(BIOSCOPE ก้าวแรก) มาร์ติน สกอร์เซซี เส้นทางทำหนังสุดช้ำใจของคุณปู่ซ่าบ้าพลัง ผู้พลิกวงการหนังอเมริกามาแล้ว!

Home / bioscope / (BIOSCOPE ก้าวแรก) มาร์ติน สกอร์เซซี เส้นทางทำหนังสุดช้ำใจของคุณปู่ซ่าบ้าพลัง ผู้พลิกวงการหนังอเมริกามาแล้ว!

ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับระดับโลก มาร์ติน สกอร์เซซี ก็เคยต้องดิ้นรนต่อสู้ไม่ต่างจากคนทำหนังทั้งหลาย เพราะไม่ใช่ก้าวเท้าเดินเข้ามาในอุตสาหกรรมฮอลลีวูดแล้วเขาจะได้มากำกับหนังอย่างสุดอลังอย่าง Goodfellas (1990), Gangs of New York (2002), The Departed (2006), The Wolf of Wall Street (2013) และล่าสุดกับ Silence (2016) เลยซะเมื่อไหร่

ใครเลยจะนึกว่า ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เขาเป็นเพียงนักศึกษาที่มีเงินกระหยิบมือและต้องทุ่มเวลานานกว่า 3 ปีที่หนังเรื่องแรกจะกลายเป็นรูปเป็นร่าง

เขาต้องแก้และซ่อมแซมมันขนานใหญ่ถึง 3 ครั้งกว่าจะเสร็จสิ้น

ซ้ำร้าย ไม่มีใครสนใจเอาหนังเรื่องนี้ไปจัดจำหน่ายเลย ยกเว้นก็แต่ค่ายหนังโป๊ค่ายหนึ่งซึ่งมาพร้อมข้อเสนอว่า “เราช่วยเอาหนังนายไปเข้าโรงก็ได้ แต่มีข้อแม้คือ นายต้องเพิ่มฉากเซ็กซ์เข้าไปในหนังด้วย!”

ด้วยความแล้งไร้โอกาส นั่นได้กลายเป็นข้อเสนอที่สกอร์เซซีไม่อาจปฏิเสธ!

Related image

ในช่วงเวลาที่อเมริกาเดินหน้าเข้าสู่สงครามเวียดนาม สกอร์เซซีไปรับใช้ชาติด้วยการเป็นพ่อครัวนาวิกโยธิน (และได้เหรียญกล้าหาญหลังบาดเจ็บหนัก… เพราะโดนซุปมะเขือเทศลวก) แต่ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหน จิตใจของชายหนุ่มร่างเล็กคิ้วหนาคนนี้ก็มีหนังยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่เสมอ ดังนั้นเมื่อเสร็จภารกิจ เขาจึงเดินทางไปเรียนวิชาภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์คในปี 1963

เขาเริ่มทำหนังวิทยานิพนธ์ในปี 1965 ด้วยความตั้งใจจะนำชีวิตตัวเองมาเล่าผ่านตัวละครที่ชื่อ เจอาร์ เด็กหนุ่มผู้ใช้ชีวิตมั่วซั่วไปวันๆ กับเพื่อนร่วมก๊วน และกล้องฟิล์ม 35 มม. ถ่ายทำหนังทั้งหมด ทว่า สำหรับคนไม่มีฐานะอย่างเขาแล้ว การจะหาเงินมาซื้อฟิล์ม 35 มม. ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สกอร์เซซีทำได้ดีที่สุดคแรวบรวมเงินก้อนเล็กๆ แล้วซื้อฟิล์ม 16 มม. ได้จำนวนหนึ่งและจำเป็นต้องถ่ายฉากใหม่ๆ ตามความคิดฝันด้วยเศษฟิล์มนี้ หนังของเขาจึงมีส่วนผสมประหลาดๆ ระหว่างภาพคมชัดกับภาพเกรนแตก ทั้งความที่เขาบูชาหนังอเมริกันยุคเก่าและหนังยุโรปมาก งานชิ้นนี้จึงอุดมไปด้วยเทคนิคที่ฮอลลีวูดช่วงนั้นไม่ใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นการแช่ภาพนิ่ง, การตัดต่อแบบโดดไปโดดมา, ใช้ภาพสโลวโมชั่น, ใช้ดนตรีเข้ามาช่วยกำกับจังหวะของฉาก ซึ่งน่าสนใจที่ในที่สุด องค์ประกอบเหล่านั้นก็กลายมาเป็นสไตล์เฉพาะตัวของเขาไปจนได้

