BIOSCOPE ทรงยศ สุขมากอนันต์ สยมภู มุกดีพร้อม

รื้อหิ้งหนังเก่า : รวมหนังที่เป็นแรงบันดาลใจ ของ “สยมภู มุกดีพร้อม”

Home / bioscope / รื้อหิ้งหนังเก่า : รวมหนังที่เป็นแรงบันดาลใจ ของ “สยมภู มุกดีพร้อม”

ชื่อของ สอง-สยมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพชาวไทย อาจเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากผลงานล่าสุดของเขาอย่าง Call Me by Your Name ของผู้กำกับ ลูกา กวาดาญีโน ที่กำลังเดินหน้ากวาดรางวัลตามสถาบันต่างๆ และทำให้สยมภูเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะได้ลุ้นเข้ารอบสุดท้ายรางวัลออสการ์ สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมของปีนี้

ในขณะเดียวกัน สยมภูก็เคยผ่านงานกำกับภาพให้กับหนังไทยมาแล้วมากมาย โดยมีผลงานเรื่องแรกในวงการคือ ‘ดอกฟ้าในมือมาร’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และกลายเป็นตากล้องขาประจำที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน ไปจนถึงหนังในกระแสหลักอย่าง ‘แจ๋ว’, ‘สตรีเหล็ก 2’, ‘หนูหิ่น เดอะมูฟวี่’, ‘เฉิ่ม’ หรือ ‘ไชยา’ 

สยมภู มุกดีพร้อม

ซึ่งแรงบันดาลใจในการกำกับภาพของสยมภู เกิดจากการดูหนังจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศรัสเซียเป็นเวลาหนึ่งปี ที่สยมภูกล่าวว่าในปีนั้นเพียงปีเดียว เขาดูหนังเกินกว่าสามร้อยเรื่อง

“มันสะสมจากการดูมาเรื่อยๆ แล้วเราก็เลือกว่าแบบไหนที่เราชอบ เราว่าสวย เราว่ามันดี หรือแบบไหนที่เรารู้สึกว่าไม่ชอบ ส่วนตัวผมจะชอบแบบที่มันธรรมดา ไม่ได้วิริศมาหรา แบบที่เข้าใจง่ายๆ ว่าอะไร ทำไม ยังไง หรือจะเป็นภาพนิ่งพวกงาน portait ซึ่งเป็นภาพคน แล้วการถ่ายหนังมันก็คนเหมือนกัน หรือแม้กระทั่งภาพเขียน พวก Expressionist , Impressionist เอามาเปิดดูพวกสี แต่ผมก็จำชื่ออะไรไม่ได้หรอกนะ”

…และนี่บทสัมภาษณ์ของ สยมภู มุกดีพร้อม ว่าด้วยแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในการทำงานด้านกำกับภาพของเขา ซึ่งเขียนโดย ทรงยศ สุขมากอนันต์ จากคอลัมน์ ‘เล่าด้วยภาพ’ นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 40 (มีนาคม 2548)

Paradise (2016, อังเดรย์ คอนชาลอฟสกี้)

หนังขาวดำรัสเซีย

“มีเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากเป็นหนังของ อังเดรย์ คอนชาลอฟสกี้ (ผู้กำกับรุ่นเก๋าวัย 80 ปี ที่ทำหนังมาตั้งแต่ยุค 60’s โดยผลงานล่าสุดของเขาอย่าง Paradise พึ่งคว้ารางวัลสิงโตเงิน จากเทศกาลหนังเวนิชปี 2016) ซึ่งผมจำชื่อเรื่องไม่ได้แล้วเพราะเป็นภาษารัสเซีย ผมได้มีโอกาสเรื่องนี้ในโรงหนังสมัยที่ไปเรียนที่นั่นใหม่ๆ ภาษาผมก็ยังไม่ดี มันเลยเหมือนดูหนังใบ้ แต่ภาพที่เป็นขาวดำทั้งเรื่องมันติดตาผม แล้วหนังมันก็ถ่าย Outdoor ด้วย ที่ทึ่งคือ Ratio ของ Contrast มันดี๊ดี มันทำได้หมดเลย ซึ่งเรารู้ว่าข้อจำกัดในการถ่าย Outdoor มันเป็นยังไง ผมเลยรู้สึกว่ามันโคตรเซียนเลย”

Ivan’s Childhood

“หรืออย่างหนังของ อังเดร ชาร์คอฟสกี้ เรื่อง Ivan’s Childhood (1962) ที่เป็นหนังขาวดำเหมือนกัน ผมก็ชอบโดยเฉพาะฉากที่เด็กมันหนีไปในป่าที่เป็นน้ำๆ แล้วแบ็คกราวด์มันมีพลุ ตอนแรกที่ผมดูวิดีโอมันเฉยๆ แต่พอได้มีโอกาสไปดูฟิล์มแล้วมันขนลุก คือในป่ามันมืดเห็นอะไรลางๆ พอพลุข้างหลังมันขึ้นมาตูม อะไรที่มันควรจะเห็นก็เห็นพอดี เห็นตาที่มันกลัว ณ จังหวะหนึ่ง พอเห็นปุ๊บแล้วมันหายไป ผมรู้สึกว่าตัวเราเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย เราจะได้เห็นสิ่งที่เราควรได้เห็น ผมว่ามันมหัศจรรย์”

