Die Tomorrow Insects in the Backyard ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

หนังโลกย่อมเป็นไปตามกรรม : บทสนทนาธรรมของ กอล์ฟ ธัญญ์วาริน และ เต๋อ นวพล

Home / bioscope / หนังโลกย่อมเป็นไปตามกรรม : บทสนทนาธรรมของ กอล์ฟ ธัญญ์วาริน และ เต๋อ นวพล

สัมภาษณ์, เรียบเรียง และถ่ายภาพ
โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์

 

พ.ศ. 2553 ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ และ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เคยนั่งร่วมวงกันมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้น กอล์ฟ – ธัญญ์วารินเตรียมนำ Insects in the Backyard เข้าโรง ส่วนเต๋อ – นวพลอยู่ในฐานะ Third Class Citizen ร่วมกับ คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง ซึ่งรับหน้าที่ประชาสัมพันธ์หนังเล็กจิ๋วเรื่องนี้ทางออนไลน์ในวันที่คนไทยยังเตาะแตะกับเฟซบุ๊ค … เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในมุมหนึ่งของสำนักงาน BIOSCOPE กระบวนการทุกอย่างดำเนินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องแยกย้ายเพราะหนังโดนแบนเสียก่อน

พ.ศ. 2560 กอล์ฟ เต๋อ และ BIOSCOPE กลับมาเจอกันพร้อมหน้าเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เราต่างไปเจอบททดสอบกันมาอย่างโชกโชน ปีนี้หนังของทั้งคู่ฉายห่างกันหนึ่งสัปดาห์ – Die Tomorrow เป็นหนังยาวลำดับที่ 5 ของเต๋อ นวพล ส่วนกอล์ฟ ธัญญ์วารินคือหนังเรื่องแรก Insects in the Backyard ที่เพิ่งหลุดพ้นหลังจากโดนแบนไป 7 ปี

มีหลายอย่างที่กอล์ฟ เต๋อ และแม้แต่ BIOSCOPE เปลี่ยนแปลงไปในห้วงเวลาที่ผ่านมา การกลับมาเจอกันครั้งนี้จึงคือการเขย่าตะกอนที่นอนก้นหลังจากวงแตกไปเรียนรู้ประสบการณ์ในแนวทางของแต่ละคน

 

Insects in the Backyard

 

เต๋อ : หลังจากหนังโดนแบน พี่เคยคิดว่าจะปล่อยลงเน็ตไปเลยรึเปล่า

กอล์ฟ : ไม่ๆ เพราะเราอยากให้มันเป็น case study ไง

เต๋อ : ต้องขอบคุณพี่กอล์ฟครับ (หัวเราะ) ไม่หรอก ถ้าเป็นผม ผมใช้วิธีนั้นไง อาจจะเป็นเด็ก gen ออนไลน์นิดนึง วิธีคิดมันอาจจะคนละแบบ แต่ทำแบบพี่กอล์ฟอาจจะดีกว่า เพราะมันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงๆ

นคร : อธิบายหน่อยว่า gen ออนไลน์ในความหมายของเต๋อกินความแค่ไหน

เต๋อ : ออนไลน์มันคือดินแดนที่เราเป็นเจ้าของผลงาน มันเป็นวัฒนธรรมยุคนี้ที่เราทำเองได้ มันเป็นประเทศของตัวเอง

กอล์ฟ : มันก็เหมือนเป็นช่องของเราเอง เป็นคอนเทนต์เราเอง

เต๋อ : under law ของประเทศอื่น สมมติประเทศ Vimeo เขาก็ไม่เซ็นเซอร์ จ่ายตังค์เข้าดูได้เลย แต่มันก็จะมีอุปสรรคคือค่าเน็ต และสปีด และอะไรก็ตามที่ทำให้การเข้าไปถึงตรงนั้นยังยากอยู่ในยุคนี้ แต่ก็เห็นได้ว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมามันไม่ได้มีอะไรยากแล้ว สตรีมมิ่งมาแล้ว ซึ่งก็ไม่แน่ว่าถ้าในยุคนั้นเป็นเหมือนตอนนี้ พี่กอล์ฟขาย Insects in the Backyard ให้ Netflix ไปเลย โดยไม่แคร์เรื่องฉายหรือไม่ฉายโรง มันก็เป็นไปได้ แต่เราไม่แน่ใจว่ากฎหมายเซ็นเซอร์มันครอบคลุมไปถึง Netflix หรือเปล่า แต่สมมติในเรื่องการซื้อขาย พี่กอล์ฟไม่ได้ขายให้ Netflix ไทย แต่เป็นสิงคโปร์ หนังเรื่องนี้มันก็เข้าถึงคนดูไทยได้อยู่ดีรึเปล่า เราเลยคิดว่ายุคนี้มันมีความเป็นไปได้เต็มไปหมด เทคโนโลยีก็อยู่ในจุดที่เราสามารถดูสตรีมมิ่งโดยไม่สะดุดได้ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการเผยแพร่

