึ้นมากเพราะเธอเพิ่งจะเข้าใจจิตใจของคนป่วย …ฉันได้เจอคนมากมายที่มักมีทัศนคติว่า คนที่เป็นอัลไซเมอร์จะสูญเสีย ‘ตัวตน’ พวกเขามักบ่นว่า คนป่วยนั้น ‘ไม่ใช่คนเดิมที่เราเคยรู้จัก’ อีกต่อไป แต่จากการได้พบปะพูดคุยกับผู้ป่วยหลายคน ฉันกลับพบว่าหลายสิ่งในตัวพวกเขาอาจจะเปลี่ยนไปก็จริง แต่บุคลิกและนิสัยใจคอจริงๆ ของพวกเขาจะยังอยู่ ซึ่งจุดนี้แหละที่ฉันรู้สึกซาบซึ้งมาก”

 

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre ประจำเดือน ตุลาคม 2017