“ที่ผมชอบดูหนังขาวดำเนี่ย ก็เพราะว่าหนังพวกนี้เราจะเห็น ratio ชัดเจน ratio มันคือหัวใจของขาวดำ แล้วเรื่อง ratio มันสำคัญกับผมมาก เพราะว่าตาคนเรา กล้องวิดีโอหรือฟิล์มถ่ายหนังมันมีคุณสมบัติในการรับแสงที่ต่างออกไป ตาคนเราสามารถรับแสงในระดับที่สูงมากต่ำมากได้ แต่ความกว้างในการรับแสงของฟิล์มมันไม่เท่าตาของเรา หน้าที่ของเรา (ผู้กำกับภาพ) คือทำยังไงก็ได้ที่จะเอาภาพเอาแสงเหล่านั้นลงไปอยู่บนฟิล์มที่พอจะฉายขึ้นจอแล้วเหมือนดูด้วยตาเปล่า”

Kagemusha

หนังของ อากิระ คุโรซาว่า

“หนังของคุโรซาว่าแทบทุกเรื่อง มันเป็นหนังที่มีการถ่ายภาพที่สุดยอด ผมว่าการถ่ายภาพกับการตัดต่อบางทีมันแยกกันไม่ออก บางทีดูเหมือนเขาตั้งใจทำอะไรผิดๆ แต่ไม่ผิด อย่างเช่นเรื่อง Kagemusha (1980) ที่มีตอนหนึ่งอยู่ดีๆ เค้าก็ cross line exit (หมายถึงการถ่ายข้ามไลน์กล้อง) ขึ้นมา แล้วมันส่งผลต่อความรู้สึก รวมทั้งความนิ่งๆ ของมัน ซึ่งพอมันนิ่งแล้วเรากลับไม่เบื่อ แต่พอเราดูหนังคนอื่นหรือหนังตัวเองเนี่ยพอเจอนิ่งแล้วมันก็มีเบื่อ

Out of Africa

หนังของ ซิดนีย์ พอลแล็ค

“เวลาดูหนังของพอลแล็ค เหมือนเขาสามารถทำให้เราหลุดเข้าไปในโลกของเขาได้จริงๆ  เหมือนสมัยที่เราแอบพ่อไปอ่านนิยาย พอเราเข้าไปตรงนั้นแล้วมันเหมือนเราไม่เห็นว่าข้างๆ แฟนเรายืนชงกาแฟอยู่หรือเปล่า แต่พอมานั่งพิจารณาภาพของเค้าแล้วผมก็เฉยๆ นะ ภาพของเขาก็ดูประดิษฐ์ๆ แต่ว่ามันสวยดี แต่มันก็ไม่ได้ stunning เหมือนหนังรัสเซียเรื่องนั้นหรอกนะในเรื่องภาพ คือพอดูหนังแล้วผมไม่ได้ไปให้ความสำคัญกับภาพเพียงอย่างเดียว ผมไม่คิดว่าภาพมันสามารถแยกออกมาจากตัวหนังได้ มันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของทั้งหมด” โดยผลงานหนังของพอลแล็คที่น่าสนใจได้แก่ The Way We Were (1973),  Three Days of the Condor (1975), Absence of Malice (1981), Tootsie (1982), Out of Africa (1985), The Firm (1993)

The Mission

ผลงานของผู้กำกับภาพ คริส เมนเกส

ผู้กำกับภาพชาวอังกฤษวัย 77 ปี เจ้าของผลงานกำกับภาพในหนังคลาสสิคอย่าง Local Hero (1983), The Killing Fields (1984), The Mission (1986), Michael Collins (1996), The Boxer (1997) หรือ Dirty Pretty Things (2002) เป็นต้น “ผมชอบคริส เมนเกส เพราะว่ามาตรฐานเขาดีมั๊งครับ อาจเป็นเพราะเขาเคยทำงานสารคดีมาก่อน พอเขามาทำหนังมันก็เลยทำให้ งานของเขามันทำให้รู้สึกเหมือนจับต้องได้ ดูจริง ผมว่าการถ่ายภาพมันไม่ใช่เรื่องของเฟรมมิ่งอย่างเดียว หรือไลท์ติ้วอย่างเดียว บางทีมันเป็นเรื่องของแอ็คติ้ง เรื่องของสัญชาตญาณด้วย ไม่ใช่ว่าเราเอากล้องไปตั้งไว้ข้างหน้าแล้วทุกอย่างจะเกิดขึ้น มันเป็นไปไม่ได้ บางทีบางอย่างที่มันดีมากๆ มันเกิดขึ้นแล้วกล้องคุณจับได้หรือเปล่า คุณบันทึกมันลงฟิล์มได้หรือเปล่า มันเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆ บางทีมันก็สร้างไม่ได้เหมือนกัน


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ BIOSCOPE Magazine
หรือสั่งซื้อนิตยสารไบโอสโคปฉบับล่าสุดและย้อนหลังได้ที่ store.mbookstore.com