จาก The Jazz Singer ถึง Whiplash: ย้อนรอยดนตรีแจ๊ซซ์ในโลกภาพยนตร์ แนวเพลงที่คนทำหนังหลงรัก

Home / bioscope / จาก The Jazz Singer ถึง Whiplash: ย้อนรอยดนตรีแจ๊ซซ์ในโลกภาพยนตร์ แนวเพลงที่คนทำหนังหลงรัก

ดนตรีกับภาพยนตร์นั้นดูจะเป็นสิ่งที่อยู่กันอยู่เสมอ และหนึ่งในแนวดนตรีที่ถูกหยิบมาใช้ในโลกภาพยนตร์บ่อยมากที่สุดคือ แจ๊ซซ์

The Jazz Singer (1927) กับเพลง My Mammy, Blue Skies และ Waiting for the Robert E Lee กลายเป็น ‘ต้นแบบ’ ในการสร้างหนังดนตรีแจ๊ซซ์ในเวลาต่อมา นั่นคือมีความไม่เป็นแจ๊ซจ๋าเกินไปเสียจนคนดูบางกลุ่มเข้าไม่ถึง

Image result for The Jazz Singer (1927)

หนังเพลงแจ๊ซซ์ที่เป็นที่นิยมในยุคต่อมาคือ The Birth of the Blues (1941) ว่าด้วยหนุ่มนักดนตรีคลาริเน็ต (บิง ครอสบี) ที่เรียนดนตรีแจ๊ซซ์จากกลุ่มนักดนตรีแจ๊ซซ์ผิวสี หนังเต็มไปด้วยท่วงทำนองเพลงแจ๊ซซ์แบบดิกซีแลนด์-แนวเพลงแจ๊ซซ์ยุคแรกๆ-เปิดประกอบเกือบตลอดทั้งเรื่อง อย่างไรก็ดี ช่วงทศวรรษนี้ ฮอลลีวูดเข็นเอาหนังเพลงแจ๊ซซ์ออกฉายมากมายเพื่อเฉลิมฉลองให้ดนตรีแจ๊ซซ์จากนักดนตรีผิวขาว บางเรื่องอาจมีนักดนตรีผิวสีชาวอเมริกัน-แอฟริกันในบทสมทบอยู่ด้วย ทั้ง The Five Pennies (1959) กับเพลงแจ๊ซซ์ของ เร็ด นิโคลส์ (ที่แสดงดนตรีคู่กับ หลุยส์ อาร์มสตรอง ได้อย่างลงตัวมากๆ), The Glenn Miller Story (1954), The Benny Goodman Story (1956) ที่ได้ สตีฟ อัลเลน นักแสดงที่เป็นนักดนตรีแจ๊ซซ์อาชีพด้วย และ Young Man With a Horn (1950) หนังที่สร้างจากชีวิตของ บิกซ์ ไบเดอร์เบ็กกี นักทรัมเป็ตชื่อดัง

Image result for Stormy Weather (1943)

ขณะที่เรื่องราวของนักดนตรีแจ๊ซซ์ผิวสียังเป็นหนัง “หายาก” ในยุคสมัยนั้น ที่ชัดเจนมากๆ คือ Symphony in Black (1935) หนังสั้นของ เฟร็ด วอลเลอร์ ที่ยอดเยี่ยมเสียจนคว้ารางวัลออสการ์สาขา best musical short subject ก่อนจะตามด้วยหนังไทป์เดียวกันอย่าง Stormy Weather (1943) ที่ว่าด้วยชีวิตของ บิลล์ โรบินสัน นักเต้นแท็ปผิวสี พร้อมนักแสดงสมทบที่เป็นคนผิวสีด้วยเช่นกัน อย่าง เลนา ฮอร์น, แค็บ คาลโลเวย์ และ แฟ็ตส์ วอลเลอร์ กับการแสดงแสนโดดเด่นในหนัง

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนดนตรีแจ๊ซซ์จะเป็นคุณสมบัติหอมหวานอย่างหนึ่งที่ฮอลลีวูดมักหยิบมาใส่ในหนังอยู่เสมอ ในยุคหลังๆ เราจึงได้เห็นหนังที่ว่าด้วยแจ๊ซซ์หลากหลายมากขึ้น รวมถึงปฏิเสธที่จะเล่าชีวประวัติของนักดนตรีแจ๊ซซ์อย่างที่เคยเห็นในหนังยุคก่อนๆ อย่าง Swing Kids (1993) ของผู้กำกับ โธมัส คาร์เตอร์ ที่เล่าเรื่องวงดนตรีแจ๊ซซ์สัญชาติอเมริกันที่ต้องปะทะกับวงจากเยอรมนีสุดแกร่ง, A Great Day in Harlem (1994) หนังสารคดีที่พูดถึงการนำวงดนตรีแจ๊ซซ์แถวหน้าของยุคสมัยมาถ่ายรูปแห่งประวัติศาสตร์ด้วยกัน

Song of Lahore (2015) หนังสารคดีสัญชาติปากีสถาน-อเมริกาสุดบันดาลใจ เล่าถึงวัฒนธรรมและเสียงเพลงของนักดนตรีพื้นบ้านชาวปากีสถาน ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงจากสังคม ที่พวกเขาต่างพิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าที่ใดในโลก เสียงเพลงก็มีที่ยืนและมีบทบาทอยู่เสมอ

Related image

รวมถึงหนังดังของคนทำหนังผู้คลั่งแจ๊ซซ์อย่าง เดเมียน ชาเซลล์ ที่ Whiplash (2014) ของเขาที่เข้าชิงออสการ์ถึง 5 สาขาและคว้ากลับมาได้ถึง 3 สาขา เล่าถึงคุณครูจอมเฮี้ยบกับนักเรียนที่ขับเคี่ยวกันด้วยดนตรีแจ๊ซซ์ และ La La Land (2016) ที่บรรยากาศของหนังรายล้อมด้วยบทเพลงแจ๊ซซ์ชั้นดีหลายต่อหลายเพลง

เหล่านี้คือหลักฐานที่พิสูจน์ว่า ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ดูเหมือนที่สุดแล้ว ดนตรีและเสียงเพลง คือวัตถุดิบสำคัญที่คนทำหนังรักและหยิบมาใช้อยู่เสมอนั่นเอง

ติดตามชม Song of Lahore
เสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน

รับชมพร้อมกันแบบสดๆ 2 ช่วงเวลา
13.00 น. และ 22.00 น.

ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre