จาก Se7en สู่ Mindhunter: เดวิด ฟินเชอร์ ผกก.ผู้หลงใหลในฆาตกร และเรื่องราวจริงๆ ของเหล่านักฆ่าในซีรีส์

Home / bioscope / จาก Se7en สู่ Mindhunter: เดวิด ฟินเชอร์ ผกก.ผู้หลงใหลในฆาตกร และเรื่องราวจริงๆ ของเหล่านักฆ่าในซีรีส์

Mindhunter ซีรีส์ที่มาแรงที่สุดเรื่องหนึ่งของเน็ตฟลิกซ์ ว่าด้วยเรื่องของเจ้าหน้าที่เอฟบีไอในยุค 70 ในโลกที่ยังไม่มีการทำความเข้าใจเหล่าฆาตกร โฮลเดน ฟอร์ด (โจนาทาน กรอฟฟ์) และ บิลล์ เทนช์ (ฮอล์ต แม็กแคลลานี) เป็นคู่หูที่ศึกษาวิจัยเรื่องนี้ด้วยการไปสัมภาษ์เหล่าฆาตกรต่อเนื่องกับคดีแสนอื้อฉาว

ตัวซีรีส์สร้างมาจากหนังสือเรื่อง Mindhunter: Inside the FBI’s Elite Serial Crime Unit เขียนโดย จอห์น อี ดักจ์ลาส และ มาร์ค โอลชาเคอร์ (สำหรับคอหนังหลายๆ คนอาจคุ้นหูกับชื่อของดักจ์ลาสแล้ว เพราะเขาได้ชื่อว่าเป็นชายเป็นต้นแบบของ แจ็ค ครอวฟอร์ด ตัวละครนักสืบจาก Red Dragon และ The Silence of the Lambs)

Related image

และคนที่อยู่เบื้องหลังซีรีส์ที่เราต้องอดตาหลับขับตานอนดูหลายคืนติดนี้คือ เดวิด ฟินเชอร์ ผู้กำกับที่นั่งแท่นเป็นโปรดิวเซอร์ของซีรีส์ เขาขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังสืบสวนสอบสวนและสำรวจสิ่งดำมืดที่อยู่ลึกลงไปใต้จิตสำนึกของมนุษย์ ทั้ง Se7en (1995), Zodiac (2007) หรือ Gone Girl (2014) ก็ล้วนพูดถึงมนุษย์ที่ดูเหมือนจะไร้ความเป็นมนุษย์ด้วยการก้าวข้ามขอบเส้นศีลธรรมไปสู่ความรุนแรงและการกระหายเลือด

อะไรที่ทำให้ฟินเชอร์หลงใหลและหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวเหล่านี้กัน

Image result for david fincher morgan freeman

“อย่างเรื่อง Se7en มันว่าด้วยเรื่องอาชญากรหัวแหลมกับคดีฆาตกรรมที่โหดเหี้ยม ผมว่ามันน่าสนใจนะแต่ไม่รู้คนอื่นจะคิดว่ามันน่าสนใจเหมือนกันหรือเปล่า ผมคิดว่ามนุษย์เรามีแนวโน้มจะคิดว่า ความผิดบาปอะไรสักอย่างนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจ จิตใจของมนุษย์เรามันเป็นอย่างนั้น” ฟินเชอร์ว่า

“ฆาตกรต่อเนื่องน่ะ ต้องฆ่าคนมากกว่าสามคนขึ้นไป และนั่นแปลว่าคุณต้องยังไม่โดนจับในตอนที่ฆ่าสองคนแรก จากนั้น นั่นแปลว่าคุณต้องรอบคอบมากๆ ที่จะทำอย่างนั้นได้ มันเป็นแผนการ และนี่แหละที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าสยดสยองของพวกเขา