กอล์ฟ : แต่พี่กำลังจะทำหนังแล้วลงออนไลน์นะ

เต๋อ : ผมไม่รู้ว่าที่พี่จะทำมันเป็นแบบไหนนะ แต่ถ้ามันเป็นหนังไดอะล็อกเยอะๆ หรือตัดฉึบฉับ ผมว่าได้เลยพี่ แต่เผอิญว่าสิ่งที่เราทำใน Die Tomorrow มันจะช้านิดนึง และมันต้องการที่มืด และเสียงมันก็มีผล เราไม่สามารถดูมันบนรถไฟฟ้าได้เลย ก็เลยรู้สึกว่าอยู่ในโรงดีกว่า แต่ถ้าวันนึงได้ทำคอนเทนต์ที่มันฉึบฉับกว่านี้ก็คงไปลุยบนนั้นได้เลยเหมือนกัน

นคร : กำลังจะบอกว่ามันต้องมีการออกแบบเพื่อการเผยแพร่ในแต่ละแพล็ตฟอร์มถูกมั้ย

เต๋อ : เราว่ามันมีผลมากเลยเรื่อง context ในที่ที่จะเอาไปฉาย อย่างเดี๋ยวนี้จะมีคนขอ 36 ไปฉาย สิ่งที่จะถามก่อนเลยคือตรงนั้นมีอะไร กลางแปลงรึเปล่า มีคอนเสิร์ตมั้ย ถ้ามีคอนเสิร์ตไม่เอาเลย มันเหมือนฉายทิ้งน่ะ คุณไม่สามารถดูหนังเรื่องนี้ได้เลยในสภาวะที่มีวง Scrubb เล่นสดอยู่ใกล้ๆ ถ้า ‘ฟรีแลนซ์ฯ’ ก็อาจจะพอไหว บางเรื่องมันจะได้ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่ออยู่ในที่ที่เหมาะสม

 

เต๋อ นวพล

 

นคร : เต๋อดูเป็นคนที่หาความเป็นไปได้บนโลกออนไลน์อยู่เสมอเนอะ

เต๋อ : เพราะงานเรามันดูเป็นไปไม่ค่อยได้ ก็เลยต้องหาความเป็นไปได้เอง สมมติถ้าทำหนังเองก็จะพิสดารหน่อย บางทีก็เหนื่อยกับการที่ต้องไปอธิบายว่า หนังผมมันโอเคนะครับ จนบางครั้งก็รู้สึกว่าหาห้องเองเป็นทางออกที่ดีกว่า แต่ก็มีบางความคิดที่รู้สึกว่าหรือ Die Tomorrow จะสตรีมมิ่งไปเลย เป็น ‘นวพล ออริจินัลคอนเทนต์’ แต่เทคโนโลยีบ้านเรามันยังไปไม่ถึงที่จะทำให้เราทำสิ่งนั้นได้ และเมื่อเรานั่งทำโพสต์ฯ กับหนังเรื่องนี้แล้วเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าเสียงแม่งมีผลกับหนังจริงๆ ว่ะ เลยมีความคิดว่าต้องฉายโรงแหละ พักคอนเทนต์ออริจินัลอะไรพวกนั้นไว้ก่อน มีการพูดคุยเรื่องระบบกันแล้วนะ ว่าถ้าทำจะต้องใช้ตังค์เท่าไหร่ จะกระตุกมั้ย เดือนละกี่บาท มีคำถามแล้ว แต่ถึงจุดนึงเราก็รู้สึกว่ามันเสี่ยงไป เรากลัวทำแล้วหนังมันสะดุด ค้าง ถูกด่า ทำไมจ่ายตังค์แล้วดูไม่ได้ อะไรพวกนี้เราก็ไม่รู้จะไปตอบเขายังไง มันต้องการความเสถียรสูง คือถ้ามันเป็นระบบของรายใหญ่มันยังพอแก้ไขได้ แต่ถ้าเราทำเป็นรายเล็กก็เสียวเกิน อาจจะมี provider ที่เราเข้าไปใช้ระบบเขา ซี่งมันก็มีแหละ อย่าง Vimeo แต่มันก็ต้องไปเกี่ยวกับการจ่ายเงินออนไลน์ บัตรเครดิตโน่นนี่ที่พัวพันกับเทคโนโลยีอื่นๆ เยอะไปนิดนึง ซึ่งถ้าทำเองมันก็เป็นราคาที่คุณต้องจ่ายในการวางระบบ เจ้าอื่นเขาก็ต้องเสียเงินวางระบบพวกนี้แหละ ทั้งเรื่องการจ่ายเงิน เซิร์ฟเวอร์…

