‘โอนลี่ ก๊อต ฟอร์กีฟส์’ จดหมายรักถึงบางกอก (BIOSCOPE Theatre)

Home / bioscope / ‘โอนลี่ ก๊อต ฟอร์กีฟส์’ จดหมายรักถึงบางกอก (BIOSCOPE Theatre)
BIOSCOPE Theatre Only God Forgives

ภาพลักษณ์ที่ภาครัฐพยายามสื่อสารความเป็นกรุงเทพฯ ให้โลกรับรู้ มันคือแหล่งท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจมีที่แหล่งช็อปปิงมากมาย หลากหลายด้วยอารยธรรมและวัฒนธรรมอันอ่อนช้อย มีวัดให้ทำบุญเป็นสุดยอดเมืองพุทธ อาหารอร่อย ใครมาก็ต้องประทับใจยิ้มสยามจนกลับประเทศไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

แน่นอน เหรียญย่อมมีสองด้าน ภายใต้ภาพลักษณ์สวยงามนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางกอกก็ขึ้นชื่อเรื่องการค้าประเวณี เป็นแดนสวรรค์ของคนเสพยา มีโลกใต้ดินแสนพิสดาร และมีชีวิตของคนตัวเล็กๆ ที่หลบซ่อนอยู่ในสังคมอีกมากมาย

ไม่แปลก หากลักษณะเฉพาะนี้จะสร้างความตื่นตาจนคนทำหนังต่างประเทศส่วนมาก ที่เลือกเล่าเรื่องมุมอับในกรุงเทพฯ เสียมากกว่าเดินตามภาพสวยงามในสื่อโปรโมทการท่องเที่ยวทั่วไป … นิโคลัส วินดิง เรฟิน (Nicolas Winding Refn) ก็เช่นกัน

หญิง – รฐา โพธิ์งาม 1 ในนักแสดงไทยที่ร่วมงานกับนิโคลัส (หรือ นิค) ใน Only God Forgives เล่าว่า “นิคหลงใหลในความเชื่ออันหลากหลาย และเสน่ห์ของความจริงที่แฝงอยู่ในสังคม เช่น ถ้าคุณเดินผ่านวัดด้านหลังอาจจะเป็นที่ตั้งของอาบอบนวด เรารู้ เราเห็นถึงการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ แต่เราเลือกที่จะปกปิดมันเอาไว้”

แม้นิคจะพยายามกลับตะเข็บสังคมกรุงเทพฯ ให้ชาวโลกได้เห็น แต่โปรดยิ้มกริ่มไว้เถิดว่า ที่เขาทำไปนั่นด้วยความรักที่มีต่อบางกอกซิตีนั่นเอง

กอสลิง และ นิโคลัส ในห้องพักใจกลางกรุงของพวกเขาขณะมาอาศัยและถ่ายทำเรื่องนี้

วันเวลาที่ฟ้าประทาน

ย้อนไปในปี 2010 นิโคลัสในสถานะคนทำหนังอินดี้คนหนึ่ง เดินทางมาเตรียมงานในเมืองไทยเพื่อความพร้อมสำหรับโปรเจ็คต์ใหม่ของตนในตอนนั้นอย่าง Only God Forgives ทว่าด้วยปัญหาเรื่องโปรดักชันและทีมงานที่ยังไม่ลงตัว นิโคลัสจึงตัดสินใจเลื่อนการเตรียมงานของ OGF ออกไปก่อน ซึ่งประจวบเหมาะพอดีที่ได้รับการชักชวนจาก ไรอัส กอสลิง ให้ไปกำกับ Drive (2011) ก่อนจะประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากคานส์และกระแสความคลั่งไคล้ในสไตล์หนังที่แสนจะเป็นเอกลักษณ์

นิโคลัสกลายเป็นผู้กำกับที่ถูกคาดหวังและจับตามองในทันที ความกดดันเหล่านั้นถูกเพิ่มเป็นสองเท่าเมื่อเขาได้กลับมาร่วมงานกับไรอันอีกครั้ง (หลังจากการถอนตัวของ ลุค อีวานส์ ที่ติดภารกิจกับหนังไตรภาคอย่าง The Hobbit) รวมถึงคิวของนักแสดงทุกคนต่างลงตัว ทั้งหมดทำให้นิโคลัสถึงกับพูดกับทีมงานในวันที่เขาเดินทางมาที่กรุงเทพฯ อีกครั้งว่า “มันเหมือนพระเจ้าได้ลิขิตมาให้เราแล้ว”

