จากจุดเริ่มต้นถึงวันนี้ : 7 ปีที่รอคอยของ “แมลงในสวนหลังบ้าน”

Home / bioscope / จากจุดเริ่มต้นถึงวันนี้ : 7 ปีที่รอคอยของ “แมลงในสวนหลังบ้าน”

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ได้ยื่นคำขออนุญาตฉายภาพยนตร์เรื่อง Insects in the Backyard ผลงานหนังยาวเรื่องแรก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่หนังทุกเรื่องต้องทำตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ทว่า คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ได้พิจารณาไม่อนุญาตให้นำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวออกฉาย โดยระบุว่า “มีเนื้อหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”

นั้นคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้อันยาวนาน ในการเรียกร้องอิสรภาพให้กับหนังเรื่องหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นสร้างบรรทัดฐานครั้งสำคัญให้ กับวงการหนังไทยที่ส่งต่อมาถึงผู้ชมทั่วไปในวงกว้างได้เห็นถึงความสำคัญที่จะทำให้เกิดการจัดเรตภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานเดียวกัน

แม้ในวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ศาลปกครอง ได้พิพากษายกฟ้องคดีห้ามฉายภาพยนตร์เรื่อง Insects in the Backyard สิ้นสุดการต่อสู้อันยาวนาน แต่ก็ไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้เสียทีเดียว เพราะศาลได้ชี้ชัดเป็นครั้งแรกว่าหากหนังแก้ไข “ฉากการมีเพศสัมพันธ์ที่เห็นอวัยวะเพศนาน 3 วินาที” ก็จะสามารถเข้าฉายได้ ก่อนที่เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ธัญญ์วารินได้ยื่นคำขออนุญาตฉายภาพยนตร์อีกครั้ง และได้รับเรต ฉ20- หรือ “ห้ามผู้ชมที่อายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าชม” อันเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าหนังเรื่องนี้จะได้ฉายอย่างแน่นอน

ก่อนที่เราจะได้ชมภาพยนตร์ Insects in the Backyard ในโรงอย่างเป็นทางการวันที่ 30 พ.ย. นี้ เราจึงขอย้อนเส้นทางการต่อสู้อันยาวนานของหนังเรื่องนี้อีกครั้ง

ตัวอย่างหนัง แมลงรักในสวนหลังบ้าน Insects in the backyard

มาแล้วจ้า ตัวอย่างเต็มๆ แบบไม่บัง ไม่ปิด ไม่เซนเซอร์!!! เพราะหนังได้เรต 20- แล้วจ้า!!! เย้ๆ ไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเองแบบเต็มๆ ได้ที่โรงเฮ้าส์ RCA เริ่ม 30 พ.ย. นี้ แค่สองอาทิตย์เท่านั้น!!!!!! #แมลงรักในสวนหลังบ้าน #InsectsInTheBackyard #7ปีที่รอคอย #พิสูจน์ด้วยตาตัดสินด้วยหัวใจ

โพสต์โดย Insects in the Backyard บน 14 พฤศจิกายน 2017

 

– วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553
การยื่นคำขออนุญาตฉายภาพยนตร์ครั้งแรก

ผู้สร้าง Insects in the Backyard ร่วมกับ บริษัท ป๊อป พิคเจอร์ ในฐานะผู้จัดจำหน่าย ได้ยื่นคำขออนุญาตฉายภาพยนตร์ ก่อนถูกสั่งห้ามฉายรอบที่หนึ่ง ก่อนที่ธัญญ์วารินต้องยกเลิกสัญญากับป๊อป พิคเจอร์ เพื่อทำการยื่นฟ้องขออนุญาตฉายด้วยตนเองอีกครั้ง ‘โดยมีการเพิ่มคำเตือน และขอเรตติ้ง ฉ20-‘ หากก็ยังไม่ผ่านเป็นรอบที่สอง โดยคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ลงมติออกคำสั่งไม่อนุญาตให้ฉาย เนื่องจากมี ‘เนื้อหาขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน’

หลังจากนั้นธัญญ์วารินยื่นอุทธรณ์ต่อโดยไม่ได้ปรึกษาทนาย ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 ก่อนที่วันที่ 28 ธันวาคม 2553 จะมีมติว่า ยังคงไม่อนุญาตให้ภาพยนตร์ได้ฉายด้วยเหตุผลที่ว่า ‘เนื้อหาสาระสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน’ โดยคดี Insects in the Backyard มีอายุความ 90 วัน ที่จะทำการยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่อศาลปกครอง