Image result for david fincher zodiac

“ใครต่อใครก็ถามผมว่า Mindhunter จะเหมือนหนังเรื่อง Silence of the Lambs หรือเปล่า ไม่เลย ผมจะบอกให้ นักวิจัยพวกนี้คือผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรม แต่น่าเศร้าที่เมื่อคุณเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านั้นแล้ว ความอำมหิตก็เป็นส่วนหนึ่งชีวิตพวกเขาด้วยเช่นกัน มันเป็นราคาที่ต้องจ่าย เขาต้องคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานารอบด้าน ‘ถ้าฆาตกรทำแบบนั้น ถ้าเหยื่อทำแบบนี้’ พวกเขาต้องคิดให้ล้ำและทำงานแบบนี้อยู่เสมอ มันไม่ใช่ แอนโธนี ฮ็อปกินส์ ไม่ใช่เรื่องของพ่อครัว ไม่ใช่เรื่องของซอมเมอลิเยร์ (sommelier-คนแนะนำไวน์) หรือแชมป์หมากรุกอะไรทั้งนั้น ฆาตกรพวกนี้ล้วนวิปริต สับสบ และเป็นปีศาจโดยแท้

“ซีรีส์นี้ว่าด้วยการเกาะติดผู้คนที่เป็นอมนุษย์ต่างหาก”

และนี่คือเหล่าฆาตกรต่อเนื่องที่มีตัวตนอยู่จริงใน Mindhunter 

Image result for mindhunter 2017

เอ็ดมุนด์ แคมเปอร์

แคเมอรอน บริตตัน รับบทเป็นฆาตกรต่อเนื่องอัจฉริยะที่สังหารตายายของเขาตั้งแต่อายุ 15 ด้วยสาเหตุเรียบง่าย นั่นคือเขาทะเลาะกับยายอย่างรุนแรงในห้องครัว และเมื่อความโกรธพุ่งถึงขีดสุด แคมเปอร์เดินออกจากห้อง คว้าเอาปืนล่าสัตว์ของปู่กลับมาและยิงหญิงชราเข้าที่หัวหนึ่งนัด ก่อนจะยิงซ้ำเข้าที่กลางหลังของหล่อนอีกสองนัดซ้อนอย่างโหดเหี้ยม ลากเอาศพเธอไปไว้ในห้องนอน รอคอยคุณตากลับมาจากการซื้อของและยิงสวนจนชายชราอาการสาหัส หลังจากนั้น แคมเปอร์จัดการตัวเองไม่ถูกจึงโทรศัพท์หาแม่และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้หล่อนฟัง ลงเอยที่เขาถูกจับไปบำบัดในโรงพยาบาล

แคมเปอร์ออกจากโรงพยาบาลอีกทีตอนอายุครบ 21 และสังหารแม่ตัวเองอย่างโหดเหี้ยม ด้วยการตัดคอหล่อนและสำเร็จความใคร่ในปากไร้วิญญาณนั้น (…) ก่อนจะสังหารหญิงสาวอีกแปดราย และหลบหนี รอคอยตำรวจมาจับ แต่เนื่องจากไม่มีวี่แววว่าตำรวจจะมาจับเขาสักที แคมเปอร์จึงมอบตัวในภายหลัง และทุกวันนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ดี โดยเขาให้สัมภาษณ์อยู่เสมอว่าไม่ได้อยากออกจากคุกเพราะในนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว

(ทั้งนี้ แม้แต่ในคุก แคมเปอร์ก็ยังมีลักษณะของความฉลาดเฉลียวอยู่ เขาถูกขังอยู่ในคุกแห่งเดียวกับ เฮอร์เบิร์ต มุลลิน ฆาตกรต่อเนื่องที๋ฆ่าคนไป 13 รายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับแคมเปอร์ ซึ่งแคมเปอร์หยามเหยียดมุลลินมาก “เพราะว่าเขาเป็นฆาตกรเลือดเย็น ฆ่าทุกคนที่เขาเห็นโดยไม่มีเหตุผลดีๆ มารองรับ” แคมเปอร์ว่า ทั้งนี้ มุลลิน-ซึ่งตัวเล็กกว่าแคมเปอร์เกือบฟุต [แคมเปอร์สูงถึง 206 ซม. ขณะที่มุลลินสูงเพียง 170 ซม. เท่านั้น]-ออกอาการเกรงใจแคมเปอร์ไม่น้อย ดังที่แคมเปอร์ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “มุลลินน่ะชอบร้องเพลงและทำให้คนอื่นรำคาญตอนกำลังดูโทรทัศน์กัน ผมเลยต้องปาขวดน้ำใส่เขาเพื่อให้เขาหุบปาก ซึ่งเขาก็เป็นเด็กดีทีเดียวล่ะ จากนั้นผมจะโยนถั่วให้เขา ฮาร์บีชอบกินถั่ว นี่เป็นวิธีที่ได้ผลนะครับ เพราะเร็วๆ นี้ ถ้าเขาอยากร้องเพลง เขาจะขออนุญาตเราก่อน ซึ่งนี่น่ะเป็นการปรับพฤติกรรม (behavior modification) อย่างหนึ่งนะครับ”