“หลังจากไปทำ Drive มา มันก็ทำให้ใน OGF นิโคลัสมีความกดดันมากขึ้น” ภคินี ไชยชนะ และ ธิดารัตน์ พรรคชนกร แห่ง A Grand Elephant Production (โปรดักชันเฮาส์ที่เคยร่วมทำงานกับกองถ่ายหนังต่างประเทศ เช่นเรื่อง Scorpion King 3 หรือ Final Recipe) สองโปรดิวเซอร์ฝั่งไทยผู้อยู่เบื้องหลังงานสร้างของหนัง เรื่องนี้พูดถึงบรรยากาศของการเตรียมงานว่า “ด้วยความเป็นแฟมิลีแมน นิโคลัสตัดสินใจนำครอบครัวและโปรดิวเซอร์มาอาศัยที่กรุงเทพฯ ก่อนถ่ายทำสามเดือน รวมแล้วนิโคลัสอยู่ที่เมืองไทยถึงหกเดือน ระหว่างนั้นเราก็ช่วยเหลือเขาในปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ตั้งแต่ที่พัก, ที่เรียน ของลูกชายเขา (ย้ายมาเรียนที่เมืองไทยหนึ่งเทอมเต็ม), เชฟที่มาทำอาหาร (ครอบครัวนิโคลัสชอบมากจนอยากจะพากลับเดนมาร์กไปด้วย) ฯลฯ ซึ่งในระหว่างนั้นนิโคลัสก็มาซึมซับบรรยากาศและสิ่งต่างๆ ในกรุงเทพฯ แม้กระทั่ง ช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ นิโคลัสยังถามเราเลยว่า – เขาจะได้เห็นน้ำท่วมหรือเปล่า – แต่น้ำก็มาไม่ถึงแถวๆ ปทุมวัน ย่านที่ครอบครัวของนิโคลัสอาศัยอยู่”

อนึ่ง ชีวิตของนิโคลัสและครอบครัวระหว่างมาทำงานในไทย ก็ยังถูกบันทึกไว้เป็นสารคดีที่ชื่อว่า My Life Directed by Nicolas Winding Refn โดยภรรยาของเขา ลิฟ คอร์ฟิกเซน อันว่าด้วยความรู้สึกที่ตัวเธอมีต่อนิโคลัสทั้งในฐานะสามี และในฐานะผู้กำกับสุดบ้าพลัง

ท่องราตรี ดูแสงสี ในกรุงเทพฯ

นิโคลัสชื่นชอบกับการถ่ายทำในสถานที่จริง มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว (ยิ่งถ้าชวนคนในพื้นที่มาเล่นด้วยได้จะพอใจมาก) นั่นหมายถึงสถานที่ในเรื่องนี้อย่าง สนามมวย ซ่อง สลัม คาราโอเกะ ฯลฯ ล้วนเป็นที่จริง หากแต่มีการตบแต่งให้น้อยที่สุด

“นิโคลัสเดินทางดูโลเคชันหลายครั้งมาก ตั้งแต่ก่อนจะทำ Drive เสียอีก และก็ยังหาเรื่อยๆ นะ ขนาดใกล้จะถ่ายแล้ว ยังนั่งหาโลเคชันกันอยู่เลย” ธิดารัตน์ เล่าถึงความใส่ใจในโลเคชั่นของนิโคลัส “ซึ่งเราและ พี่แก้วชาย (พจน์ อุดมแสงอร่าม – ผู้จัดการฝ่ายโลเคชัน) ก็พยายามหาสถานที่ที่แปลกตาออกไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีความละเอียดอ่อนของมันอยู่ อย่างซ่อง เราก็ไม่สามารถขึ้นไปดูได้ เขาไม่ให้ผู้หญิงเข้า ก็ต้องปล่อยให้ผู้ชายขึ้นไปดูกัน”

“อย่างสนามมวยรังสิต โลเคชันหลักของเรื่องที่ใช้เป็นค่ายมวยและที่พักของ จูเลียน (ไรอัน กอสลิง) คือเราก็ไปเซ็ตห้องหนึ่งในสนามมวยเป็นห้องนอนของจูเลียนเลย หรืออย่างรูปปั้นนายขนมต้มที่เห็นในเรื่องนั้นก็ของจริงนะ มันมีอยู่ที่นั้นอยู่แล้ว รวมถึงที่นี่ก็ใช้เป็นฉากต่อสู้ของจูเลียน กับ ช้าง (วิทยา ปานศรีงาม) ด้วย ก็เซ็ตแค่ภาพสิงโตที่อยู่หลังฉาก ที่เหลือก็ของเดิมๆ หมด เราพูดได้เลยว่าโลเคชันในหนังเรื่องนี้ ยังไม่เคยมีใครถ่ายมาก่อนแน่นอน ขนาดเราไปถ่ายที่เยาวราช เรายังไปถ่ายในถนนเส้นรอง ไม่ใช่เส้นหลักที่มีป้ายไฟเยอะๆ เลย”

นิคละเอียดกับการหาสถานที่ถ่ายทำขนาดไหน ยืนยันได้ด้วยการที่เขาชักชวนทีมงานและนักแสดงไทยอย่าง หญิง รฐา และ ปู – วิทยา ปานศรีงาม ไปดูโลเคชันด้วยกัน นอกจากเป็นการสร้างความคุ้นเคยแล้ว ก็ยังเป็นการสอบถามและทดลองกับนักแสดงว่า ที่นี่คือสถานที่ของพวกเขาใช่หรือไม่ “อย่างคาราโอเกะที่เป็นที่ทำงานของหญิง เราก็ดูไว้หลายที่มากแต่ก็มาเจอโดยบังเอิญ คือวันนั้นเราก็ตระเวนดูตามที่ต่างๆ แล้วที่นี่เราก็วิ่งผ่านมา แบบว่าเห็นแล้วล่ะแต่ยังไม่เข้าไป จนดูที่อื่นเสร็จถึงได้ย้อนกลับมา ซึ่งปรากฏว่ามันใช่สำหรับนิคเลย คือตลอดเวลาที่ไปเซอร์เวย์กัน นิโคลัสก็จะถามถึงทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับสถานที่นั้น เช่น คนคนนั้นเป็นใคร ทำหน้าที่อะไร ซึ่งเราคิดว่าเขาน่าจะมีภาพของสถานที่นั้นอยู่ในใจแล้ว แบบถ้าเดินเข้าไปแล้วมันใช่ก็คือใช่ แต่การถามสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อมาเติมรายละเอียดของฉากในหนังให้มันสมจริงมากที่สุด”

แน่นอนว่าสำหรับหนังต่างประเทสที่มาถ่ายทำในไทย จะต้องส่งบทเพื่อให้กองกิจการภาพยนตร์ (ฟิล์มบอร์ด) พิจารณาความเหมาะสม สำหรับ OGF แล้ว แม้จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม, ความรุนแรง และสถานที่อโคจรทั้งหลาย แต่ก็สามารถผ่านการพิจารณามาได้อย่างราบรื่น ธิดารัตน์พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “บทของเราอาจจะมีการแก้ไขนิดหน่อย เช่น ในฉากมีพระพุทธรูปหล่นลงมา ดูแล้วมันไม่ดี ก็เอาพระพุทธรูปออกไป อย่างบทหนังเรื่องนี้คณะกรรมการเขาก็มองว่า ‘มันคือหนัง’ แล้วอีกอย่างหนังเรื่องนี้มันก็ไม่ได้ทำให้คนไทยเสียชื่อ ในขณะถ่ายทำก็มีเจ้าหน้าที่จากฟิล์มบอร์ดมาคอยสังเกตการณ์อีกที ซึ่งก็โชคดีมากที่แทบไม่มีปัญหาอะไรในเรื่องนี้เลย แต่ถ้าถามจริงๆ หนังเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องแรกที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้นะ ซึ่งถ้าอ่านจากบทตอนแรกก็จะรู้สึกว่า -เรื่องแบนี้อีกแล้วเหรอ- แต่พอมาดูในรายละเอียดแล้วมันไม่ใช่ การทำหนังกับนิโคลัสมันชัดเจนมากว่า หนังเรื่องนี้มันคือโลกๆ หนึ่งที่ผู้กำกับสร้างขึ้น”

**จากบทความ ” ‘โอนลี่ ก๊อต ฟอร์กีฟส์’ จดหมายรักถึงบางกอก” โดย ชลนที พิมพ์นาม / ตีพิมพ์ครั้งแรกใน BIOSCOPE ปีที่ 12 ฉบับที่ 137 (มิถุนายน 2013)

/////////////

ติดตามชม
Only God Forgives ‘รับคำท้าจากพระเจ้า’

เสาร์ที่ 16 ธันวาคม
13.00 น. และ 22.00 น.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

 

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre ประจำเดือนธันวาคม