Image result for martin scorsese behind the scene

Image result for martin scorsese behind the scene

สกอร์เซซีตั้งชื่อหนังว่า I Call First แล้วส่งมันไปยังเทศกาลหนังนิวยอร์ค แต่ผลที่ได้รับคือความผิดหวัง เทศกาลไม่สนใจจะนำไปฉาย และยังส่งจดหมายปฏิเสธมาด้วยข้อความว่า หนังใช้สไตล์จัดจ้านเกินควรอีกด้วย แน่นอน เขาอกหักอย่างแรง แต่เมื่อเวลาผันผ่าน สกอร์เซซีก็ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า หนังเรื่องแรกของเขามีข้อบกพร่องเช่นนั้นจริงๆ “ผมเห็นด้วยกับจดหมายนั่น” เขาบอก

แต่แล้ว หนึ่งปีหลังจากหนังเสร็จสิ้น จู่ๆ สกอร์เซซีก็ได้รับการติดต่อจาก โจเซฟ เบรนเนอร์ เจ้าของค่ายจัดจำหน่ายหนังเกรดบีว่า สนใจจะนำหนังเรื่องนี้ไปฉายในโรง พร้อมข้อเสนอซัดเปรี้ยงเข้าใส่หน้าสกอร์เซซีว่า “เพื่อให้หนังมีจุดขายมากขึ้น นายต้องใส่ฉากเซ็กซ์เข้าไปด้วย!” และแม้จะเป็นข้อเสนอที่ไม่น่าอภิรมย์ แต่เด็กหนุ่มที่โตมาในสภาพแวดล้อมข้นแค้นอย่างสกอร์เซซีก็รู้ดีว่าโอกาสไม่ใช่สิ่งที่จะลอยมาบ่อยๆ นัก ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่รีบตะครุบมันอย่างหน้ามืดตามัว แต่ครุ่นคิดหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุด ด้วยการสอดแทรกฉากเซ็กซ์ที่ว่าด้วยที่เจอาร์จินตนาการเห็นตัวเองมีเซ็กซ์กับโสเภณีมากหน้าหลายตา เพื่อแสดงให้คนดูเข้าใจความว้าวุ่นเจ็บปวดของเจอาร์ต่อหญิงสาวที่เขาใฝ่ปองได้

ฉากนี้ทำให้ โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์หนุ่มที่มาแรงในขณะนั้นกล่าวชมว่า “ฉากนี้ไม่มีประโยชน์อะไรนักต่อโครงสร้างรวมๆ ของหนัง แต่ต้องยอมรับว่าสกอร์เซซีกำกับและถ่ายทำมันได้ดีเหลือเกิน”

Related image

Image result for martin scorsese camera

สุดท้าย ในเวลาต่อมา หนังนักเรียนความยาวชั่วโมงเดียวก็กลายร่างเป็นหนังใหญ่ความยาว 90 นาที่ ที่มีชื่อใหม่ว่า Who’s That Knocking at My Door? ที่ทำเงินแทบไม่ได้จนเขาต้องตกระกำลำบากอยู่อีกหลายปีและกลับไปเลี้ยงปากท้องด้วยการรับจ้างตัดต่อและสอนหนังสือ ทั้งยังถูก จอห์น แคสซาเวทีส์ สุดยอดผู้กำกับหนังอินดี้แห่งยุคด่าใส่หน้าว่า “รู้ตัวรึเปล่าว่านายเพิ่งเสียเวลาไปหนึ่งปีกับการทำหนังโคตรทุเรศ!” ซึ่งทำให้สกอร์เซซีตระหนักได้และหันกลับมาทบทวนตัวเองว่า หนังแบบไหนกันแน่ที่เขาอยากทำ

และนั่นเองคือจุดที่ทำให้ผู้ชายชื่อ มาร์ติน สกอร์เซซี ฉายแสดงเจิดจ้าในฐานะคนทำหนังรุ่นใหม่ผู้พลิกโฉมหน้าวงการหนังอเมริกัน เขากลับมาพร้อมผลงานชิ้นสำคัญเรื่อง Mean Streets (1973) ที่ลงหลักปักฐานให้เขาเป็นผู้กำกับระดับแนวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com