จูลีแอนน์ มัวร์ “ฉันไม่ได้กล้า ฉันแค่ไม่กลัว” (BIOSCOPE Theatre)

Home / bioscope / จูลีแอนน์ มัวร์ “ฉันไม่ได้กล้า ฉันแค่ไม่กลัว” (BIOSCOPE Theatre)

จอห์น เพรสตัน เปิดบทความสัมภาษณ์ จูลีแอนน์ มัวร์ ในหนังสือพิมพ์ เดอะเทเลกราฟ ด้วยข้อความว่า “ต้องเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญเอาเรื่องทีเดียวจึงจะเดินไปไหนมาไหนในลอนดอนช่วงเดือนมกราคมโดยไม่ใส่อะไรคลุมขา เพราะแม้แต่ในโรงแรมดอร์เชสเตอร์นี่ก็ยังมีลมหนาวโชยมาตามระเบียง และผมก็เห็นว่า จูลีแอนน์ มัวร์ ขนลุกซู่ ไม่รู้หรอกว่ามันกวนใจเธอมั้ยเพราะเธอไม่ได้แสดงออกให้เห็น แต่ว่ากันตามจริง ผมนึกไม่ออกเลยว่าเธอเคยกลัวอะไรบ้าง…”

“…บนจอหนัง เราต่างรู้กันดีว่าจูลีแอนน์ มัวร์จะพาเราไปได้ถึงไหน—เธอพาเราไปสุดทางเสมอ ไม่มีนักแสดงหญิงคนใดอีกแล้วที่จะสำรวจอารมณ์มนุษย์ได้สุดขอบหลากด้านเท่าเธอ ตั้งแต่ด้านลุ่มหลงเกินห้ามใจ (The End of the Affair, 1999) ไปจนถึงด้านหดหู่ฆ่าตัวตาย (The Hours, 2002) และด้านงมงายบ้าคลั่งไร้สติ (Carrie, 2013) แน่นอนไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะต้องคิดว่ามัวร์มีด้านไหนคล้ายบทบาทที่เธอเล่น แต่กระนั้นผมก็ยังประหลาดใจเมื่อได้เห็นว่าตัวจริงของเธอแตกต่างจากตัวละครเหล่านั้นขนาดไหน นิสัยชอบหัวเราะเอิ๊กอ๊ากผสมกับท่าทางแบบคุณแม่ใจดีทำให้เธอเป็นหนึ่งในคนที่เป็นมิตรที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาอยู่ใกล้ๆ เธอมีแต่ความรู้สึกด้านบวกเท่านั้นที่เราสัมผัสได้”

ชม BIOSCOPE Theatre
วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม

Still Alice

ชมฟรี!! สองช่วงเวลา 13.00 น. และ 22.00 น.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

ถ้าจะมีใครสามารถหักล้างความเชื่อทั่วไปที่ว่า “นักแสดงผู้ถ่ายทอดความขมขื่นของตัวละครได้อย่างสมจริง มักเป็นคนที่เคยผ่านความขมขื่นนั่นด้วยตัวเองมาแล้ว” มัวร์ก็คงเป็นคนคนนั้น …และอีกด้วยเหมือนกันที่เธอสามารถทำลายคำสาปประจำวงการที่ว่า “ตัวเลขอายุ 40 คือจุดจบของนักแสดงหญิง” เพราะอะไร? ก็เพราะแม้มัวร์จะทำงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อายุ 20 ปลาย โดยก้าวกระโดดจากบทนำในมินิซีรีส์และหนังทีวีมาสู่บทสมทบลำดับสามสี่ในหนังตลาดอย่าง The Hand That Rocks the Cradle (1992) กับ The Fugitive (1993) แต่จนปาเข้าไป 30 กว่าแล้วนั่นแหละที่เธอเพิ่งได้รับการจับตาในฐานะนักแสดงหญิงหน้าใหม่มีฝีมือในหนังอย่าง Short Cuts (1993), Vanya on 42nd Street (1995), Safe (1995)

Boogie Nights

ขณะที่งานซึ่งปักหมุดจริงจังให้เธออย่าง Boogie Nights (1997), Magnolia (1999) กับ The End of the Affair (1999) เกิดขึ้นขณะเธออายุสามสิบปลาย ส่วนงานที่เปิดศักราชใหม่อันมั่นคงให้แก่เธออย่าง Far From Heaven (2003) กับ The Hours (2002) ก็มาถึงในปีที่ตัวเลข 40 ผ่านพ้น และแน่นอน…งานที่ดีเด่นที่สุดและกวาดรางวัลมากที่สุดของเธอคือ Game Change (2012), Maps to the Stars (2015) และ Still Alice นั้นล้วนปรากฏเมื่อวัยเธอล่วงครึ่งศตวรรษมาเรียบร้อยแล้ว

