คุยกับ อิสึจิ อิตาโอะ ผกก. Hibana: Spark “เพราะผมก็เป็นนักแสดงตลกเหมือนกัน”

Home / bioscope / คุยกับ อิสึจิ อิตาโอะ ผกก. Hibana: Spark “เพราะผมก็เป็นนักแสดงตลกเหมือนกัน”

สำหรับคอหนังหรือซีรีส์จากญี่ปุ่นน่าจะคุ้นเคยกับ อิสึจิ อิตาโอะ ในฐานะนักแสดงมากความสามารถที่รับบทบาทไว้อยากหลากหลาย ทว่าอีกด้านหนึ่งอิตาโอะก็มีผลงานในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์มาแล้วถึง 2 เรื่อง และ Hibana: Spark คือผลงานกำกับภาพยนตร์ในรอบ 6 ปีของเขา ที่ได้เปิดตัวในเทศกาลหนังและศิลปะเมืองเกียวโต 2017 ไปเมื่อต้นตุลาคมเดือนที่ผ่านมา และกำลังจะเข้าฉายในญี่ปุ่น 23 พ.ย. นี้

Hibana: Spark เล่าเรื่องราวขอดัดแปลงจากนิยายกึ่งอัตชีวประวัติรางวัล Akutagawa Prize 2015 ของ นาโอกิ มาตาโยชิ ที่เล่าเรื่องราวการไต้เต้าในเส้นทางนักแสดงตลกของตนเอง และเคยถูกสร้างเป็นซีรีส์ออกอากาศทางช่อง NHK และทาง Netflix มาแล้ว โดยในเวอร์ชั่นภาพยนตร์นี้ได้นักแสดงชื่อดังอย่าง มาซาคิ สุดะ และ เคนตะ คิริทานิ มารับบทคู่หูนักแสดงตลกตัวละครนำของเรื่อง

สำหรับ อิสึจิ อิตาโอะ ที่เข้าสู่วงการในฐานะนักแสดงตลกเช่นกัน การเลือก Hibana: Spark ในการกลับมาทำหนังในรอบหลายปีของเขาจึงเป็นเรื่องราวที่เขาเข้าใจได้เป็นอย่างดี

(จากซ้าย) อิสึจิ อิตาโอะ ผู้กำกับ และ นาโอกิ มาตาโยชิ ผู้แต่งหนังสือ

– ทำไมถึงเลือก Hibana: Spark ในการกลับมากำกับหนังในรอบ 6 ปี

อิตาโอะ : ครับ ผมก็ห่างหายจากการกำกับภาพยนตร์ไปนานถึง 6 ปี รู้สึกดีใจมากตอนที่ได้ถ่ายภาพยนตร์ครับ นวนิยายเรื่อง สปาร์ค เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักแสดงตลก ผมเองก็เป็นนักแสดงตลกมาก่อนจึงเป็นเรื่องของวงการที่ตัวเองอยู่ ถ้าหากมีโอกาสได้กำกับ ก็ไม่อยากให้คนอื่นทำ เลยเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าอยากทำเป็นอย่างมาก

– ในฉบับภาพยนตร์ของ Hibana: Spark แตกต่างจากฉบับซีรีส์อย่างไรบ้าง

อิตาโอะ : อย่างแรกเลยก็คือ เราไม่ได้อยากเสนอว่าโลกของนักแสดงตลกเป็นอย่างไร แต่อยากจะบอกเล่าว่า คนหนุ่มสาวไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง เล่นกีฬา หรือทำธุรกิจ เมื่อไม่สามารถทำความฝันให้สำเร็จก็อาจจะผิดหวังท้อแท้ แต่การเลือกที่จะทำอาชีพนั้นๆ และทำมันด้วยความพยายาม มันไม่ใช่การกระทำที่ไร้ค่าเลยสักนิด เพราะมีตัวเราอยู่ เพราะมีฝ่ายตรงข้ามที่เราต่อสู้อยู่ คนที่ชนะก็คือคนที่พยายามได้มากกว่า ก็อยากจะถ่ายทอดว่าสิ่งที่เราสู้ไปไมได้สูญเปล่า โลกนี้ไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่คิด

ตัวอย่างHibana: Spark

– ความท้าทายในการทำหนังเรื่องนี้มีอะไรบ้าง

อิตาโอะ : ตอนถ่ายทำมีนักแสดงเอ๊กซ์ตราแสดงหลายร้อยคน เช่นตอนที่ถ่ายฉากการแสดงสดบนเวที ผมเองไม่ได้เรียกร้องให้นักแสดงเอ๊กซ์ตรา (ซึ่งล้วนเป็นนักแสดงตลกอาชีพจริงๆ) เล่นตลกหรือว่าโชว์การแสดงแต่ให้พวกเขาแสดงตัวตนของตัวเอง โชว์การแสดงตลกของตัวเองเมื่อขึ้นไปพบกับผู้ชมบนเวที แล้วผมค่อยถ่ายปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจริงๆ ออกมา แม้ว่ามันจะคือการถ่ายทำภาพยนตร์ แต่สิ่งที่ออกมาก็ใกล้เคียงกับการแสดงสดจริงมากๆ