Image result for Jerome Henry “Jerry” Brudos netflix

เจอร์รี บรูโดส์

แฮปปี แอนเดอร์สัน รับบทเป็น เจโรมี เฮนรี ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็น “นักฆ่าผู้หลงใหลในรองเท้า (shoe fetish slayer)” ที่หลังก่อคดีฆาตกรรมแล้ว เขาจะแต่งเนื้อแต่งตัว สวมส้นสูง และสำเร็จความใคร่ในลักษณะนั้น

บรูโดส์ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า เขาเป็นลูกคนเล็กของพี่น้องสามคน และแม่มักจะบ่นอยากได้ลูกสาวเสมอ หล่อนมักพูดใส่เขาด้วยอาการขัดเคืองใจว่า “ทำไมไม่เป็นลูกสาวแทนนะ” ก่อนจะลงเอยด้วยการหยามเหยียดและดูหมิ่้นบรูโดส์ในวัยเด็กเสมอ และเพียงห้าขวบ บรูโดส์ก็พบว่าเขาหลงใหลในรองเท้าส้นสูงของผู้หญิงอย่างมาก จนก่อคดีขโมยรองเท้าคุณครูจากโรงเรียนมา รวมถึงชั้นในสตรีจากเพื่อนบ้านด้วยจนต้องใช้เวลาช่วงวัยรุ่นหมดไปกับการบำบัดในโรงพยาบาล จากนั้นเขาจึงเริ่มสะกดรอยตามหญิงสาวและทำให้พวกหล่อนหมดสติ ก่อนจะขโมยรองเท้าส้นสูงเหล่านั้นมาสวมและหลบหนีไป

เขาก่อคดีอาชญากรรมขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในวัย 17 ปีด้วยการทุบหญิงสาวคนหนึ่งและขู่ว่าหากเธอไม่ทำตามความต้องการทางเพศของเขา เขาจะแทงเธอเสีย นั่นทำให้เขาถูกจับเข้าไปรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกครั้ง และออกมาเล่าเรียนต่อจนจบไปเป็นช่างไฟ ก่อนจะแต่งงานกับสาวน้อยวัย 17 ปี ซึ่งต่อมา บรูโดส์บอกว่า เขามักขอให้เธอทำงานบ้านโดยให้เธอเปลือยเปล่าทั้งร่าง-ยกเว้นก็แต่รองเท้าส้นสูง

บรูโดส์เริ่มก่อคดีฆาตกรรมและเก็บซ่อนร่างของเหยื่อไว้ในโรงจอดรถ ซึ่งเขาไม่อนุญาตให้ภรรยาเข้ามาได้เด็ดขาด จนในที่สุด บรูโดส์ก็จัดการเหยื่อไปทั้งสิ้นสี่รายด้วยกัน ก่อนจะถูกจับได้ในที่สุด

Image result for Mindhunter

ริชาร์ด สเป็ค

ฆาตกรต่อเนื่องแสนก้าวร้าวที่ทำเอาเจ้าหน้าที่โฮลเดนขวัญหนีดีฝ่อมาแล้ว ในซีรีส์นั้นรับบทโดย แจ็ค เออร์ดี กับคดีข่มขืนแล้วฆ่าพยาบาลสาว 8 รายจากโรงพยาบาลเซาต์ชิคาโกในคืนเดียว!

พ่อของสเป็คเป็นชายหนุ่มเงียบขรึมและขยันขันแข็ง ขณะที่แม่นั้นเคร่งศาสนามาก เธอไม่ดื่มแอลกอฮอล์ลและไม่สูบบุหรี่ อย่างไรก็ตาม ภายหลังเธอไปตกหลุมรักกับชายหนุ่มวัย 25 ติดเหล้า ที่มีบันทึกการก่ออาชญากรรมมาแล้วอย่าง ลินด์เบิร์ก และเป็นรอยร้าวแรกๆ ในครอบครัวของเขา และชีวิตของสเป็คก็ระหกระเหินไปอย่างที่ไม่อาจคาดเดาได้ เมื่อเขาถูกส่งตัวไปอยุ่กับพ่อเลี้ยงและโดนตบตีเป็นประจำ นอกจากนี้ ชีวิตในโรงเรียนของสเป็คในวัยเด็กก็ไม่ราบรื่น เพราะเขาเป็นเด็กสายตาสั้นมากๆ แต่ไม่ชอบใส่แว่นตา ทำให้เขามองอะไรแทบไม่เห็นในชั้นเรียน นั่นส่งผลให้ผลการเรียนของเขาตกต่ำในทุกปีจนถึงขั้นเรียนซ้ำชั้น (ภายหลัง คุณครูประจำชั้นบอกว่า เธอไม่เคยเห็นเขายิ้มเลยแม้แต่ครั้งเดียว)

และในปี 1966 สเป็คก็ก่อคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญครั้งใหญ่จนถูกเรียกว่าเป็นเหตุการณ์ “Born to rise Hell” จนต้องถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีหลังจับกุมเขาได้

ปี 1966 สเป็คในวัยผู้ใหญ่ (ซึ่งภายหลังเขาอ้างว่าเวลานั้นเขาปวดหัวจากไมเกรนและไม่มียาหรือสุราชนิดไหนทุเลาอาการลงได้เลย) บุกเข้าหอพักของพยาบาลสาวและใช้มีดจี้พวกเธอโดยสัญญาว่าจะไม่ทำอันตราย แต่แล้วกลับมัดมือมัดเท้าพวกเธอ ก่อนจะไล่ข่มขืนและฆ่าด้วยการบีบคอหรือเอามีดแทงทีละคนจนทั้งหอพักเต็มไปด้วยเลือด

Related image

ภายหลังถูกจับกุม สเป็คถูกส่งตัวไปวิเคราะห์สภาพจิตใจในโรงพยาบาล และถูกนำกลับมาควบคุมตัวอีกครั้ง เพื่อนนักโทษมักเรียกเขาว่า “เจ้านักบิน” เพราะเขาเลี้ยงนกกระจอกไว้ตัวหนึ่งที่บินเข้ามาหาเขาในห้องขัง สเป็คเป็นนักโทษที่เงียบเชียบและมีงานอดิเรกคือการสะสมสแตมป์และฟังเพลง จะพูดคุยกับพัศดีก็ต่อเมื่อต้องการเสื้อใหม่, ขอเพลงหรือข้าวของที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ ถึงอย่างไร สเป็คก็ไม่ใช่นักโทษตัวอย่างนัก เขาถูกจับลงโทษเพราะละเมิดข้อห้ามหลายต่อหลายคราว “จะทำยังไงให้เดือดร้อนขึ้นอีกดีนะ กูคงติดอยู่ในนี้สัก 1,200 ปีได้ละมั้งวะ!”

สเป็คเคยให้สัมภาษณ์ว่า ระหว่างการฆ่านั้น เขา “ไม่มีความรู้สึกใดๆ เลยในคืนนั้น พวกเขาบอกว่ามีเลือดกระจายเต็มไปหมด แต่ผมจำอะไรไม่ได้ เหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร ผมขอโทษสาวๆ เหล่านั้นจริงๆ ผับผ่าเหอะ และขอโทษครอบครัวพวกเขาด้วย และตัวผมเอง… ถ้าต้องทำอะไรแบบนั้นอีก ผมคงเลือกลักขโมยของแทน”


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com