ความน่าสนใจในอาชีพการแสดงของมัวร์ยังอยู่ตรงที่มันคละเคล้าด้วยหนังตลาดฟอร์มใหญ่ (The Hunger Games) และสารพัดหนังอินดี้ (เธอบอกว่าค่าจ้างก้อนโตทั้งจากหนังใหญ่และจากการเป็นนางแบบให้สินค้าแฟชั่น-เครื่องสำอางอย่าง Bulgari, Revlon และ L’Oreal นี่แหละที่ทำให้เธอมาเล่นหนังทุนต่ำๆ ได้สบายใจ) “บทดีๆ ที่น่าสนใจนั้นไม่ใช่ของง่ายที่นักแสดงจะหาได้ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็เถอะ” เธอบอก “เพราะธุรกิจนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการหาบทดีๆ ของนักแสดง สิ่งที่ค่ายหนังใหญ่ๆ ต้องการคือผลิตภัณฑ์ที่จะขายทำเงินระดับโลกได้

“ฉะนั้น ฉันจะมัวนั่งงอมืองอเท้าแล้วเอาแต่บ่นไม่ได้ เพราะฉันรู้ว่ายังมีบทดีๆ รออยู่อีกเยอะ และก็ไม่ได้เป็นหน้าที่ของใครในการจะหามันให้เจอนอกจากเป็นหน้าที่ของฉันเอง เราต้องรับผิดชอบตัวเองในการจะค้นหาให้ได้ว่าเราอยากทำอะไรกับอาชีพของเรา” มัวร์กล่าว

Maps to the Stars

ดาวโป๊ติดยา, เมียสติแตก, ชู้รักยุคสงคราม, แม่บ้านผัวเป็นเกย์, คุณแม่เลสเบี้ยน, ดาราสาวตกต่ำ, สาวใหญ่อัลไซเมอร์ ฯลฯ บท ‘สุดขอบอารมณ์’ เหล่านี้คือผลแห่งการค้นหาที่ว่านั้น คำถามหนึ่งที่มัวร์ได้ยินบ่อยครั้งคืออะไรทำให้กล้าเลือกเล่นบทที่ดาราหญิงระดับเดียวกันไม่กล้าเล่น (นี่ยังไม่รวมบทที่ดาราหญิงระดับเธออีกหลายคนยิ่งไม่อยากเล่น อย่างบทสมทบเล็กๆ ใน The Big Lebowski (1998) กับ Children of Men (2006) และบทในหนังที่จะต้องถูกนักวิจารณ์ประเมินต่ำแน่ๆ อย่าง Non-Stop อีกนะ!) …คำตอบของเธอคือ

“ฉันมักคิดว่าคนเราควรใช้ประโยชน์จากทุกอย่างในชีวิตให้คุ้มค่า เวลามีนักแสดงคนไหนบอกว่าไม่อยากเล่นบทนั้นบทนี้ ฉันจะบอกว่าอย่าเอาแต่คิดว่า ‘เราจะเล่นหนังเรื่องนี้ๆ เพราะมันต้องดีกับอาชีพของเราแน่ๆ’ ซึ่งเป็นความคิดที่แย่มาก จริงอยู่ที่ฉันก็เคยเล่นหนังที่ฉันไม่ชอบ แต่ฉันก็ยังพยายามเรียนรู้อะไรจากมัน อย่างน้อยที่สุดฉันก็จะคิดว่า ‘เอาล่ะตอนนี้ได้ลองแล้วและก็รู้แล้ว เราจะไม่เล่นบทแบบนี้อีกแล้ว’”

“ฉันไม่มีทางเล่นหนังเรื่องนี้ได้ถ้าไม่มีเวลามากพอสำหรับการหาข้อมูล และฉันก็จะไม่แสดงอะไรนอกเหนือไปจากสิ่งที่แน่ใจว่าเป็นความจริงเด็ดขาด”
จูลีแอนน์ มัวร์ พูดถึงการรับบทผู้ป่วยอัลไซเมอร์ใน Still Alice

“ความสมจริง” ความท้าทายในการรับบทผู้ป่วยอัลไซเมอร์ใน Still Alice

เมื่อ Still Alice เน้นหนักไปยังความคิดและความรู้สึกของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ บทอลิซจึงย่อมต้องฝากชีวิตไว้กับนักแสดงฝีมือเอกอุซึ่งไม่เพียงต้องรับภาระในการทำให้คนดูทั้งเกิดความเห็นใจเอาใจช่วยเท่านั้น หากยังต้องถ่ายทอดความเสื่อมถอยของตัวละครได้อย่างน่าเชื่อถือ และจูงมือคนดูให้เต็มใจร่วมเดินทางไปบนความเปลี่ยนแปลงจนถึงนาทีสุดท้ายบนจอหนังได้ด้วย

มัวร์ทำได้ดีแค่ไหน คำตอบเห็นกันอยู่แล้วจากรางวัลของเธอทั้งบนเวทีลูกโลกทองคำ, Screen Actors Guild Awards, Gotham Awards, Hollywood Film Awards และรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์ทั้งในชิคาโก, วอชิงตัน ดีซี, ฯลฯ …แต่ที่เราอยากรู้คือ แล้วเธอทำได้อย่างไร?

Still Alice

แน่นอน…มันไม่ใช่งานง่ายและมัวร์ก็ไม่เลือกเส้นทางง่าย เธอบอกว่า “ฉันไม่มีทางเล่นหนังเรื่องนี้ได้ถ้าไม่มีเวลามากพอสำหรับการหาข้อมูล และฉันก็จะไม่แสดงอะไรนอกเหนือไปจากสิ่งที่แน่ใจว่าเป็นความจริงเด็ดขาด” สิ่งที่ตามมาก็คือ เธอใช้เวลาสี่เดือน (เริ่มตั้งแต่ตอนยังอยู่ในกองถ่าย Mockingjay) กับการหาข้อมูลจากทุกแหล่งเท่าที่จะควานหาได้ ดูหนังและสารคดีทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง ออกไปพูดคุยซักถามรายละเอียดจากทั้งหมอ, ผู้ป่วย, ครอบครัวผู้ป่วย, ประธาน Alzheimer’s Association, ไปสังเกตการณ์ในกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วย รวมทั้งเข้ารับการทดสอบและการตรวจเหมือนผู้ป่วยจริงๆ

ข้อมูลเหล่านี้มิได้แค่ถูกบรรจุไว้ในสมองของมัวร์ แต่เธอแปรมันออกมาเป็นรายละเอียดในพฤติกรรมของตัวละครเพื่อสื่อสารให้คนดูเข้าใจมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่หนังต้องแสดงให้เห็นว่าอลิซเริ่มสูญเสียความสามารถในการดูแลเรื่องง่ายๆ เกี่ยวกับตัวเองนั้น มัวร์กับสองผู้กำกับช่วยกันตีโจทย์และตัดสินใจใส่ฉากอลิซไม่สามารถผูกเชือกรองเท้าเองได้เข้ามา “เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ฉันเคยเห็นมาจริงๆ ในระหว่างการหาข้อมูลการทำงานของฉันในหนังเรื่องนี้คือแบบนี้แหละค่ะ เป็นการพยายามลงรายละเอียดอย่างเจาะจง พยายามคิดว่าฉันต้องการทำอะไรบ้างในแต่ละฉาก ฉันอ่านบทเป็นล้านๆ ครั้งเพื่อที่เมื่อถึงเวลาถ่ายทำฉันจะได้รู้ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไร เพื่ออะไร”

Game Change

อีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงถึงความขยันรีเสิร์ชอย่างแรงกล้าของมัวร์ คือเมื่อต้องมารับบท ซาราห์ เพลิน ใน Game Change (หนังช่อง HBO ปี 2012 ซึ่งเล่าถึงช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของเพลินในปี 2008) ความที่เธอกับเพลินต่างกันสุดขั้ว (มัวร์นิยมเดโมแครต เพลินเป็นรีพับลิกัน) เธอจึงใช้เวลาสองเดือนก่อนถ่ายทำไปกับการฟังคลิปสัมภาษณ์และสุนทรพจน์ของเพลินทุกบท, อ่านหนังสือทุกเล่มที่เพลินเขียนและที่คนอื่นเขียนเกี่ยวกับเธอ จนผู้กำกับ เจย์ โรช ถึงกับบอกว่า ไม่เคยเห็นนักแสดงคนไหนทำงานหนักเพื่อจะเข้าถึงแก่นของตัวละครมากขนาดนี้มาก่อน (ผลคือเธอคว้าทั้งรางวัลลูกโลกทองคำ, เอมมี และ Screen Actors Guild Awards จากบทนี้)