กอล์ฟ : ไม่ แต่ว่าเดี๋ยวนี้คนก็ดู pay per view กันอยู่แล้วนะ

เต๋อ : ใช่ๆ แต่ผมว่ากับเด็กๆ เขายังไม่มีบัตรเครดิต คือผมรู้สึกว่ามันควรจะจ่ายได้เลย

กอล์ฟ : ต้องง่ายกว่านั้น?

เต๋อ : ต้องง่ายกว่านั้น แทบจะกดสามทีแล้วไปเลย ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นกับระบบจองตั๋วโรงปกติ

กอล์ฟ : แต่เดี๋ยวนี้เด็กเล่นเกมก็กดจ่ายเงินได้ง่ายมากเลยในการที่จะซื้อไอเท็มต่างๆ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น ที่แม่มาฟ้องกับตำรวจว่าลูกเอาบัตรเครดิตไปจ่ายค่าไอเท็มเกมหมดไปเป็นแสน ขนาดเด็กประถมเองแล้วถ้าเข้าโรง ไหนจะค่า VPF ไหนจะส่วนแบ่งกับโรงอีก ส่วนที่ต้องแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ให้เขาสำหรับสตรีมมิ่งน้อยกว่าจ่ายให้โรงหนังแน่ๆ

นคร : แล้วมันระยะยาวด้วยนะ

กอล์ฟ : ใช่ แล้วพี่มองว่าในอนาคตคนไม่ไปดูหนังโรงแล้วนะ ต่อให้เราออกแบบมาว่ามันควรจะดูในโรงแค่ไหนก็เหอะ สุดท้ายการดูในโรงคืออีเว้นต์ มันไม่ได้แปลว่าทุกเรื่องต้องดูในโรง เพราะฉะนั้น ตอนนี้สำหรับ Insects in the Backyard พอออกจากเฮ้าส์ซึ่งพี่วางไว้แค่สองวีค ก็จะเข้าแม็กซ์สโตร์ต่อเลย แล้วก็เป็นรอบๆ ด้วย รอบหกโมง สองทุ่ม สี่ทุ่ม แล้วต่อไปพี่ก็ว่าจะเอาหนังเข้าวิธีนี้ โอเคว่าพี่ต้องแบ่งกับโมโน แต่เมื่อคุยสัดส่วนกับเขาแล้วเนี่ย พี่ได้มากกว่าเข้าโรงเยอะ และแฟนหนังพี่มีทั่วประเทศ ไม่ต้องมาเข้าโรงที่กรุงเทพฯ ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามว่า ต่างจังหวัดเข้ามั้ย อย่างนี้มันเข้าถึงกลุ่มคนดูของเรามากกว่าที่เราจะไปนั่งรอดูในโรง โอเคการดูในโรงมันสำคัญเรื่องบรรยากาศ สิ่งต่างๆ ที่เราออกแบบเอาไว้ ใช่ มันก็เป็นอีเว้นต์ไง

 

กอล์ฟ ธัญญ์วาริน

 

นคร : แต่พอพูดเรื่องประสบการณ์ในโรง เราก็เห็นด้วยในเรื่องนี้นะ คือจะรู้สึกเป็นพิเศษกับหนังอย่าง Dunkirk ที่ต้องดูไอแมกซ์ หรือ Blade Runner 2049 กับ Silence ต้องดูในโรง หลังจากที่เราได้รับรู้ข้อมูลมาว่ามันจะพิเศษยังไงเมื่อได้ดูหนังเหล่านี้ในโรงหนัง เราว่าการเข้าโรงมันจะพิเศษขึ้นเมื่อเราต้องการประสบการณ์อะไรแบบนี้มากกว่า

กอล์ฟ : ซึ่งคนที่คิดแบบนี้ก็อาจจะมีสัดส่วนน้อยลง ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ และมันก็เป็นอีเว้นต์จริงๆ อย่างที่บอก มันไม่ใช่ว่าหนังทุกเรื่องต้องดูในโรง อย่างเช่น The Big Sick ถามว่าจำเป็นต้องดูในโรงเหรอ ไม่จำเป็น หนัง วูดี อัลเลน ต้องดูในโรงเหรอ ไม่ต้อง

เต๋อ : เราว่ามันมีอ็อปชั่นเพิ่มให้คน customize งานตัวเอง ทั้งในแง่ทำและในแง่ดู หมายถึงว่าหนังเรื่องเดียวกัน คนทำบอกว่าต้องดูในโรง แต่คนดูอาจจะบอกว่าไม่เป็นไร เราดูรู้เรื่อง ดูที่บ้านก็ได้ เรามองว่าไม่ได้มีอไรดีกว่าอะไร มันแค่เป็นช้อยส์ที่เหมาะสมกับตัวเองรึเปล่า

กอล์ฟ : แต่ถามว่าคนดูใน gen ใหม่คนดูสนใจเหรอเรื่องฟิล์ม 70 มม. เขาเกิดมาก็เจอดิจิตอลกันแล้ว 70 มม.คืออะไร โบราณ ถ่ายมาแล้วมันจะต่างจากดิจิตอลตรงไหน เขาอาจจะไม่ได้สนใจความต่างหรือ experience ในโรงขนาดนั้น เด็กๆ เสพคอนเทนต์ง่ายๆ ที่อยู่ในนี้ (โทรศัพท์) หมดเลย เพราะฉะนั้น มันก็ต้องเป็นไปตามธรรมชาติของผู้ดูที่เกิดมาใน gen ใหม่ๆ จริงอยู่ว่าคนสร้างมันก็เป็น gen เก่า ยัง nostalgia ในระบบฟิล์มที่คิดว่ามันดีและสวยงาม เพราะเราเกิดมาแบบนั้น สมองเราถูกทำให้คิดมาแบบนั้น แต่เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้เกิดมาแบบนั้น เขาเกิดมาพร้อมกับการเล่นเกมในมือถือ นี่คือความบันเทิงของเขา ไม่ใช่ experience ในโรงหนัง เพราะฉะนั้น เด็กอายุน้อยๆ ก็จะไม่ค่อยเข้าโรงหนัง โดยรู้สึกว่าไม่ค่อยมีความจำเป็น เพราะฉะนั้นแน่นอนคนแก่ก็จะตายไปพร้อมกับฟิล์มเก่า ไม่ได้หมายความว่าเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจวิธีทำหนังของโนแลนจะต้องถ่ายฟิล์ม 70 มม. ไม่จำเป็น

เต๋อ : เหมือนกับว่ามันเป็นยุคที่ใครทำอะไรก็ทำ ใครดูอะไรก็ดู ถึงจุดหนึ่งก็จะมีกลุ่มคนดู ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ คนดูไม่อยากดูทีวีที่บ้าน ก็ดูยูทูบ ใครอยากดูละครก็ดูไป เป็นยุคที่เราไม่ได้ถูกบังคับให้ดูทีวีเครื่องเดียวกัน แม่อยากดูทีวีก็ดูไป เราไม่อยากดูก็ไปดูยูทูบของเรา หรือบางคนไม่อยากดูยูทูบ แต่ติดสตรีมมิ่ง ก็ดูไป แต่ก่อนมันจะมีแสตนดาร์ด เช่นว่าอันนี้พ้นแสตนดาร์ดคือโอเค ถ้าต่ำกว่าแสตนดาร์ดคือไม่โอเค แต่ตอนนี้ทุกคนมีลู่ของตัวเอง ซึ่งถ้าคุณรู้สึกว่าคุณไม่มีลู่สำหรับคุณ คุณก็สร้างลู่ได้เลย เราเลยรู้สึกว่าทุกอันมันจะมีเส้นทางของมัน เช่นคนทำหนังเล็กก็จะมีเส้นทางของตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องทับซ้อนกับคนทำหนังเมนสตรีม คนทำหนังเมนสตรีมก็จะมีอุปสรรคของเขาเป็นแบบใหม่ คือต้องสู้กับมือถือว่ะ เพราะเป็นความบันเทิงราคาถูก คุณก็ต้องไปคิดค้นหนทางมาสู้ อ่ะถ้าพี่กอล์ฟบอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้สนใจเรื่องฟิล์ม 70 มม. แต่คุณยังอยากทำฟิล์ม 70 มม. คุณก็ทำไป แต่คุณก็ต้องไปหาวิธีให้คนมาดูด้วยอะไรก็ตาม

 

Die Tomorrow

 

นคร : ใช่ สำหรับเราการดูผ่านมือถือมันส่งผลต่อพฤติกรรมที่สุดแล้ว แม่แต่ทีวีก็ได้รับผลกระทบ แทนที่เราจะเอาเวลาไปอยู่หน้าทีวี เราสามารถดูผ่านมือถือไปด้วย ทำกับข้าว เลี้ยงหมา ปลูกต้นไม้ไปด้วยได้ และเราเชื่อว่าคนดูทีวีไม่ได้เยอะไปกว่านี้แล้วแหละ ถึงจุดหนึ่งทีวีก็คงต้องทำคล้ายๆ โรงหนังแหละในการจะเป็นแค่สิ่งเติมเต็มประสบการณ์การดูหนังมากกว่าจะเป็นสื่อหลักของคนดู

เต๋อ : เราว่ามันก็ต้องปรับกันไปตามเทคโนโลยีที่เกิดใหม่ เทคโนโลยีจะเป็นตัวมากำหนดทิศทางมากกว่า

กอล์ฟ : เพราะหนังมันเกิดจากเทคโนโลยี ก็ไม่แปลกที่มันจะเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี

เต๋อ : ถ้าเป็นเมื่อ 10-20 ปีก่อน ถ้าฉันไม่เหมาะกับละครเวทีและทำหนังไม่ได้ ก็จบนะ เพราะไม่งั้นก็ต้องไปทำทีวี ช้อยส์มันมีอยู่แค่ 3-4 ทาง แต่ตอนนี้เราสามารถเอาละครเวทีผสมหนังมั้ย หนังผสมคอนเสิร์ตมั้ย เพลงผสมเพอร์ฟอร์แมนซ์มั้ย เราเลยรู้สึกว่ามันมีของเล่นเยอะขึ้น และเรายังสามารถมีการสื่อสารกับคนดูเราได้ อยากทำอะไรก็ทำไป คุณติดต่อคนดูได้แล้วทีนี้ก็อยู่ที่คุณแล้วแหละว่างานมันเวิร์คมั้ย แต่มันก็ยากเหมือนกันนะ เหมือนบางทีเราเข้าสู่ยุคที่ทำหนังอินเตอร์แอ็กทีฟได้แล้ว คนดูมีส่วนร่วมกับหนังได้แล้ว แต่เอาจริงๆ บางทีคนดูหนังก็ไม่ต้องการเลือกอะไรเลย

กอล์ฟ : ไม่หรอก เราว่าคนดูถูกสอนให้ดูแล้วรับสารตรงหน้าอย่างเดียว สอนให้คิดยังยากเลย ทำไมหนังอินดี้มันถึงไม่เมนสตรีม ก็เพราะว่าคนชอบให้ย่อยมาให้หมดแล้ว เอาความสนุกมาโยนใส่หน้า ถ้ายังต้องมามีปฏิสัมพันธ์กับหนังอีกมันยากไป มันก็มาจากพื้นฐานการศึกษานั่นแหละ อย่างที่เราพูดมาตลอดว่าถ้าเรามีวิชา art appreciation ให้กับเด็กทุกคนมาตั้งแต่ประถม แล้วมันจะทำให้ความหลากหลายของภาพยนตร์มีมากขึ้น แต่นี่เราถูกสอนให้ดูแบบผิวเผินมาตลอด เราไม่ได้ถูกสอนให้ลงลึกเรื่องงานศิลปะมาอยู่แล้ว

 

 

เต๋อ : มันอยู่ที่การปรับกระบวนทัศน์ในการมองศิลปะจริงๆ แหละ ไม่รู้เดี๋ยวนี้ยังเป็นอยู่รึเปล่าครับ วาดรูปวิชาศิลปะต้องวาดให้เหมือน

กอล์ฟ : เหมือนเดิม ล่าสุดเอา ปั๊มน้ำมัน’ ไปฉาย เราก็พูดเรื่องนี้แหละว่าการดูหนังมันก็เหมือนดูภาพวาดหนึ่งภาพ แล้วเราก็ถามว่าเมื่อก่อนพี่เรียนศิลปะแบบนี้ น้องก็บอกทุกวันนี้ก็เรียนเหมือนเดิม ในเมื่อการเรียนศิลปะยังเหมือนเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว แล้วจะหวังให้คนดูหนังเกิดพัฒนาอะไร มันเป็นไปไม่ได้ เรายังเข้าใจเรื่องการวาดรูปคือการก็อบปี้ให้เหมือน ไม่เหมือนก็โดนลดคะแนน

นคร : เคยคิดอยู่เหมือนกันนะว่าทุกปัญหาในสังคมนี้ มันสามารถโยงไปถึงเรื่องระบบการศึกษาได้ทั้งหมดเลย

กอล์ฟ : แน่นอน เพราะการศึกษาเราสอนให้คนโง่ไงคะ ซึ่งมันเป็นสาเหตุให้ Insects in the Backyard โดนแบน นี่ขนาดเราพูดแบบปกติธรรมดา ไม่ได้อยากจะก้าวกระโดดอะไรเลยด้วยซ้ำ นี่เราเพลย์เซฟแล้วด้วยนะ นี่คือสภาพสังคมที่ถูกสอนมาแบบนั้น จึงไม่แปลกใจที่คนไม่เข้าใจสิ่งที่หนังพยายามพูดถึง แล้วผู้ใหญ่ที่ถูกสอนมาแบบนั้น คือผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในวันนี้

เต๋อ : ของเราที่จะเจอบ่อยและโคตรคลาสสิกเลยคือ “เราดูเรื่องนี้ไม่รู้เรื่อง เราจะดูโง่รึเปล่าครับ เราคงไม่ฉลาดพอที่จะดูเรื่องนี้” ซึ่งสิ่งที่เราพยายามทำคือ ต้องบอกว่า “ไม่เป็นไร” เพราะถ้าเราโต้ตอบไปด้วยอารมณ์ วิธีนี้ไม่เคยแก้ปัญหาอะไรเลย สิ่งที่มันจะทำให้เกิดการเรียนรู้หรือการเปลี่ยนแปลงคือการต้อง embrace หรือการอธิบาย ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เกิดผลในวันนี้หรอก แต่อย่างน้อยวันนึงก็อาจจะรู้สึกว่า ดูอันนี้ไม่รู้เรื่องแต่ก็ไม่ได้รู้สึกโง่เหมือนแต่ก่อนแล้วว่ะ เพราะกูแค่ดูไม่รู้เรื่องเฉยๆ บางทีเราต้องบอกว่าไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร มันอาจจะไม่ใช่หนังสำหรับคุณไง เราอาจจะทำหนังห่วยก็ได้ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ แต่บางอย่างคุณไม่ได้ดูเอาเรื่องคุณก็แฮปปี้นี่ เหมือนคุณไปทะเล ซึ่งมันก็ไม่มีสตอรี่อะไรนี่ เราว่าไอ้วิธีคิดนี้มันแข็งมากเลย

กอล์ฟ : เพราะเราถูกสอนไงว่า ถ้าคิดต่างนี่คือผิด ถ้าคิดไม่เหมือนใครคือโง่ พอดูไม่รู้เรื่องก็ อุ๊ย กูโง่นี่

เต๋อ : บางทีเราพยายามจะบอกว่าศิลปะมันไม่ใช่เรื่อง high อะไรขนาดนั้น ยิ่งเราทำให้มัน high หรือเป็นเรื่องจิตวิญญาณ มันก็จะรู้สึกเหมือนไม่เกี่ยวกับเรา อ๋อ เราต้องมีญาณทิพย์เหรอ เราต้องจบป.โทใช่มั้ย ดูหนังไม่รู้เรื่องไม่ผิด เหมือนกินอาหารอิสราเอล บางคนก็ชอบบางคนก็ไม่ชอบ แต่เราไม่เคยด่ากันเรื่องอาหาร …มึงไม่กินข้าวมันไก่ มึงโง่ป่าววะ!…ไม่ใช่ แค่เราไม่ชอบข้าวมันไก่ แล้วทำไมเราไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบนี้กับภาพยนตร์ หนังสือ หรือเพลง ได้คำถามเลยคือทำไมเราไม่สามารถมูฟวิธีคิดแบบนี้มาใช้กับอีกสิ่งหนึ่งได้ ทั้งที่มันก็คล้ายกัน เราแค่กินทางตากับหู ไม่ได้กินด้วยปากก็เท่านั้นเอง


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com