ธัญญ์วารินที่ช่วงเวลานั้นกำลังทำภาพยนตร์เรื่อง ‘ฮักนะ ‘สารคาม’ ซึ่งกำลังจะเข้าฉายในเดือนมีนาคม ด้วยความเหนื่อยล้าทั้งจากการทำหนังและการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ในกรณีนี้ ก็ทำให้ธัญญ์วารินเคยคิดที่จะปล่อยให้หมดอายุความไป ก่อนที่ ธัชชัย วงศ์กิจรุ่งเรือง (ตัวแทนจาก ‘เครือข่ายคนดูหนัง’ ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่กรณีแบน ‘แสงศตวรรษ’ ในพ.ศ.2549) จะพยายามติดต่อให้พบกับทนายจาก iLaw ‘โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฏหมายประชาชน’ จนในที่สุดก็ได้พบธัญญ์วารินและได้เสนอตัวช่วยเหลือในกระบวนการทางศาลปกครองและได้ยื่นฟ้องในชั้นศาลปกครอง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นสุดท้ายก่อนหมดอายุความพอดี

– สรุปการฟ้องคดี Insects in the Backyard

ในคดีนี้ได้ฟ้องต่อคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ใน 3 หลักประเด็นคือ
1. หนังได้รับคำสั่งไม่อนุญาตให้ฉายโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย และไม่ได้รับเหตุผลในการไม่อนุญาตที่ชัดเจน
2. หนังไม่ได้ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
3. คำสังจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไม่มีความเสมอภาค เนื่องจากหนังอื่นที่มีฉากรุนแรงกว่าเรื่องนี้กลับฉายได้

โดยธัญญ์วารินได้เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 4 แสนบาท (มูลค่าเท่าค่าผลิต) และขอยกเลิกคำสั่งไม่อนุญาตให้ฉายฉบับเก่าเสีย นอกจากนี้ยังส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฉบับปี พ.ศ. 2551 มาตรา 26 ว่าด้วยการจำแนกเรตภาพยนตร์ที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะ เรตที่ 1 (ภาพยนตร์ที่สนับสนุนให้ชม) กับเรตที่ 7 (ห้ามฉายในราชอาณาจักร) และ มาตรา 29 ที่ว่าด้วยอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ในการสั่งตัดทอนห้ามฉายหนังที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

– จริงๆ แล้ว มาตรา 26 (7) กับมาตรา 29 ด้วย แตกต่างกันหรือไม่?

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ทนายผู้รับมอบอำนาจในคดี Insects in the Backyard เคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร BIOSCOPE ถึงความคลุมเครือของสองมาตรานี้ใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ว่า “จริงๆ การไม่อนุญาตให้ฉายเพราะขัดต่อความมั่นคงของชาติและศีลธรรมอันดีตามมาตรา 29 และการห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 26 (7) เป็นคำสั่งเดียวกัน และอยู่ภายใต้หลักกฎกระทรวงทั้งหมด ซึ่งในคดี Insects in the Backyard เขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ผู้พิจารณาต้องเสนอให้ผู้สร้างตัดทอนก่อน แล้วเขาก็ไม่ได้ดูหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงว่ามันเข้าข่ายลักษณะห้ามฉายหรือเปล่าด้วย แต่ฝั่งคณะกรรมการพิจารณาบอกว่าเขาไม่ได้สั่งห้ามฉาย แต่เขาสั่งไม่อนุญาตให้ฉายตามมาตรา 29 ซึ่งไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง สั่งได้เลย แต่สุดท้ายศาลก็ชี้แล้วว่า การไม่อนุญาตให้ฉาย หรือห้ามฉาย ก็ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงเหมือนกัน”

– ช่องโหว่ของพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 คืออะไร?

ยิ่งชีพอธิบายเพิ่มเติมว่า “มี 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ นิยามภาพยนตร์ที่กว้างเกินไป ทุกวันนี้นิยามของมันคือ ทุกสิ่งอย่างที่เป็นภาพเคลื่อนไหวได้ แค่เราจะถ่ายงานวันเกิดเพื่อน ก็ถือเป็นภาพยนตร์ ถ้าจะเผยแพร่ต้องขออนุญาต ซึ่งมันกว้างและครอบคลุมทุกอย่างในโลกมันไม่ถูกต้องหรอก ควรจำกัดไว้ว่า คืออะไรเฉพาะที่อัดแผ่นเท่านั้น อะไรแบบนี้”