หรือฉากการแสดงสดครั้งสุดท้ายที่ ก่อนที่่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันไป (ซึ่งมีเอ็กซ์ตร้าผู้ชมเป็นจำนวนมาก) ผมก็เลือกที่จะติดตั้งกล้องและอุปกรณ์ต่างๆไว้ และถ่ายของจริงเลยแค่เทคเดียวเท่านั้นจึงทำให้ประหม่ามากๆ

อิตาโอะ (กลาง) และสองนักแสดงในเรื่อง ชูจิ คาวาตานิ (ซ้าย) และ มาซาคิ สุดะ

– คุณมีผู้กำกับท่านใดบ้างที่เป็นแรงบันดาลใจในการกำกับภาพยนตร์

อิตาโอะ : อืม มีเยอะมากเลยครับ คือผมได้รับอิทธิพลจากทุกๆ คนที่เคยร่วมงานด้วยเลย แต่ที่ชอบเป็นพิเศษคือชอบทั้งผลงานและสไตล์ด้วย ก็คือ สแตนลีย์ คูบริค ส่วนถ้าเป็นผู้กำกับชาวญี่ปุ่น (ฮิโรคาซุ) โคเรเอดะก็ชอบครับ ใช่เลย โคเรเอดะซังก็ดี หรือรุ่นใหญ่อย่าง อะกิระ คุโรซะวา, ยาซุจิโร โอซุ, เคสึเกะ คิโนชิตะ ซึ่งผมชอบภาพยนตร์ของพวกท่านมาก ถ้ารุ่นไล่ลงมาหน่อยก็ อิซาโอะ ยุคิซาดะ มีที่ชอบเยอะมากครับ

– สิ่งที่เราอยากนำเสนอเกี่ยวกับนักแสดงตลกในญี่ปุ่นผ่านหนังเรื่องนี้คืออะไร

อิตาโอะ : การเสพสิ่งบันเทิงของคนญี่ปุ่นนั่นมีหลายความชอบและมืสื่อบันเทิงหลายๆ ชนิด ความกังวลใจในหลายๆ สาขามันเลยถูกกระจายออกไป คนญี่ปุ่นจะไม่ได้พอใจกับอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งชนิดและจำนวน มีคนมากมายทำอะไรหลายๆ อย่างมากจนถ้าจะให้เลือกก็คงเป็นงานยาก เรามีรายการที่เยอะ เนื้อหาก็มาก ช่วงขาขึ้นขาลงก็เร็ว วัฏจักรมันไปเร็วมาก เปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่ไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน คนญี่ปุ่นชอบการแสดงตลก มีความรู้สึกไวต่อสิ่งบันเทิงและมีความต้องการมาก

(ขวามือ) อิสึจิ อิตาโอะ ใน Air Doll

– อยากฝากอะไรถึงคนไทยบ้างครับ

อิตาโอะ : ตัวผมเองก็เคยเข้าร่วมการถ่ายภาพยนตร์ที่ไทยด้วย ไม่แน่ใจว่า 3 ปีก่อน… อืม ไม่สิ ประมาณ 5-6 ปีก่อนที่ระยอง เรื่อง Oba: The Last Samurai (2011, Hideyuki Hirayama) ก็ได้รับความช่วยเหลือจากคนไทย รู้สึกว่าการเตรียมตัวและองค์ความรู้ในการสร้างภาพยนตร์ของกองถ่ายไทยมีคุณภาพสูงจนน่าตกใจมาก คนไทยดูภาพยนตร์ของญี่ปุ่น ตอนเดินไปที่ต่างๆ ก็มีบางคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้เข้ามาทักทายด้วยภาษาญี่ปุ่น จำได้ว่าตอนที่ฝนตกหนักก็มีคนไทยขี่มอเตอร์ไซค์พาไปส่งที่โรงแรม ใจดีมากเลย คิดว่าถ้ามีโอกาสอยากจะไปถ่ายงานที่ไทยอีก อีกอย่างคือผมรู้สึกว่าคนไทยชอบภาพยนตร์มาก ผมเองยังไปซื้อดีวีดีเรื่อง Air Doll ที่ผมแสดงในร้านขายดีวีดีของไทยมาด้วยนะครับ (ฮา)

ขอขอบคุณ : เทศกาลหนังและศิลปะนานาชาติกรุงโตเกียว
และ Yoshimoto Entertainment Thailand สำหรับการสัมภาษณ์ในครั้งนี้


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com