เทคนิคของมัวร์น่าสนใจมาก “ฉันฟังๆๆ วิธีพูดของเธอจนแน่ใจว่าคุ้นเคยและจำขึ้นใจ แล้วจึงค่อยมาสังเกตท่าทางรูปลักษณ์ของเธอโดยดูจากคลิปในยูทูบและรายการทีวีตอนเธอไปกล่าวสปีช เพราะถ้าเราเริ่มจากการดูวิดีโอก่อน เราจะเพ่งสมาธิไปที่ท่าทางของเธอโดยมองข้ามนัยในการพูดไปทั้งๆ ที่มันสำคัญกว่ามาก”

“บ่อยครั้งเธอเสนอให้แก้บทพูดของเพลินในหนังให้เหมือนประโยคที่เพลินพูดจริงๆ เพื่อให้หนังยิ่งสมจริงขึ้น สิ่งที่เธอทำไม่ใช่ ‘การปลอมตัวเป็นเพลิน’ แต่คือ ‘การทำให้เพลินปรากฏตัวบนจอหนัง’” โรชเล่า ขณะที่ ซาราห์ พอลสัน เพื่อนนักแสดงบอกว่า “การแสดงของเธอไม่มีนัยวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีทางการเมืองของเพลิน แต่เธอพยายามแสดงให้เป็นไปตามความจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้”

Still Alice

การหาข้อมูลเป็นกระบวนการที่ดูเหมือนไม่ว่าใครๆ ก็ทำได้ แต่จะเกิดประโยชน์โพดผลแค่ไหนอาจขึ้นอยู่ที่ว่าคนทำนั้นมีใจในการสังเกตความเป็นไปของมนุษย์จริงหรือเปล่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งของมัวร์อาจเกิดขึ้นจากการที่เธอมีคุณสมบัตินี้ตั้งแต่เด็ก ครอบครัวที่มีพ่อเป็นทหารทำให้เธอกับแม่และน้องๆ ต้องเดินทางเปลี่ยนที่อยู่ตามพ่อเป็นว่าเล่น เธอไม่เคยปักหลักอยู่ที่ไหนนานเกินปีครึ่ง ช่วงมัธยมเปลี่ยนโรงเรียนถึง 9 แห่งจนไม่มีเพื่อนสนิท ซ้ำแม่ก็ทำงานเป็นนักจิตบำบัดจึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้คนมากมายมาถ่ายทอดให้ลูกฟัง นอกจากนั้นตัวเธอเองก็ยังรู้สึกแปลกแยกเพราะเป็นเด็กสาวผมแดงตกกระเต็มตัว ประสบการณ์เหล่านี้เองที่หล่อหลอมให้มัวร์กลายเป็นคนที่ชอบเฝ้าสังเกตคนอื่นๆ ซึ่งโคจรผ่านเข้ามาในชีวิต (ก่อนจะค้นพบพรสวรรค์ในการเป็นนักแสดงของตัวเองตอนอายุ 17 เมื่อครูสอนภาษาอังกฤษที่แฟรงค์เฟิร์ตเห็นเธอในละครชั้นเรียนแล้วบอกว่าเธอน่าจะยึดเป็นอาชีพได้)

“ฉันจะคอยสังเกตว่าคนไหนพูดยังไง แต่งตัวยังไง เดินเหินยังไง แต่ละคนไม่เหมือนกันเลย” เธอเล่า “แต่ในเวลาเดียวกันฉันก็ตระหนักว่าในท่ามกลางความต่างนั้น ยังมีอะไรบางอย่างในใจทุกคนที่มีจุดร่วมกันเป็นสากล ซึ่งความคิดนี้มีค่ามากสำหรับฉันในฐานะนักแสดง”

อาจเรียกได้ว่า ความช่างสังเกตและความเข้าใจมนุษย์คือจุดเด่นของมัวร์ เห็นได้จากคำบอกเล่าของ เดวิด โครเนนเบิร์ก เมื่อคราวกำกับเธอในหนังชำแหละวงการมายาอย่าง Maps to the Stars ที่ว่า เธอเป็นนักแสดงคนแรกที่สังเกตเห็นว่าเขาจงใจถ่ายภาพกว้างเพื่อกันคนดูไม่ให้รู้สึกใกล้ชิดผูกกันทางอารมณ์กับตัวละครจนเกินไป จะได้คอยเฝ้ามองและขำขื่นไปกับชะตากรรมอันร้ายกาจของแต่ละคนได้อย่างเต็มที่

**จากบทความ “Actress of the Year จูลีแอนน์ มัวร์ : ฉันไม่ได้กล้า ฉันแค่ไม่กลัว”
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 157 : กุมภาพันธ์ 2015

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre ประจำเดือน ตุลาคม 2017