“ประเด็นที่ 2 คือ โทษของการที่เผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตที่ถูกกำหนดไว้สูงเกินไป อย่างกรณีที่คนเก็บขยะเก็บซีดีไปขายโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วโดนเนี่ย ผู้ได้รับผลกระทบเล็กๆ ก็ไม่ควรจะปรับเขาถึง 1 แสนบาท ซึ่งควรจะยกเลิกไป อย่างกับคดี Insects in the Backyard เนี่ย มาตรา 29 ควรยกเลิกไปเลยก็ได้นะ เพราะมันไม่มีที่ทางให้ใช้ คงไว้ก็มีแต่เอื้อให้มีการใช้อำนาจในทางที่ผิดมากขึ้น อีกอย่าง การที่มีมาตรา 26 (7) อยู่แล้ว ก็ไม่ควรมีมาตรา 29 ให้ซ้ำซ้อนกัน”

– บทสรุปคดี Insects in the Backyard และฉาก 3 วินาที

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ศาลปกครองได้นัดทั้งสองฝ่ายในคดีนี้มาฟังคำพิพากษา โดยชี้ว่าในหนังมีฉากการมีเพศสัมพันธ์ที่เห็นอวัยวะเพศนาน 3 วินาที (ในจอโทรทัศน์ที่ตัวละครตัวหนึ่งกำลังนั่งดูหนังโป๊ชาย-ชาย) เป็นสื่อลามกอนาจาร ผิดกฎหมายอาญา จึงขัดต่อศีลธรรมอันดี แถมศาลยังตั้งข้อสังเกตว่า หากตัดออกจะฉายได้เป็นประเภท ฉ 20- ได้

หลังจากนั้นทางธัญญ์วารินมีเวลา 30 วันในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นสูงสุด ก่อนที่ธัญญ์วารินจะตัดสินใจว่าจะยอมตัดฉาก 3 วินาทีดังกล่าวออกในที่สุด และจบการต่อสู้ในชั้นศาลปกครองไว้เพียงเท่านี้ โดยยิ่งชีพกล่าวถึงในขั้นตอนนี้ว่า “เราก็พอใจในสิ่งที่เราได้ต่อสู้มาตลอดระหว่างกระบวนการ 5 ปีที่ผ่านมานะ เรายอมรับผลการตัดสิน แม้จะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็รู้สึกว่าศาลได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะประนีประนอมแล้ว และศาลก็ได้วางบรรทัดฐานหลายกรณีมาตลอดทาง ก่อนจะให้เราแพ้ ให้เรามาหลายประเด็น อย่างมาตรา 26 และมาตรา 29 ศาลบอกแล้วว่า การที่คณะกรรมการบางคนไม่ดูหนังไม่ถูกต้อง ศาลยังบอกด้วยว่า การให้เหตุผลเพียงว่า ‘ขัดต่อศีลธรรมอันดี’ ถือว่าบกพร่องในการให้ข้อเท็จจริง ดังนั้น ถึงจะแพ้คดี แต่เราก็ได้อะไรกลับคืนมาไม่น้อยเหมือนกันระหว่างทาง”

– เราได้อะไรจากการต่อสู้ในครั้งนี้บ้าง

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้แสดงทัศนคติถึงคดีนี้ว่า “ในฐานะที่เราก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่ดูหนัง ยังคิดว่าวงการหนังบ้านเราเป็นแค่สื่อบันเทิงที่ยังไม่มีคุณภาพเท่าไหร่ หนังไทยยังไม่ได้ทำหน้าที่เปิดประเด็นทางสังคม จุดประกายให้คนคิด ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมและนำไปสู่การเติบโตของสติปัญญา หรือไปสู่สังคมที่ดีกว่า หนังไทยทำหน้าที่อยู่แค่ไม่กี่อย่าง ที่เห็นก็มีหนังรัก หนังผี หนังประวัติศาสตร์ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากระบบเซนเซอร์ พอมีคนกล้าที่จะเปิดประเด็น ตั้งคำถามกับขนบธรรมเนียม มันก็มักจะไม่ได้ฉาย หนังที่กล้าทำก็มักจะเป็นหนังเล็กๆ ”

“พอมีการแบนหนัง Insects in the Backyard มันก็เหมือนก็เป็นการส่งสัญญาณไปยังคนที่อยากจะทำหนังที่มีประเด็นล่อแหลม ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะทำหนังเกี่ยวกับเรื่องเพศหรือการเมือง เพราะว่ามันจะได้ไม่คุ้มเสีย คนดูหนังบ้านเราจึงมีเท่าที่เห็น ซึ่งเราคิดว่า หากต้องการให้วงการหนังในบ้านเราจะพัฒนามากกว่านี้ เราก็ต้องหัดตั้งคำถามกับระบบกลั่นกรองภาพยนตร์ด้วย อย่างน้อยๆ ผู้ทำหนังรายเล็กๆ ก็ควรที่จะมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและนำเสนอได้บ้าง”

Insects in the Backyard
จะเข้าฉายเฉพาะที่ House RCA เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น
ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. เป็นต้นไป


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com