จาก Psycho สู่ Leatherface และ Mindhunter: ทำไมฆาตกรต่อเนื่องในฮอลลีวูด จึงมักเป็นเพศชายเสมอ?

Home / bioscope / จาก Psycho สู่ Leatherface และ Mindhunter: ทำไมฆาตกรต่อเนื่องในฮอลลีวูด จึงมักเป็นเพศชายเสมอ?

ฮันนิบาล เล็กเตอร์ แห่ง The Silence of the Lambs (1991), แพตทริค เบตแมน จาก American Psycho (2000), นอร์แมน เบตส์ ใน Psycho (1960) ไปจนถึง ตัวละครของ เควิน สเปซี จาก Se7en (1995) พวกเขามีจุดร่วมเหมือนกันตรงที่ ข้อแรก พวกเขาเป็นผู้ชาย ข้อสอง พวกเขาเป็นคนขาว และข้อสาม พวกเขาคือฆาตกรต่อเนื่องสุดโหดในโลกฮอลลีวูด

แถมตอนนี้ หนังเชือดสุดสยองอย่าง Leatherface (2017) ที่กำลังจะเข้าโรง-ก็ยังเป็นหนังที่ว่าด้วยความเป็นมาและชีวิตวัยเด็กสุดอาภัพของ เลเธอร์เฟซ ฆาตกรต่อเนื่องจอมฉาวกับเลื่อยไฟฟ้าในหนังตระกูล The Texas Chainsaw Massacre (หรือ สิงหาสับ ในชื่อไทย)

รวมถึงซีรีส์ดังทางเน็ตฟลิกซ์อย่าง Mindhunter ที่มุ่งสำรวจจิตใจของเหล่าฆาตกรต่อเนื่องได้อย่างถึงพริกถึงขิง และส่งให้ฆาตกรอย่าง เอ็ดมันด์ แค็มเปอร์ (รับบทโดย แคเมอรอน บริตตัน) เป็นที่พูดถึงอีกครั้งในฐานะฆาตกรโหดยุค 70 ผู้เปิดประเดิมการเข้าสู่โลกของนักฆ่าด้วยแม่ของเขาเอง ตามด้วยผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อเขา

Image result for leatherface 2017

Related image

และอีกไม่นาน เราก็กำลังจะได้ดู My Friend Dahmer (2017, มาร์ค เมเยอร์ส) หนังที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของ จอฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ ชายผู้เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่สร้างคดีสะเทือนขวัญที่สุดคนหนึ่งของอเมริกายุค 80 ด้วยการล่อลวงเด็กหนุ่มมาข่มขืนและฆ่าทิ้ง 17 ราย โดยมุ่งสำรวจแรงจูงใจและชีวิตวัยเด็ก (อีกแล้ว) ของดาห์เมอร์

ไหนจะ Extremely Wicked, Shockingly Evil and Vile โดยผู้กำกับ โจ เบอร์ลินเจอร์ ที่กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำ ว่าด้วยชีวิตของ เท็ด บันดี-ฆาตกรต่อเนื่องสุดฉาวที่ลวงหญิงสาวอย่างน้อย 36 คนมาข่มขืนและฆ่าทิ้งในอเมริกายุค 70-เล่าเรื่องผ่านสายตาของแฟนสาวที่ปฏิเสธสิ่งที่บันดีทำอยู่นานหลายปี โดยได้ แซ็ก แอฟรอน มารับบทเป็นบันดี

รวมถึงความมุ่งมั่นของ เควนติน ทารันติโน ที่วางแผนจะทำหนังว่าด้วย ชาร์ลส แมนสัน และแก๊ง ‘แมนสันแฟมิลี่’ ฆาตกรผู้ก่อคดีอื้อฉาวด้วยการทารุณและฆาตกรรม ชารอน เทต นักแสดงสาวชาวอเมริกันในปี 1969

Image result for The Silence of the Lambs

อะไรทำให้เพศชายยึดพื้นที่การรับบทเป็น ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ ได้มากกว่าเพศหญิงเสมอในโลกฮอลลีวูด ดร.สก็อตต์ เอ บอนน์ ระบุในเว็บไซต์ psychologytoday ว่า เป็นไปได้มากที่มันสะท้อนว่าอุตสาหกรรมฮอลลีวูดเองตีค่าและสเตอริโอไทป์เพศชายว่าเป็นเพศที่ดุดัน ก้าวร้าวโดยธรรมชาติ ซึ่งดูจะเป็นแรงผลักที่ทำให้พวกเขาก่อคดีอันรุนแรงได้มากกว่าเพศหญิง แม้จะมีหนังอย่าง Friday the 13th (1980) ที่เล่าถึงแม่ผู้เจ็บปวดจากการที่ลูกชายโดนกลั่นแกล้งจนออกล่าเหยื่อฆ่าคน แต่ที่สุดแล้ว ฮอลลีวูดก็ตัดสินใจ “ชู” ตัวลูกชายของเธอให้กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องแทนในนามของ “เจสัน ศุกร์ 13” ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี

หรือหนังธริลเลอร์อย่าง Jennifer’s Body (2009) ที่ไปๆ มาๆ เรากลับจำได้แต่ฉากเซ็กซี่ของ เมแกน ฟ็อกซ์ มากกว่าบทบาทที่เธอเป็นฆาตกรต่อเนื่องสุดแสบ จนในที่สุด หนังที่เล่าถึงฆาตกรต่อเนื่องเพศหญิงที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในยุคนี้น่าจะเป็น Monster (2003) ที่ส่งให้ ชาร์ลิซ เธอรอน คว้าออสการ์สาขานำหญิงยอดเยี่ยมในการรับบทเป็น ไอร์ลีน วูร์นอส ฆาตกรต่อเนื่องหญิงคนแรกของอเมริกา

Image result for Monster (2003)

การที่ฮอลลีวูดมีหนังที่ว่าด้วยฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเพศชายเยอะกว่า และเป็นภาพจำมากกว่า นั่นก็เป็นไปได้ว่า เพราะที่ผ่านมา คดีสะเทือนขวัญที่ยึดพื้นที่ความทรงจำของชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก แทบทั้งหมดเกิดขึ้นจากฝีมือฆาตกรเพศชายทั้งสิ้น ผลวิจัยจาก ดร.ไมค์ อามอดต์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแรดฟอร์ด ระบุว่า นับจากปี 1990-2010 พบว่า 92.30 เปอร์เซ็นของฆาตกรต่อเนื่องในอเมริกานั้นเป็นเพศชาย และถ้าเจาะให้ลึกอีกก็จะพบว่า 52.45 เปอร์เซ็นของฆาตกรเหล่านี้คือเพศชายที่เป็นคนขาวด้วย จนไม่น่าแปลกที่สิ่งที่ฝังอยู่ลึกๆ ในความทรงจำของชาวอเมริกันส่วนมากที่มีต่อฆาตกรต่อเนื่องจึงเป็นเพศชาย (และผิวขาว) มากกว่าเพศหญิง

Related image

Related image

อีกเงื่อนไขหนึ่งที่ แซนดรา ซอง จากเว็บไซต์ Teenvogue วิเคราะห์คือ ไม่ว่าจะอย่างไร ตัวละครหนุ่มที่ถูกนำเสนอผ่านฮอลลีวูดเหล่านี้ก็หน้าตาดี แถมยังรับบทด้วยนักแสดงหนุ่มหล่ออีกด้วย (ทั้งบทดาห์เมอร์และบันดี รับบทโดย รอสส์ ลินช์ และแอฟรอน ที่เป็นหนุ่มภาพลักษณ์สดใสจากค่ายดิสนีย์ทั้งคู่) นั่นทำให้ดึงดูดกลุ่มคนดูได้มาก ซองออกความเห็นว่า นั่นเพราะผู้ชายผิวขาว (แถมส่วนมากหน้าตาดี) นั้นเป็นตัวละครที่ง่ายที่จะสร้างแรงขับดันและสร้างความเห็นใจ การเล่าถึงแรงผลักให้พวกเขากลายเป็นฆาตกร หรืออดีตอันเจ็บปวดของพวกเขา ทำให้คนดูรู้สึกเห็นใจและคล้อยตามได้ง่าย

ซองยังเหน็บให้อย่างเจ็บแสบอีกว่า “หากคุณเป็นเพศชาย ผิวขาว แถมยังหล่อที่เป็นฆาตกรต่อเนื่อง ฮอลลีวูดก็พร้อมจะใช้เวลาสองชั่วโมงกว่าๆ ในโรงหนัง พยายามอธิบายให้คนดูเข้าใจถึงแรงจูงใจของคุณในการหันมาเป็นฆาตกร ส่วนถ้าคุณไม่เข้าเกณฑ์นี้ คุณก็จะเป็นตัวประกอบ เป็นผู้ก่อการร้ายในหนังเฉยๆ”


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com